วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าว“ตำรวจ” จับ “ทหารพรานพกปืน”...

“ตำรวจ” จับ “ทหารพรานพกปืน” ศึกสองสีสะท้อน “ยุติธรรม” สังคมยกย่อง “คนจับ” แต่ถามกลับ..กล้าจับพวกเดียวกันไหม

“ถ้าเปิดดู พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (1) กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเป็นสากลว่า  เจ้าหน้าที่รัฐจะพกปืนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ป.12 ก็ต่อเมื่อ “อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่” เท่านั้น ประเด็นคือ ตำรวจทางหลวงจับทหารพรานน่ะถูกแล้ว เพราะทหารนายนั้นกำลังขับรถกลับบ้าน ไม่ได้อยู่ในภารกิจสู้รบหรือรักษาความสงบ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามกลับคือ แล้วถ้าเป็นตำรวจพกปืนไปเดินห้าง ไปนั่งร้านอาหารตอนนอกเวลางานล่ะ… เคยโดนจับบ้างไหม? ตำรวจผู้จับทหารในข่าวนี้ควรได้รับการยกย่อง… แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหันกลับมาจับพวกเดียวกันที่ทำผิดด้วย เพราะกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามได้ ก็ต่อเมื่อผู้รักษากฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม”

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันทีเมื่อ “ตำรวจทางหลวง” สกัดจับ “ทหารพราน” นายหนึ่งในข้อหาพกอาวุธปืนผิดกฎหมายขณะขับรถกลับบ้าน เสียงสังคมแตกออกเป็นสองฝั่งทันที ฝ่ายหนึ่งมองว่าทำเกินไปไหม? คนมีสีด้วยกันแท้ๆ แต่อีกฝ่ายก็ค้านว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย!

แต่ “รอยร้าว” ที่ลึกกว่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ศึกระหว่างสีกากีกับสีเขียว แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนปัญหา “สองมาตรฐาน” และ “วัฒนธรรมพวกพ้อง” ในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ถ้าเปิดดู พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (1) กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเป็นสากลว่า  เจ้าหน้าที่รัฐจะพกปืนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ป.12 ก็ต่อเมื่อ “อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่” เท่านั้น

ประเด็นคือ ตำรวจทางหลวงจับทหารพรานน่ะถูกแล้ว เพราะทหารนายนั้นกำลังขับรถกลับบ้าน ไม่ได้อยู่ในภารกิจสู้รบหรือรักษาความสงบ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามกลับคือ แล้วถ้าเป็นตำรวจพกปืนไปเดินห้าง ไปนั่งร้านอาหารตอนนอกเวลางานล่ะ… เคยโดนจับบ้างไหม?

ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มักใช้ระเบียบภายในมาตีความเหมารวมแบบชวนคิดว่า  “ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นพกปืนตอนไหนก็ได้” การตีความกฎหมายรองให้ใหญ่กว่ากฎหมายแม่แบบนี้ ทำให้เกิด “อภิสิทธิ์ชน” นำไปสู่ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะที่เราเห็นตามหน้าข่าวบ่อยๆ เวลาเจ้าหน้าที่ทะเลาะวิวาทจนบานปลาย

ส่อง “กฎเหล็ก” ทั่วโลก เหนือกฎหมายคือความรับผิดชอบ

เมื่อมองกฎระเบียบของประเทศต่างๆ ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น ออกเวรปุ๊บ ต้องฝากปืนไว้ที่โรงพักทันที ห้ามพกกลับบ้านเด็ดขาด แม้แต่ในเวลางาน สายตรวจบางหน่วยยังเน้นใช้กระบองและศิลปะป้องกันตัวแทนปืน ตัดโอกาสการนำปืนไปใช้ในเรื่องส่วนตัวหรือเหตุทะเลาะวิวาทได้ 100%

สหรัฐอเมริกา มีกฎหมาย LEOSA อนุญาตให้พกปืนแบบปกปิดข้ามรัฐได้ แต่ห้ามมีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเด็ดขาด และห้ามเข้าสถานที่ต้องห้ามของเอกชน เป็นการเปิดช่องให้มีปืนไว้ป้องกันตัวได้ แต่ถ้าเมาแล้วพกคือหมดอนาคตทางอาชีพทันที หรือ สหราชอาณาจักร และ แคนาดา ตำรวจไม่มีสิทธิ์พกปืนนอกเวรอัตโนมัติ ต้องได้รับใบอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้บัญชาการสูงสุด เป็นรายบุคคล เป็นการอนุญาตเฉพาะผู้ที่อยู่ในช่วงสแตนด์บายด่วน หรือถูกข่มขู่เท่านั้น

