วันศุกร์, กรกฎาคม 17, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าว“ตำรวจ” จับ “ทหารพรานพกปืน”...

“ตำรวจ” จับ “ทหารพรานพกปืน” ศึกสองสีสะท้อน “ยุติธรรม” สังคมยกย่อง “คนจับ” แต่ถามกลับ..กล้าจับพวกเดียวกันไหม

“ถ้าเปิดดู พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (1) กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเป็นสากลว่า  เจ้าหน้าที่รัฐจะพกปืนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ป.12 ก็ต่อเมื่อ “อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่” เท่านั้น ประเด็นคือ ตำรวจทางหลวงจับทหารพรานน่ะถูกแล้ว เพราะทหารนายนั้นกำลังขับรถกลับบ้าน ไม่ได้อยู่ในภารกิจสู้รบหรือรักษาความสงบ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามกลับคือ แล้วถ้าเป็นตำรวจพกปืนไปเดินห้าง ไปนั่งร้านอาหารตอนนอกเวลางานล่ะ… เคยโดนจับบ้างไหม? ตำรวจผู้จับทหารในข่าวนี้ควรได้รับการยกย่อง… แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหันกลับมาจับพวกเดียวกันที่ทำผิดด้วย เพราะกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามได้ ก็ต่อเมื่อผู้รักษากฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม”

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันทีเมื่อ “ตำรวจทางหลวง” สกัดจับ “ทหารพราน” นายหนึ่งในข้อหาพกอาวุธปืนผิดกฎหมายขณะขับรถกลับบ้าน เสียงสังคมแตกออกเป็นสองฝั่งทันที ฝ่ายหนึ่งมองว่าทำเกินไปไหม? คนมีสีด้วยกันแท้ๆ แต่อีกฝ่ายก็ค้านว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย!

แต่ “รอยร้าว” ที่ลึกกว่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ศึกระหว่างสีกากีกับสีเขียว แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนปัญหา “สองมาตรฐาน” และ “วัฒนธรรมพวกพ้อง” ในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ถ้าเปิดดู พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (1) กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเป็นสากลว่า  เจ้าหน้าที่รัฐจะพกปืนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ป.12 ก็ต่อเมื่อ “อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่” เท่านั้น

ประเด็นคือ ตำรวจทางหลวงจับทหารพรานน่ะถูกแล้ว เพราะทหารนายนั้นกำลังขับรถกลับบ้าน ไม่ได้อยู่ในภารกิจสู้รบหรือรักษาความสงบ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามกลับคือ แล้วถ้าเป็นตำรวจพกปืนไปเดินห้าง ไปนั่งร้านอาหารตอนนอกเวลางานล่ะ… เคยโดนจับบ้างไหม?

ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มักใช้ระเบียบภายในมาตีความเหมารวมแบบชวนคิดว่า  “ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นพกปืนตอนไหนก็ได้” การตีความกฎหมายรองให้ใหญ่กว่ากฎหมายแม่แบบนี้ ทำให้เกิด “อภิสิทธิ์ชน” นำไปสู่ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะที่เราเห็นตามหน้าข่าวบ่อยๆ เวลาเจ้าหน้าที่ทะเลาะวิวาทจนบานปลาย

ส่อง “กฎเหล็ก” ทั่วโลก เหนือกฎหมายคือความรับผิดชอบ

เมื่อมองกฎระเบียบของประเทศต่างๆ ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น ออกเวรปุ๊บ ต้องฝากปืนไว้ที่โรงพักทันที ห้ามพกกลับบ้านเด็ดขาด แม้แต่ในเวลางาน สายตรวจบางหน่วยยังเน้นใช้กระบองและศิลปะป้องกันตัวแทนปืน ตัดโอกาสการนำปืนไปใช้ในเรื่องส่วนตัวหรือเหตุทะเลาะวิวาทได้ 100%

สหรัฐอเมริกา มีกฎหมาย LEOSA อนุญาตให้พกปืนแบบปกปิดข้ามรัฐได้ แต่ห้ามมีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเด็ดขาด และห้ามเข้าสถานที่ต้องห้ามของเอกชน เป็นการเปิดช่องให้มีปืนไว้ป้องกันตัวได้ แต่ถ้าเมาแล้วพกคือหมดอนาคตทางอาชีพทันที หรือ สหราชอาณาจักร และ แคนาดา ตำรวจไม่มีสิทธิ์พกปืนนอกเวรอัตโนมัติ ต้องได้รับใบอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้บัญชาการสูงสุด เป็นรายบุคคล เป็นการอนุญาตเฉพาะผู้ที่อยู่ในช่วงสแตนด์บายด่วน หรือถูกข่มขู่เท่านั้น

