“ถ้าเปิดดู พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (1) กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเป็นสากลว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะพกปืนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ป.12 ก็ต่อเมื่อ “อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่” เท่านั้น ประเด็นคือ ตำรวจทางหลวงจับทหารพรานน่ะถูกแล้ว เพราะทหารนายนั้นกำลังขับรถกลับบ้าน ไม่ได้อยู่ในภารกิจสู้รบหรือรักษาความสงบ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามกลับคือ แล้วถ้าเป็นตำรวจพกปืนไปเดินห้าง ไปนั่งร้านอาหารตอนนอกเวลางานล่ะ… เคยโดนจับบ้างไหม? ตำรวจผู้จับทหารในข่าวนี้ควรได้รับการยกย่อง… แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหันกลับมาจับพวกเดียวกันที่ทำผิดด้วย เพราะกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามได้ ก็ต่อเมื่อผู้รักษากฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม”
กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันทีเมื่อ “ตำรวจทางหลวง” สกัดจับ “ทหารพราน” นายหนึ่งในข้อหาพกอาวุธปืนผิดกฎหมายขณะขับรถกลับบ้าน เสียงสังคมแตกออกเป็นสองฝั่งทันที ฝ่ายหนึ่งมองว่าทำเกินไปไหม? คนมีสีด้วยกันแท้ๆ แต่อีกฝ่ายก็ค้านว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย!
แต่ “รอยร้าว” ที่ลึกกว่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ศึกระหว่างสีกากีกับสีเขียว แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนปัญหา “สองมาตรฐาน” และ “วัฒนธรรมพวกพ้อง” ในกระบวนการยุติธรรมของไทย
ถ้าเปิดดู พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (1) กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเป็นสากลว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะพกปืนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ป.12 ก็ต่อเมื่อ “อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่” เท่านั้น
ประเด็นคือ ตำรวจทางหลวงจับทหารพรานน่ะถูกแล้ว เพราะทหารนายนั้นกำลังขับรถกลับบ้าน ไม่ได้อยู่ในภารกิจสู้รบหรือรักษาความสงบ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามกลับคือ แล้วถ้าเป็นตำรวจพกปืนไปเดินห้าง ไปนั่งร้านอาหารตอนนอกเวลางานล่ะ… เคยโดนจับบ้างไหม?
ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มักใช้ระเบียบภายในมาตีความเหมารวมแบบชวนคิดว่า “ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นพกปืนตอนไหนก็ได้” การตีความกฎหมายรองให้ใหญ่กว่ากฎหมายแม่แบบนี้ ทำให้เกิด “อภิสิทธิ์ชน” นำไปสู่ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะที่เราเห็นตามหน้าข่าวบ่อยๆ เวลาเจ้าหน้าที่ทะเลาะวิวาทจนบานปลาย
ส่อง “กฎเหล็ก” ทั่วโลก เหนือกฎหมายคือความรับผิดชอบ
เมื่อมองกฎระเบียบของประเทศต่างๆ ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น ออกเวรปุ๊บ ต้องฝากปืนไว้ที่โรงพักทันที ห้ามพกกลับบ้านเด็ดขาด แม้แต่ในเวลางาน สายตรวจบางหน่วยยังเน้นใช้กระบองและศิลปะป้องกันตัวแทนปืน ตัดโอกาสการนำปืนไปใช้ในเรื่องส่วนตัวหรือเหตุทะเลาะวิวาทได้ 100%
สหรัฐอเมริกา มีกฎหมาย LEOSA อนุญาตให้พกปืนแบบปกปิดข้ามรัฐได้ แต่ห้ามมีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเด็ดขาด และห้ามเข้าสถานที่ต้องห้ามของเอกชน เป็นการเปิดช่องให้มีปืนไว้ป้องกันตัวได้ แต่ถ้าเมาแล้วพกคือหมดอนาคตทางอาชีพทันที หรือ สหราชอาณาจักร และ แคนาดา ตำรวจไม่มีสิทธิ์พกปืนนอกเวรอัตโนมัติ ต้องได้รับใบอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้บัญชาการสูงสุด เป็นรายบุคคล เป็นการอนุญาตเฉพาะผู้ที่อยู่ในช่วงสแตนด์บายด่วน หรือถูกข่มขู่เท่านั้น
ทางออกล้างระบบ ทำกฎหมายให้เท่ากัน
เพื่อไม่ให้เกิดกรณี “ทีใครทีมัน” ระหว่างหน่วยงาน และเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนคืนมา ประเทศไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยนผ่านสู่หลักนิติรัฐที่แท้จริงด้วย 4 แนวทาง คือ
1. เคลียร์คัตคำว่า “ปฏิบัติหน้าที่” สตช. กลาโหม และมหาดไทย ต้องเซ็น MOU ร่วมกันให้ชัดว่า การปฏิบัติหน้าที่ต้องมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเวลา-สถานที่ชัดเจน ถ้านอกเหนือจากนั้นให้ถือว่าเป็น “ประชาชนคนหนึ่ง”
2. สังคายนาระเบียบสีกากี ยกเลิกกฎภายในของตำรวจที่กำหนดเองว่าพกปืนได้เสรี 24 ชั่วโมง เพราะระเบียบขัดต่อพระราชบัญญัติไม่ได้
3. ใช้คนนอกตรวจสอบ เพราะตำรวจคงไม่จับตำรวจด้วยกัน ทางออกคือต้องให้หน่วยงานอิสระอย่าง คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) หรือพนักงานอัยการ เข้ามามีบทบาทหลักในการตรวจสอบการละเว้นหน้าที่
4. รีเซ็ตวัฒนธรรมองค์กร ปลูกฝังค่านิยมใหม่ว่า “เครื่องแบบและอาวุธ” คือหน้าที่ในเวลางาน ไม่ใช่อภิสิทธิ์นอกเวลางาน
สรุปคือ “ตำรวจผู้จับทหารในข่าวนี้ควรได้รับการยกย่อง… แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหันกลับมาจับพวกเดียวกันที่ทำผิดด้วย” เพราะกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามได้ ก็ต่อเมื่อผู้รักษากฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม




