กสม. ชี้กรณีเรือนจำกลางเขาบินไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังที่ไม่โกนหนวดเคราออกไปพบแพทย์และเยี่ยมญาติ เป็นการลงโทษที่จำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุ – ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันเรือนจำกลางพิษณุโลก พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับสำนักงานผู้ตรวจการเรือนจำสหราชอาณาจักร และภาคีเครือข่าย – ประสานการคุ้มครองเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีนายเอกชัย หงส์กังวาน ระบุเรือนจำกลางคลองเปรมนัดหมายแพทย์เพื่อทำการรักษาแล้ว
วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 9/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 เรื่อง ดังนี้
2.กสม. ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันเรือนจำกลางพิษณุโลก พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับสำนักงานผู้ตรวจการเรือนจำของสหราชอาณาจักร (HMIP)
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ดำเนินโครงการพัฒนากลไกการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันตามมาตรฐานพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (OPCAT) โดยมีแผนงานตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวประเภทต่าง ๆ เช่น เรือนจำ สถานีตำรวจ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ และสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อวันที่ 3 – 7 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายพิทยา จินาวัฒน์ ที่ปรึกษาประจำ กสม. และรองศาสตราจารย์ พ.ต.ท. ดร. เกษมศานต์ โชติชาครพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงาน กสม. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ณ เรือนจำกลางพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เพื่อรับทราบการดำเนินงานของเรือนจำ แลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ และร่วมกันพิจารณาแนวทางในการส่งเสริมมาตรฐานการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของเรือนจำ โดยมีผู้แทนจากสำนักงานผู้ตรวจการเรือนจำของสหราชอาณาจักร (His Majesty’s Inspectorate of Prisons: HMIP) เข้าร่วมสังเกตการณ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทางการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ซึ่งเป็นกลไกที่มุ่งเน้นการป้องกันความเสี่ยงและการพัฒนาระบบ มากกว่าการตรวจสอบภายหลังเหตุการณ์
การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันครั้งนี้ กสม. ได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางพิษณุโลกในประเด็นสำคัญ เช่น สภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การดำเนินงานด้านการฝึกอาชีพและการศึกษา แนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมดูแลผู้ต้องขังให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดย กสม. เห็นว่า การดำเนินงานของเรือนจำมีความท้าทายหลายด้าน และการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สอดคล้องกับแนวคิดของพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (OPCAT) ซึ่งส่งเสริมให้รัฐมีระบบการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม โดยคณะรัฐมนตรีได้รับทราบข้อเสนอเกี่ยวกับการเข้าเป็นภาคี OPCAT ของประเทศไทยแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาความพร้อมในการเข้าเป็นภาคี ทั้งนี้ กลไกการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันของ กสม. สามารถมีบทบาทในการส่งเสริมแนวทางการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันและการพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานในสถานที่ควบคุมตัวของรัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ในวันนี้ (วันที่ 13 มีนาคม) กสม. ได้จัดการประชุมหารือระดับสูงว่าด้วยการเข้าเป็นภาคี OPCAT ของประเทศไทย ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความเห็นในระดับนโยบาย โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และหารือแนวทางที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยด้วย
“การตรวจเยี่ยมเรือนจำเชิงป้องกันของ กสม. เป็นการสนับสนุนการพัฒนาระบบการควบคุมตัวของรัฐให้มีมาตรฐานที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และความมั่นคงของเรือนจำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่กัน รวมทั้งการพัฒนาระบบการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันและการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการควบคุมตัวของรัฐ และสนับสนุนให้การดำเนินงานของเรือนจำสามารถบรรลุทั้งเป้าหมายด้านความยุติธรรม ความมั่นคง และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม” นายวสันต์ กล่าว