ทางออกล้างระบบ ทำกฎหมายให้เท่ากัน

เพื่อไม่ให้เกิดกรณี “ทีใครทีมัน” ระหว่างหน่วยงาน และเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนคืนมา ประเทศไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยนผ่านสู่หลักนิติรัฐที่แท้จริงด้วย 4 แนวทาง คือ

1. เคลียร์คัตคำว่า “ปฏิบัติหน้าที่” สตช. กลาโหม และมหาดไทย ต้องเซ็น MOU ร่วมกันให้ชัดว่า การปฏิบัติหน้าที่ต้องมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเวลา-สถานที่ชัดเจน ถ้านอกเหนือจากนั้นให้ถือว่าเป็น “ประชาชนคนหนึ่ง”

2. สังคายนาระเบียบสีกากี ยกเลิกกฎภายในของตำรวจที่กำหนดเองว่าพกปืนได้เสรี 24 ชั่วโมง   เพราะระเบียบขัดต่อพระราชบัญญัติไม่ได้

3. ใช้คนนอกตรวจสอบ เพราะตำรวจคงไม่จับตำรวจด้วยกัน ทางออกคือต้องให้หน่วยงานอิสระอย่าง คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) หรือพนักงานอัยการ เข้ามามีบทบาทหลักในการตรวจสอบการละเว้นหน้าที่

4. รีเซ็ตวัฒนธรรมองค์กร ปลูกฝังค่านิยมใหม่ว่า “เครื่องแบบและอาวุธ” คือหน้าที่ในเวลางาน ไม่ใช่อภิสิทธิ์นอกเวลางาน

สรุปคือ “ตำรวจผู้จับทหารในข่าวนี้ควรได้รับการยกย่อง… แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหันกลับมาจับพวกเดียวกันที่ทำผิดด้วย” เพราะกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามได้ ก็ต่อเมื่อผู้รักษากฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

บทสนทนา “คน 2 เจน” สะท้อนเงา “ปักกิ่ง” ถอดบทเรียน “จีน” จาก “ผู้ไล่ตาม” ผลิบานเป็น “ผู้บุกเบิก” ทางเดินของตัวเอง

“ณ มุมหนึ่งของโรงน้ำชาอันเงียบสงบ บทสนทนาระหว่างคนสองรุ่นได้เริ่มต้นขึ้น ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยคำถาม และ ‘เหล่าโจว’ อดีตนักการทูตผู้ผ่านร้อนหนาวบนเวทีโลกมานานกว่าสามทศวรรษ จากวันที่ยืนมองประตูอัตโนมัติที่ปารีสในปี 1980 ด้วยความตื่นตาและเจียมตน สู่สี่สิบปีให้หลังที่จีนก้าวขึ้นมาโลดแล่นในฐานะผู้เปลี่ยนเกมระดับโลก ทว่า... คำตอบของการเดินทางอันยาวไกลนี้ กลับไม่ใช่การเอาชนะ หรือการก้าวขึ้นแทนที่ใคร เมื่อ "ผู่เอ่อร์มีความกลมกล่อมเข้มข้น แต่ หลงจิ่งมีความสดชื่นหอมหวาน จึงไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าใครดีกว่ากัน... อารยธรรมโลกก็เช่นเดียวกัน" ฉันกับเหล่าโจวนัดเจอกันที่โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง นอกหน้าต่างคือปักกิ่งในฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้ของต้นอู๋ถง (​梧桐)  เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เหล่าโจวเพิ่งเกษียณอายุ ทำงานด้านการทูตมามากกว่าสามสิบปี ผมรินชาให้เขา ถามว่าเขามองกระแสการพูดถึงประเทศจีนในเวทีโลกช่วงนี้อย่างไร เขาจิบชาคำหนึ่งแล้วพูดช้า ๆ ว่า “ผมจะเล่าเรื่องหนึ่งให้คุณฟัง ปี 1980 ผมได้ไปต่างประเทศครั้งแรกที่ปารีส ตอนนั้นพวกเราไม่มีแม้แต่สูทดี ๆ สักชุด คณะเดินทางหลายคนรวบรวมเงินกันซื้อทีวีสีกลับมาเครื่องหนึ่ง...