ทางออกล้างระบบ ทำกฎหมายให้เท่ากัน

เพื่อไม่ให้เกิดกรณี “ทีใครทีมัน” ระหว่างหน่วยงาน และเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนคืนมา ประเทศไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยนผ่านสู่หลักนิติรัฐที่แท้จริงด้วย 4 แนวทาง คือ

1. เคลียร์คัตคำว่า “ปฏิบัติหน้าที่” สตช. กลาโหม และมหาดไทย ต้องเซ็น MOU ร่วมกันให้ชัดว่า การปฏิบัติหน้าที่ต้องมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเวลา-สถานที่ชัดเจน ถ้านอกเหนือจากนั้นให้ถือว่าเป็น “ประชาชนคนหนึ่ง”

2. สังคายนาระเบียบสีกากี ยกเลิกกฎภายในของตำรวจที่กำหนดเองว่าพกปืนได้เสรี 24 ชั่วโมง   เพราะระเบียบขัดต่อพระราชบัญญัติไม่ได้

3. ใช้คนนอกตรวจสอบ เพราะตำรวจคงไม่จับตำรวจด้วยกัน ทางออกคือต้องให้หน่วยงานอิสระอย่าง คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) หรือพนักงานอัยการ เข้ามามีบทบาทหลักในการตรวจสอบการละเว้นหน้าที่

4. รีเซ็ตวัฒนธรรมองค์กร ปลูกฝังค่านิยมใหม่ว่า “เครื่องแบบและอาวุธ” คือหน้าที่ในเวลางาน ไม่ใช่อภิสิทธิ์นอกเวลางาน

สรุปคือ “ตำรวจผู้จับทหารในข่าวนี้ควรได้รับการยกย่อง… แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหันกลับมาจับพวกเดียวกันที่ทำผิดด้วย” เพราะกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามได้ ก็ต่อเมื่อผู้รักษากฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ไม่ใช่แค่ “อีวี” “จางเสวี่ย” ยกระดับ “มอ’ไซค์จีน” โค่น! บัลลังก์ญี่ปุ่น

“ในวันที่โลกจับตามองการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้าจีน อีกหนึ่งสมรภูมิสองล้อที่เคยถูกมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและยุโรปผูกขาดมาอย่างยาวนาน กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ด้วยฝีมือของ “จางเสวี่ย” อดีตช่างซ่อมผู้ผันตัวมาเป็นหัวหอกแห่ง ZXMOTO ชายผู้กล้าฉีกกรอบภาพจำเดิมๆ ของ “มอเตอร์ไซค์จีนราคาถูก” สู่การสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับหลายสูบ พร้อมพิสูจน์ขุมพลังด้วยการลงฟาดฟันในสนามแข่งระดับโลกอย่าง WorldSSP ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่คำโฆษณา แต่วัดกันด้วยวินาทีต่อรอบในสนามจริง จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมสองล้อจีน ที่พร้อมโค่นบัลลังก์เจ้าตลาดเดิมลงอย่างเต็มภาคภูมิ” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จางเสวี่ยเติบโตมากับความสนใจในเครื่องยนต์และมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มจากการเป็นช่างซ่อมและสะสมประสบการณ์ภาคสนามในโรงงาน/อู่ซ่อม ซึ่งทำให้เข้าใจจุดอ่อนของมอเตอร์ไซค์จีนในยุคนั้น คือเครื่องยนต์ด้อยประสิทธิภาพ การประกอบหยาบ และขาดการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เขาก่อตั้งแบรนด์มอเตอร์ไซค์ KOVE และ ZXMOTO โดยวางตำแหน่งสินค้าไว้ที่กลุ่ม "performance" คือเน้นเครื่องยนต์หลายสูบ การออกแบบสปอร์ต และการขยายตลาดต่างประเทศ แทนการแข่งขันในกลุ่มราคาถูกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว จุดเปลี่ยนสำคัญคือการส่งรถลงแข่งขันในรายการระดับโลก เช่น การเข้าร่วมรายการ WorldSSP (Supersport) ซึ่งเป็นสนามที่แบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นครอบงำมายาวนาน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้แบรนด์จีนถูกจับตามองในฐานะ...

