เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ด้วยการประกาศใช้ “อาวุธหนัก” อย่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ท่ามกลางสมรภูมิราคาพลังงานที่ร้อนระอุจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นี่ไม่ใช่แค่การกู้เงินธรรมดา แต่คือการเดิมพันจีดีพีครั้งสำคัญ
การออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ถูกประเมินว่าอาจช่วยหนุนการขยายตัวของ GDP เพิ่มขึ้นราว 0.5–0.7% จากประมาณการพื้นฐานที่คาดเศรษฐกิจไทยเติบโต 1.5% ในปีนี้ โดยเม็ดเงินดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน ซึ่งต้องใช้เวลา 6-12 เดือนในการส่งผ่านผลกระทบ การบริหารเม็ดเงินจึงถูกจับตาในด้านประสิทธิภาพและผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจ
ทำไมต้อง “กู้ด่วน”
เหตุผลที่ต้องใช้ พ.ร.ก. ซึ่งเป็นเครื่องมือพิเศษ ก็เพราะงบประมาณปี 69 “เอาไม่อยู่” รัฐบาลประเมินว่าหากช้าไปแม้แต่นิดเดียว ไทยอาจดิ่งลงสู่เหวที่เรียกว่า Stagflation หรือภาวะ “ของแพงแต่แรงไม่มี” (เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจหยุดชะงัก) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปากท้องตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึง SME ทั่วประเทศ
ผ่าเค้ก 4 แสนล้าน เงินก้อนนี้ไปไหน?
รัฐบาลแบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วน เพื่อแก้ปัญหา “เฉพาะหน้า” และ “ยั่งยืน” คือ 200,000 ล้านแรก มุ่งลดค่าครองชีพคนรายได้น้อย ช่วยเกษตรกรเรื่องปุ๋ยและต้นทุนการผลิต และอัดฉีดสภาพคล่องให้ SME ที่กำลังหายใจไม่ออก ส่วน 200,000 ล้านหลัง ลงทุนในพลังงานสะอาด, หนุน EV, และติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนานใหญ่ เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากวงจร “ทาสพลังงานฟอสซิล” เข้าสู่ยุค Green Economy
เหรียญสองด้านที่ต้องจับตา
แม้จะเป็นการ “ตุนกระสุน” ที่ดูมีความหวัง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็น่ากังวลไม่ใช่น้อย หากมองในด้านดี เงินก้อนนี้เปรียบเหมือนตาข่ายรองรับแรงกระแทกวิกฤตเศรษฐกิจโลก ช่วยแก้ไขวิกฤตได้ทันใจ เข้าถึงเงินทุนทันที SMEและกลุ่มเปาะบางรอดจากการล้มละลายและก้าวกระโดดสู่เศรษฐกิจสีเขียว ขณะที่การกู้เงินกับสถาบันการเงินในประเทศ ทำให้ไม่เสี่ยงกับความเปลี่ยนแปลงของอัตราค่าเงิน แต่ข้อเสียคือเสี่ยงรั่วไหล เพราะตรวจสอบยากกว่างบปกติ ถ้าอัดฉีดเงินไม่ถูกจุดจะทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูง ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายอาจเบียดงบพัฒนาด้านอื่น ที่สำคัญคือหนี้สาธารณะจ่อเพดาน 70% กลายเป็นภาระของลูกหลาน
เดิมพันหนี้ 69% ต่อ GDP
การกู้ครั้งนี้จะฉุดให้หนี้สาธารณะของไทยขยับขึ้นไปอยู่ที่ 69% ในปี 2570 ซึ่งเกือบชนเพดานกฎหมายที่ 70% ผู้เชี่ยวชาญมองว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “กู้เท่าไหร่” แต่อยู่ที่ “ความแม่นยำ” ในการจ่ายเงิน ถ้าเงิน 4 แสนล้านนี้สามารถเปลี่ยนไทยให้เป็นเมืองพลังงานสะอาดได้จริง หนี้ก้อนนี้ก็คือการลงทุนที่คุ้มค่า แต่ถ้าเป็นเพียง “เบี้ยหัวแตก” เรากำลังทิ้งภาระมหาศาลไว้ให้คนรุ่นหลัง นี่คือก้าวสำคัญของปฏิบัติการกู้ชีพเศรษฐกิจที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทยอีกครั้ง