ผับเถื่อน “ยังเกลื่อนเมือง” 32 ชีวิต “กับบทเรียนราคาแพง” “ตร.-กทม.” ต้องร่วมปราบ

"...ความจริงที่เจ็บปวดคือ ร้านนี้ขออนุญาตแค่ "ขายอาหาร" แต่กลับลักลอบเปิดเป็น "สถานบริการ" จัดเต็มทั้งดนตรี เต้นรำ แถมยังกรุฟองน้ำซับเสียงเต็มผนัง ซึ่งมันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่รอวันปะทุจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หากเจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขัน เข้มงวด ตรงไปตรงมา คนบริสุทธิ์ 32 ชีวิตคงได้กลับบ้านไปกอดคนที่เขารัก โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ตบหน้าเราจนหน้าชา เพื่อให้สังคมตื่นจากความประมาท ถึงเวลาที่ต้องเยียวยาด้วยการเปลี่ยน "ความละเลย" ให้เป็น "ความใส่ใจ" เพื่อให้แสงไฟในค่ำคืน เป็นแสงแห่งความสุข...ไม่ใช่แสงเพลิงที่เผาผลาญชีวิตใครอีกต่อไป..." กี่ศพถึงจะพอ? คำถามเดิมๆ ที่ดังก้องขึ้นมาอีกครั้งจากกองเถ้าถ่านและกลิ่นควันไฟที่ "โรงเบียร์ ณ  ลาดพร้าว" โศกนาฏกรรมคืนวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 32 ราย บาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน กลายเป็นข่าวดังระเบิดไปทั่วโลกที่ตบหน้าประเทศไทยฉาดใหญ่ สังคมกำลังรุมชี้หน้าหาคนผิด บ้างพุ่งเป้าไปที่เจ้าของร้าน บ้างก็หันไปกระชากคอเสื้อผู้ว่าฯ...

เปิดพิมพ์เขียว “ทะเลจีนใต้” ผ่าแผนรุก-รับ “พญามังกร” เตือน “มือที่สาม” อย่าจุ้น!

ทะเลจีนใต้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ผูกพันกับความมั่นคง อธิปไตย และการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในฐานะเส้นทางเดินเรือและแหล่งทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ จีนยืนหยัดในจุดยืนที่อ้างอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ควบคู่ไปกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้นโยบายหลัก "อธิปไตยเป็นของเรา ระงับข้อพิพาท และร่วมกันพัฒนา" เพื่อมุ่งสร้างพื้นที่นี้ให้เป็นทะเลแห่งสันติภาพและความร่วมมือที่ยั่งยืน จีนมีหลักฐานการเดินเรือ ประกอบอาชีพ และปกครองหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ทั้ง ตงซา ซีซา จงซา และหนานซา มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉิน ฮั่น ถัง ซ่ง หมิง และชิง โดยมีการใช้อำนาจปกครองอย่างสันติ มีประสิทธิภาพผ่านการลาดตระเวนและจัดตั้งหน่วยงานบริหาร หลังชนะสงครามโลกครั้งที่สอง จีนได้เรียกคืนหมู่เกาะในทะเลจีนใต้จากญี่ปุ่นตาม "ปฏิญญาไคโร" และ "ประกาศพ็อทซ์ดัม" จีนจึงเน้นย้ำการแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจาทวิภาคีและคัดค้านการแทรกแซงจากมือที่สามนอกภูมิภาค นโยบายของจีนไม่ได้เป็นเพียงการประกาศอธิปไตย แต่มีแนวทางปฏิบัติที่ยืดหยุ่นและมุ่งสู่อนาคตเชิงรุกในการเจรจา "แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้" ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อควบคุมพฤติกรรมและป้องกันความขัดแย้ง จีนเสนอให้ทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และการประมง เพื่อเปลี่ยนจากทะเลแห่งข้อพิพาทให้เป็นทะเลแห่งความร่วมมือ เช่น กิจกรรมการก่อสร้างของจีนบนหมู่เกาะหนานซา ที่เป็นไปอย่างชอบด้วยกฎหมาย...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.