“จางเสวี่ย” ดันมอเตอร์ไซค์จีนไต่ระดับโลก สานต่อ “วีรกรรมเดินทัพทางไกล” พลิก “สนามรบ” สู่ “สนามการค้า”

“การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” ผู้บุกเบิก ZXMOTO อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์จีนสู่ระดับโลก บนเวที “สดุดีวีรกรรมเดินทัพทางไกล” วันที่ 22 ตุลาคม 2026 เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมจิตวิญญาณแห่งการเสียสละจากอดีตสู่สมรภูมิยุคปัจจุบันอย่างทรงพลัง เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า การเดินทัพทางไกลยังไม่เคยสิ้นสุด หากแต่เปลี่ยนผ่านจากการฟันฝ่าขุนเขาและคมกระสุน มาสู่การทลายกำแพงเทคโนโลยีและการแข่งขันในตลาดสากล นี่คือบทพิสูจน์ร่วมสมัยที่ตอกย้ำว่า วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสนามรบเสมอไป แต่สามารถงอกงามขึ้นได้ในโรงงาน ห้องทดลอง และหัวใจของผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัด” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” บนเวทีครั้งนี้ ถือเป็นจุดเด่นที่สื่อความหมายได้อย่างทรงพลัง เพราะจางเสวี่ยไม่ได้เป็นเพียงแขกรับเชิญ แต่ถูกนำเสนอในฐานะ "ตัวอย่างที่มีชีวิต" ของการสืบทอดจิตวิญญาณการเดินทัพทางไกลในบริบทใหม่ นั่นคือการต่อสู้ในสนามเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม จางเสวี่ยได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกที่ผลักดันอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ของจีน ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลก การถูกเชิญมายืนบนเวทีเดียวกับวีรกรรมเดินทัพทางไกล จึงเป็นการสร้างความเชื่อมโยงเชิงวาทกรรมที่ชัดเจน กล่าวคือ การเดินทัพทางไกลในอดีต คือการเอาชนะภูมิประเทศและศัตรูด้วยความมุ่งมั่น ส่วนการเดินทัพทางไกลในยุคปัจจุบัน คือการเอาชนะข้อจำกัดทางเทคโนโลยี...

จีนขับเคลื่อน “AI+” เปลี่ยนจาก “เครื่องมือเสริม” เป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติ

“โลกกำลังจับตาการขยับตัวครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อจีนเปิดฉากอัปเกรดเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผ่านยุทธศาสตร์ "AI+" ที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ลงลึกถึงกระดูกสันหลังของทุกภาคการผลิต สลัดภาพจำเดิมจากการเป็นเพียง "โรงงานโลก" สู่ผู้ส่งออกโซลูชันอัจฉริยะและมาตรฐานเทคโนโลยีระดับสากล คลื่นปฏิรูปครั้งนี้ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทุกประเทศ ทั้งในแง่การแข่งขันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และความจำเป็นเร่งด่วนในการรื้อโครงสร้างแรงงาน  ตลอดจนกฎหมายกำกับดูแล เพื่อความอยู่รอดในภูมิทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเสริมอีกต่อไป แต่คือตัวกำหนดกติกาโลก ซึ่งทุกฝ่ายต้องเร่งเชื่อมต่อและปรับตัวให้ทันก่อนจะตกขบวน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มีช่วงเวลาที่ประเทศหนึ่งประเทศใดปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ประเทศอื่นไม่อาจเพิกเฉย วันนี้จีนกำลังอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก จีนได้เปิดฉาก "อัพเกรด" ตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ โดยมีแกนกลางอยู่ที่การแปร "พลังการผลิตคุณภาพใหม่" ให้เป็นจริง ผ่านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในทุกมิติ ของกระบวนการผลิตและการบริการ หรือที่เรียกกันว่า "AI+" สิ่งที่ทำให้การอัพเกรดครั้งนี้ แตกต่างจากการพัฒนาดิจิทัลในอดีต คือความมุ่งหมายที่จะฝัง AI ลงในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมไฮเทค แต่รวมถึงการเกษตร...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.