วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 7, 2026
หน้าแรกสืบเศรษฐกิจน้ำผึ้ง หรือ ยาพิษ ค่าไฟ "ขั้นบันได" "สวัสดิการคนจน" บนหยดน้ำตา "ชนชั้นกลาง"

Related Posts

น้ำผึ้ง หรือ ยาพิษ ค่าไฟ “ขั้นบันได” “สวัสดิการคนจน” บนหยดน้ำตา “ชนชั้นกลาง”

นับถอยหลังมิถุนายน 2569 กับจุดวัดใจโครงสร้างค่าไฟใหม่ที่สะเทือนทุกบิล เมื่อรัฐบาลชูธงอุ้มกลุ่มเปราะบางด้วยราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย แต่กลับทิ้งโจทย์หนักให้ “ชนชั้นกลาง”  กลายเป็นเดอะแบกรับภาระ “ใช้มากจ่ายแพง” ในยุค Work From Home นี่คือความพยายามสร้างความเป็นธรรมหรือเพียงการย้ายกระเป๋าซ้ายไปขวาโดยไม่แก้ต้นเหตุที่แท้จริง?

ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และ ครม. มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลในรอบบิลเดือนมิถุนายน 2569 โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ กลุ่มใช้ไฟน้อย (ไม่เกิน 200 หน่วยแรก) จะถูกตรึงราคาให้ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนกลุ่มฐานรากและครัวเรือนทั่วไป ขณะที่ กลุ่มใช้ไฟมาก จะใช้ระบบคิดราคาแบบขั้นบันได คือ “ใช้มากจ่ายแพง”

โดยความเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญโครงสร้างค่าไฟแบบ “ขั้นบันไดใหม่” มีความหลากหลาย แม้ส่วนใหญ่เห็นด้วยในแง่การช่วยลดภาระผู้มีรายได้น้อย เพราะครอบคลุมประชาชนกว่า 15-20 ล้านครัวเรือน แต่ก็มีข้อกังวลเรื่อง “เดอะแบก” โดยมีคำเตือนว่ารัฐบาลอย่า “หว่านแห” จนลืมนึกถึงกลุ่ม SME หรือผู้ประกอบการรายย่อย ที่ใช้ไฟบ้านในการทำธุรกิจ เช่น ร้านโชห่วย ร้านซักรีด หรือ Home Office กลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับราคาสินค้าและบริการ

            นักวิชาการบางส่วนมองว่า โครงสร้างนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การปรับราคาแบบขั้นบันไดเป็นเพียงการ “เกลี่ยกำไร” ระหว่างผู้ใช้ไฟกันเอง แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นทุนการผลิตจริง พร้อมเสนอแนะว่า รัฐควร “ทำลายการผูกขาด” ของกลุ่มทุนพลังงานฟอสซิล และเปิดประมูลพลังงานสะอาดแบบแข่งขันราคา ซึ่งจะช่วยให้ค่าไฟโดยรวมของทั้งประเทศถูกลง โดยไม่ต้องใช้ระบบขั้นบันไดมาบังคับ

ด้านความเห็นของนักการเมืองฝ่ายค้านมองว่าประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ “ราคา” แต่อยู่ที่ “ความไม่เป็นธรรม” และ “ความล้มเหลวในการปฏิรูปโครงสร้างต้นทุน” ราคาค่าไฟแบบใหม่ เป็นการ “ย้ายภาระ” ไม่ใช่การ “ลดภาระ” เป็นการเกลี่ยเงินในกระเป๋าประชาชน โดยไม่ได้ทำให้ค่าไฟถูกลงจริง เป็นเพียงการนำเงินจากกลุ่มหนึ่งมาโปะอีกกลุ่มหนึ่ง  ทำให้คนใช้ไฟเกิน 200-400 หน่วยขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางและ SME มาแบกรับภาระแทนรัฐ พร้อมชี้ให้เห็นว่าบ้านที่ใช้ไฟประมาณ 400 หน่วยขึ้นไป ไม่ใช่คนรวยเสมอไป แต่อาจเป็นบ้านที่มีสมาชิกหลายคน หรือต้องทำงานที่บ้าน

ฝ่ายค้านยังโจมตีรัฐบาลว่าไม่กล้าแตะต้อง “สัญญาซื้อขายไฟฟ้า” กับภาคเอกชนที่เป็นต้นเหตุทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟแพง แม้จะไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านั้นๆ รัฐบาลไม่แก้ปัญหาเรื่องการผูกขาด  หรือการเปิดประมูลพลังงานหมุนเวียนที่โปร่งใสกว่าเดิม

ฝ่ายค้านยังมองว่าการดีดราคาขั้นบันไดบนให้สูงถึงหน่วยละ 5 บาท คือการบีบให้คนไปติดโซลาร์เซลล์ ซึ่งบ้านที่มีรายได้น้อยหรือไม่มีเงินก้อนจะเสียเปรียบ เพราะไม่สามารถเข้าถึงทางเลือกนี้ได้ และต้องก้มหน้าจ่ายค่าไฟแพงขึ้นในฐานะ “ผู้แบกรับระบบ” ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยที่ใช้ไฟบ้านประกอบอาชีพ จะถูกจัดอยู่ในเกรด “ใช้ไฟเยอะ” ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และสุดท้ายอาจต้องผลักภาระไปที่ราคาสินค้า ซึ่งจะย้อนกลับมาทำร้ายผู้บริโภคกลุ่มใช้ไฟน้อยที่รัฐบาลอ้างว่าต้องการช่วยอยู่ดี

ส่วนมุมมองของรัฐบาลภายใต้การนำของกระทรวงพลังงาน ยังยืนยันถึงจุดยืนหลักคือการ “ลดภาระคนตัวเล็ก” และ “สร้างความเป็นธรรมทางพลังงาน” ซึ่งถือเป็น “สวัสดิการพลังงาน” ขั้นพื้นฐาน  โดยให้เหตุผลว่าการคิดค่าไฟแบบขั้นบันได คล้ายกับระบบภาษีเงินได้ เป็นการสร้างความเป็นธรรม นำเงินส่วนต่างจากผู้ที่ใช้ไฟปริมาณมาก ซึ่งมักเป็นครัวเรือนขนาดใหญ่หรือผู้ที่มีกำลังซื้อสูง มาช่วยอุดหนุนกลุ่มที่ใช้ไฟน้อย ทำให้รัฐบาลไม่ต้องกู้เงินหรือดึงงบประมาณจากส่วนอื่นมาอุ้มค่าไฟทั้งหมด

ขณะเดียวกัน นี่คือ “ตัวเร่ง” ให้กลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 500 หน่วยต่อเดือน หันมาติดตั้ง Solar Rooftop ซึ่งรัฐบาลเตรียมมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไว้รองรับ เพื่อลดภาระของระบบสายส่งไฟฟ้าในระยะยาว พร้อมยืนยันว่าการปรับโครงสร้างแบบขั้นบันไดรอบนี้ จำกัดเฉพาะประเภทบ้านอยู่อาศัยเท่านั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และ SME ที่อยู่นอกภาคครัวเรือน ซึ่งจะยังใช้อัตราค่าไฟตามที่ กกพ. ประกาศ คือค่าเฉลี่ยประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts