วันศุกร์, มีนาคม 13, 2026
หน้าแรกคอลัมนิสต์สืบจากข่าวกสม. ชี้กรณีเรือนจำกลางเขาบินไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังที่ไม่โกนหนวดเคราออกไปพบแพทย์และเยี่ยมญาติ เป็นการลงโทษที่จำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุ

Related Posts

กสม. ชี้กรณีเรือนจำกลางเขาบินไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังที่ไม่โกนหนวดเคราออกไปพบแพทย์และเยี่ยมญาติ เป็นการลงโทษที่จำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุ

กสม. ชี้กรณีเรือนจำกลางเขาบินไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังที่ไม่โกนหนวดเคราออกไปพบแพทย์และเยี่ยมญาติ เป็นการลงโทษที่จำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุ – ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันเรือนจำกลางพิษณุโลก พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับสำนักงานผู้ตรวจการเรือนจำสหราชอาณาจักร และภาคีเครือข่าย – ประสานการคุ้มครองเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีนายเอกชัย หงส์กังวาน ระบุเรือนจำกลางคลองเปรมนัดหมายแพทย์เพื่อทำการรักษาแล้ว

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 9/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 เรื่อง ดังนี้

1.กสม. ชี้กรณีเรือนจำกลางเขาบินไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังที่ไม่โกนหนวดเคราออกไปพบแพทย์และเยี่ยมญาติ เป็นการลงโทษที่จำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุ

นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 จากผู้ร้องรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี ระบุว่า ผู้ร้องมีอาการเจ็บปวดบริเวณเอวและปลายประสาทตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 และได้พบแพทย์ผ่านระบบการบริการการแพทย์ทางไกลมาโดยตลอด ต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ในช่วงเวลาที่ผู้ร้องไม่ยินยอมโกนหนวดเคราเนื่องจากความเชื่อส่วนตัว ผู้ร้องมีอาการเจ็บปวดบริเวณเอวและหลังอย่างรุนแรง สถานพยาบาลเรือนจำฯ ได้ประสานให้พบแพทย์ผ่านระบบบริการการแพทย์ทางไกล เพื่อติดตามอาการและรับยาเช่นเดิม แต่เจ้าพนักงานเรือนจำฯ ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องพบแพทย์ นอกจากนี้ เมื่อผู้ร้องมีกำหนดนัดเยี่ยมญาติผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เจ้าพนักงานเรือนจำฯ ก็มีคำสั่งห้ามผู้ร้องออกไปเยี่ยมญาติอีก ผู้ร้องเห็นว่าเป็นการกระทบต่อสิทธิของผู้ต้องขัง จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ต้องขังมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขเมื่อเจ็บป่วยตามมาตรฐานเดียวกับประชาชนทั่วไป โดยไม่เลือกปฏิบัติและได้รับรองและคุ้มครองในกฎหมายให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดหาหรืออำนวยความสะดวกให้ผู้ต้องขังต้องได้รับการรักษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อผู้ร้องจะต้องออกนอกแดนคุมขังเพื่อพบแพทย์ผ่านระบบบริการการแพทย์ทางไกล เจ้าพนักงานเรือนจำฯ ได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องโกนหนวดเคราก่อนออกนอกแดนคุมขังแต่ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานเรือนจำฯ จึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องออกนอกแดนคุมขัง อันเป็นการดำเนินการตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานเรือนจำ และการแต่งตั้งผู้ช่วยเหลือ พ.ศ. 2561 ข้อ 15 (5) และ 16 (2) เพื่อควบคุมระเบียบวินัยของผู้ต้องขัง และข้อบังคับเรือนจำกลางเขาบินว่าด้วยมาตรการผู้ต้องขังออกภายนอกแดน พ.ศ. 2566 ข้อ 3 ซึ่งกำหนดให้ผู้ต้องขังที่จะออกภายนอกแดน โกนหนวดเคราให้เรียบร้อย อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในการได้รับการรักษาพยาบาลปรากฏว่าผลเสียที่เกิดกับผู้ร้องมีมากกว่าประโยชน์ที่เรือนจำจะได้รับ กล่าวคือ การที่ผู้ร้องไม่ได้พบแพทย์และได้รับยามารับประทานจะส่งผลต่อสุขภาพของผู้ร้องและหากมีอาการป่วยที่รุนแรงย่อมส่งผลต่อชีวิต การห้ามมิให้ผู้ร้องไปพบแพทย์ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่จำกัดสิทธิผู้ร้องเกินสมควรแก่เหตุและไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ประเด็นนี้ จึงรับฟังได้ว่า มีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนกรณีที่ผู้ร้องไม่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยมญาติผ่านแอปพลิเคชันไลน์นั้น เห็นว่า การได้รับการเยี่ยมของผู้ต้องขังเป็นการใช้เสรีภาพในการติดต่อสื่อสารตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้รับรองไว้ การที่จะไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ใดต้องปรากฏว่าได้กระทำผิดวินัยโดยมีการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของเรือนจำ กรณีนี้แม้ผู้ร้องไม่โกนหนวดเคราจะเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับอนามัยและสุขาภิบาลของผู้ต้องขัง พ.ศ. 2561 แต่ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเขาบินยังไม่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยด้วยการตัดการอนุญาตให้ได้รับการเยี่ยมเยียนหรือติดต่อตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานเรือนจำฯ ไม่ให้ผู้ร้องออกไปเยี่ยมญาติจึงมีลักษณะเป็นการลงโทษที่ไม่เป็นตามขั้นตอนของกฎหมาย และไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่กำหนดให้การลงโทษวินัยผู้ต้องขังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ประเด็นนี้จึงรับฟังได้ว่า เป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 จึงมีมีติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกรมราชทัณฑ์ให้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าพนักงานเรือนจำกลางเขาบินที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว และดำเนินการไปตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะนี้อีก พร้อมให้กำชับเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งต้องอนุญาตให้ผู้ต้องขังที่มีกำหนดนัดพบแพทย์ออกนอกแดนไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา

นอกจากนี้ ให้เรือนจำกลางเขาบินทบทวนและแก้ไขข้อบังคับเรือนจำกลางเขาบินว่าด้วยมาตรการผู้ต้องขังออกภายนอกแดน พ.ศ. 2566 ข้อ 3 โดยกำหนดให้ “ผู้ต้องขังที่จะออกภายนอกแดน จะต้องแต่งกายสวมใส่เสื้อสีฟ้า กางเกงสีกรมท่า หรือตามเรือนจำกำหนด และตัดผม โกนหนวดให้เรียบร้อย เว้นแต่กรณีเจ็บป่วยและมีกำหนดนัดพบแพทย์”

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts