วันศุกร์, เมษายน 10, 2026
หน้าแรกไม่มีหมวดหมู่กสม.ผยกรณี อบต.สีชมพู จ. ขอนแก่น บังคับเจ้าหน้าที่ตรวจหาสารเสพติดแบบเหมารวม เป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะ มท. ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาว

Related Posts

กสม.ผยกรณี อบต.สีชมพู จ. ขอนแก่น บังคับเจ้าหน้าที่ตรวจหาสารเสพติดแบบเหมารวม เป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะ มท. ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาว

กสม. ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับเป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและละเมิดสิทธิฯ
– ขอบคุณกรมการปกครอง และเครือข่ายร่วมแก้ไขปัญหาสัญชาติภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ชื่นชมมติ ครม. 29 ตุลาคม 2567 เร่งรัดกระบวนการพิจารณาสถานะ
– เผยกรณี อบต.สีชมพู จ. ขอนแก่น บังคับเจ้าหน้าที่ตรวจหาสารเสพติดแบบเหมารวม เป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะ มท. ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาว

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 13/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้

3.กสม. เผยกรณี อบต.สีชมพู จ.ขอนแก่น บังคับเจ้าหน้าที่ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวม เป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะ มท. ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวให้รัดกุม

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง เมื่อเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า ผู้ร้องเป็นบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู (อบต.สีชมพู) โดยในการประชุมบุคลากรของ อบต.สีชมพู เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 2) แจ้งว่า นายอำเภอสีชมพู จ.ขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1) มีนโยบายให้บุคลากรทุกคนต้องเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อหาสารเสพติด หากบุคคลใดไม่เข้ารับการตรวจจะมีผลกับการจ้างงานในอนาคต ผู้ร้องจึงต้องจำยอมเข้ารับการตรวจหาสารเสพติด และปรากฏว่าผลการตรวจปัสสาวะของผู้ร้องเป็นบวก ผู้ร้องเห็นว่า การที่นายอำเภอสีชมพูตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมโดยไม่มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเสพยาเสพติด และบังคับให้ผู้ร้องเข้ารับการตรวจโดยไม่ยินยอม อีกทั้งเมื่อผลการตรวจเป็นบวกแล้ว นายก อบต. สีชมพูยังบีบบังคับให้ผู้ร้องเขียนใบลาออก จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในชีวิตและร่างกาย เจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการที่กระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกายของบุคคลไม่ได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 115 (3) และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้อำนาจเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สามารถตรวจหาสารเสพติดได้ในกรณีมีเหตุจำเป็นประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นเสพยาเสพติด

จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรณีการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมตามคำร้องนี้เป็นการดำเนินการตามโครงการมหาดไทยสีขาว ยุทธการพิทักษ์ขอนแก่น เพื่อสอดส่องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย วินัย และจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ทำให้มีความจำเป็นต้องตรวจหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวม เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคลากรภายในหน่วยงานเดียวกัน อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า แม้เหตุผลดังกล่าวจะพอรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่ก็ไม่เป็นเหตุที่จะดำเนินการได้ตามที่กฎหมายข้างต้นบัญญัติ

ดังนั้น การที่นายอำเภอสีชมพูไม่จัดให้ผู้ร้องแสดงความยินยอมก่อนเข้ารับการตรวจ ประกอบกับแจ้งว่าหากบุคคลใดไม่ยินยอมและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจจะแจ้งหัวหน้าของหน่วยงานนั้นทราบเพื่อให้มาตรวจจนครบทุกคน จึงมีลักษณะเป็นการบีบบังคับและใช้มาตรการกดดันผู้ร้อง ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวที่ต้องให้ผู้เข้ารับการตรวจยินยอมและสมัครใจโดยปราศจากการบังคับ รวมถึงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการให้ความยินยอมจากผู้เข้ารับการตรวจ อันส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมโดยไม่จัดให้ผู้ร้องแสดงความยินยอมก่อนตามคำร้องนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมยังเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสุขภาพของบุคคล ซึ่งจะมีผลกระทบต่อบุคคลนั้นในภายหลัง กล่าวคือ หากตรวจพบว่าบุคคลนั้นมีสารเสพติดในร่างกายก็ต้องแสดงความสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามกฎหมาย แต่ในกรณีไม่เข้ารับการบำบัดรักษาและหากเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย วินัย และมาตรฐานทางจริยธรรมที่เคร่งครัดกว่าบุคคลทั่วไป กระทรวงมหาดไทยมีแนวปฏิบัติให้ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานดำเนินการทางวินัยและดำเนินคดีกับบุคคลนั้นด้วย

ประเด็นร้องเรียนว่านายก อบต.สีชมพู ผู้ถูกร้องที่ 2 บังคับให้ผู้ร้องลาออกจากการเป็นพนักงานจ้างหลังปรากฏผลตรวจปัสสาวะเป็นบวกนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องได้ยื่นใบลาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งเป็นการยื่นใบลาออกล่วงหน้าก่อนตรวจหาสารเสพติด 2 วัน ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่า การลาออกจากงานของผู้ร้องมีสาเหตุมาจากการบีบบังคับของนายก อบต.สีชมพู โดยตรง หรือเป็นเจตนาของผู้ร้องเองเพื่อที่จะไม่ให้ถูกดำเนินการทางวินัยหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย ประกอบกับพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ไม่สามารถติดต่อผู้ร้องเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้ จึงไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอต่อการพิจารณาว่า นายก อบต.สีชมพู ผู้ถูกร้องที่ 2 ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกรมการปกครองให้ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวในทางปฏิบัติให้รัดกุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น พร้อมทั้งให้กำหนดรูปแบบการให้ความยินยอมในลักษณะที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีถ้อยคำไม่กำกวม ใช้ภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และผู้ให้ความยินยอมสามารถยกเลิกความยินยอมได้ ซึ่งเป็นการยืนยันหลักความยินยอมโดยอิสระและปราศจากการบังคับเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ รวมถึงแจ้งกำชับเจ้าหน้าที่ไม่ให้ใช้อำนาจหรือมาตรการทางสังคมกดดันให้ผู้เข้ารับการตรวจลงลายมือชื่อเพื่อแสดงความยินยอมก่อนเข้ารับการตรวจหาสารเสพติดด้วย

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts