วันศุกร์, กันยายน 11, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าว“ตำรวจ” จับ “ทหารพรานพกปืน”...

“ตำรวจ” จับ “ทหารพรานพกปืน” ศึกสองสีสะท้อน “ยุติธรรม” สังคมยกย่อง “คนจับ” แต่ถามกลับ..กล้าจับพวกเดียวกันไหม

“ถ้าเปิดดู พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (1) กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเป็นสากลว่า  เจ้าหน้าที่รัฐจะพกปืนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ป.12 ก็ต่อเมื่อ “อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่” เท่านั้น ประเด็นคือ ตำรวจทางหลวงจับทหารพรานน่ะถูกแล้ว เพราะทหารนายนั้นกำลังขับรถกลับบ้าน ไม่ได้อยู่ในภารกิจสู้รบหรือรักษาความสงบ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามกลับคือ แล้วถ้าเป็นตำรวจพกปืนไปเดินห้าง ไปนั่งร้านอาหารตอนนอกเวลางานล่ะ… เคยโดนจับบ้างไหม? ตำรวจผู้จับทหารในข่าวนี้ควรได้รับการยกย่อง… แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหันกลับมาจับพวกเดียวกันที่ทำผิดด้วย เพราะกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามได้ ก็ต่อเมื่อผู้รักษากฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม”

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันทีเมื่อ “ตำรวจทางหลวง” สกัดจับ “ทหารพราน” นายหนึ่งในข้อหาพกอาวุธปืนผิดกฎหมายขณะขับรถกลับบ้าน เสียงสังคมแตกออกเป็นสองฝั่งทันที ฝ่ายหนึ่งมองว่าทำเกินไปไหม? คนมีสีด้วยกันแท้ๆ แต่อีกฝ่ายก็ค้านว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย!

แต่ “รอยร้าว” ที่ลึกกว่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ศึกระหว่างสีกากีกับสีเขียว แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนปัญหา “สองมาตรฐาน” และ “วัฒนธรรมพวกพ้อง” ในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ถ้าเปิดดู พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (1) กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเป็นสากลว่า  เจ้าหน้าที่รัฐจะพกปืนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ป.12 ก็ต่อเมื่อ “อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่” เท่านั้น

ประเด็นคือ ตำรวจทางหลวงจับทหารพรานน่ะถูกแล้ว เพราะทหารนายนั้นกำลังขับรถกลับบ้าน ไม่ได้อยู่ในภารกิจสู้รบหรือรักษาความสงบ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามกลับคือ แล้วถ้าเป็นตำรวจพกปืนไปเดินห้าง ไปนั่งร้านอาหารตอนนอกเวลางานล่ะ… เคยโดนจับบ้างไหม?

ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มักใช้ระเบียบภายในมาตีความเหมารวมแบบชวนคิดว่า  “ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นพกปืนตอนไหนก็ได้” การตีความกฎหมายรองให้ใหญ่กว่ากฎหมายแม่แบบนี้ ทำให้เกิด “อภิสิทธิ์ชน” นำไปสู่ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะที่เราเห็นตามหน้าข่าวบ่อยๆ เวลาเจ้าหน้าที่ทะเลาะวิวาทจนบานปลาย

ส่อง “กฎเหล็ก” ทั่วโลก เหนือกฎหมายคือความรับผิดชอบ

เมื่อมองกฎระเบียบของประเทศต่างๆ ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น ออกเวรปุ๊บ ต้องฝากปืนไว้ที่โรงพักทันที ห้ามพกกลับบ้านเด็ดขาด แม้แต่ในเวลางาน สายตรวจบางหน่วยยังเน้นใช้กระบองและศิลปะป้องกันตัวแทนปืน ตัดโอกาสการนำปืนไปใช้ในเรื่องส่วนตัวหรือเหตุทะเลาะวิวาทได้ 100%

สหรัฐอเมริกา มีกฎหมาย LEOSA อนุญาตให้พกปืนแบบปกปิดข้ามรัฐได้ แต่ห้ามมีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเด็ดขาด และห้ามเข้าสถานที่ต้องห้ามของเอกชน เป็นการเปิดช่องให้มีปืนไว้ป้องกันตัวได้ แต่ถ้าเมาแล้วพกคือหมดอนาคตทางอาชีพทันที หรือ สหราชอาณาจักร และ แคนาดา ตำรวจไม่มีสิทธิ์พกปืนนอกเวรอัตโนมัติ ต้องได้รับใบอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้บัญชาการสูงสุด เป็นรายบุคคล เป็นการอนุญาตเฉพาะผู้ที่อยู่ในช่วงสแตนด์บายด่วน หรือถูกข่มขู่เท่านั้น

ทางออกล้างระบบ ทำกฎหมายให้เท่ากัน

เพื่อไม่ให้เกิดกรณี “ทีใครทีมัน” ระหว่างหน่วยงาน และเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนคืนมา ประเทศไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยนผ่านสู่หลักนิติรัฐที่แท้จริงด้วย 4 แนวทาง คือ

1. เคลียร์คัตคำว่า “ปฏิบัติหน้าที่” สตช. กลาโหม และมหาดไทย ต้องเซ็น MOU ร่วมกันให้ชัดว่า การปฏิบัติหน้าที่ต้องมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเวลา-สถานที่ชัดเจน ถ้านอกเหนือจากนั้นให้ถือว่าเป็น “ประชาชนคนหนึ่ง”

2. สังคายนาระเบียบสีกากี ยกเลิกกฎภายในของตำรวจที่กำหนดเองว่าพกปืนได้เสรี 24 ชั่วโมง   เพราะระเบียบขัดต่อพระราชบัญญัติไม่ได้

3. ใช้คนนอกตรวจสอบ เพราะตำรวจคงไม่จับตำรวจด้วยกัน ทางออกคือต้องให้หน่วยงานอิสระอย่าง คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) หรือพนักงานอัยการ เข้ามามีบทบาทหลักในการตรวจสอบการละเว้นหน้าที่

4. รีเซ็ตวัฒนธรรมองค์กร ปลูกฝังค่านิยมใหม่ว่า “เครื่องแบบและอาวุธ” คือหน้าที่ในเวลางาน ไม่ใช่อภิสิทธิ์นอกเวลางาน

สรุปคือ “ตำรวจผู้จับทหารในข่าวนี้ควรได้รับการยกย่อง… แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหันกลับมาจับพวกเดียวกันที่ทำผิดด้วย” เพราะกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามได้ ก็ต่อเมื่อผู้รักษากฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

เจาะโมเดล BRI “ร่วมมือดีกว่าต่อรอง” ทิศทางการพัฒนาของจีนกับบทเรียนสำหรับโลก

“ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัย คำถามสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญคือ จะดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยตรรกะของ "การต่อรอง" เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดเฉพาะหน้า หรือจะเลือกเดินเส้นทางของ "ความร่วมมือ" ที่มุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้คำตอบต่อคำถามนี้อย่างชัดเจนผ่านทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งสร้างความเจริญรอบด้าน ประชาชนอยู่ดีมีสุข บนหลักการพึ่งพาตนเองเป็นที่ตั้ง และพร้อมร่วมมือกับนานาชาติเพื่อสร้างความก้าวหน้าไปทั่วทั้งโลก” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร แนวคิด "ร่วมมือดีกว่าต่อรอง" ของจีน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน จากการเป็นประเทศที่เคยถูกคุกคามและเสียเปรียบในสนธิสัญญาไม่เสมอภาค จนนำมาสู่การยืนหยัดบนขาของตนเอง การพึ่งลำแข้งตนเองจึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา โดยเฉพาะการสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี การผลิต และความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน แต่การพึ่งพาตนเองในมุมของจีนไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศ หากหมายถึงการมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจะเปิดประเทศอย่างมั่นใจ และร่วมมือกับผู้อื่นอย่างมีศักดิ์ศรี “การต่อรอง” มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์เป็นเกมผลบวกศูนย์ ฝ่ายหนึ่งได้ย่อมหมายถึงอีกฝ่ายเสีย จึงนำไปสู่การกดดัน การแลกเปลี่ยนที่เสียเปรียบ หรือการบีบบังคับให้ยอมรับเงื่อนไข ขณะที่ “ความร่วมมือ” ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์สามารถขยายได้ หากต่างฝ่ายต่างลงทุนและแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ...

แกะรอยกลโกง “บัญชีวัด” “นอมินี-ทองคำแท่ง” เส้นทางฟอกเงินใต้เงา “ศรัทธา”

“ปฏิบัติการไซฟอนเงิน 92 ล้าน สู่ของกลางกว่า 2,000 รายการ บทเรียนราคาแพงเมื่อ “ความศรัทธา” กลายเป็นเครื่องมืออาชญากรรมทางการเงินที่ไร้ผู้ตรวจสอบ วัดพุทไธศวรรย์จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย หากรากฐานโครงสร้างยังคงปล่อยให้วัดเป็น "กล่องดำทางการเงิน" ทองคำแท่งและพระพุทธรูปทองคำ คือสินทรัพย์ในอุดมคติของการฟอกเงิน เพราะซื้อง่ายขายคล่อง มีตลาดรองรับชัดเจน และหากตรวจพบในบริเวณวัด ก็ยังสามารถอ้างได้ตลอดเวลาว่าเป็นของที่โยมนำมาถวายบูชา ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ทำไมถึงทำได้” แต่คือ “ทำไมโครงสร้างถึงเปิดช่องให้ทำมาได้ยาวนาน?” ภาพการคุมตัวอดีตพระเกจิชื่อดังวัดพุทไธศวรรย์และ “สีกาคนสนิท” พร้อมของกลางเงินสด ทองคำแท่ง พระพุทธรูปทองคำ และวัตถุมงคลกว่า 2,000 รายการ อาจดูคล้ายคดีโลกวัชชะและชู้สาวทั่วไปที่ปรากฏในพาดหัวข่าวรายวัน ทว่าหากลอกเปลือกดราม่าอารมณ์ออกไป สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกคือ “โมเดลฟอกเงินระดับตำรา” ที่อาศัยจุดบอดของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เปลี่ยนเม็ดเงินบุญให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ ต้นธารเงินมืด ทำไมวัดถึงเป็นสวรรค์ของ...

สังคมอารมณ์สมบูรณ์ บทสะท้อน “สังคมนิยม” อัตลักษณ์จีน

“ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก ระบอบสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และแนวคิดการพัฒนาที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม แนวคิด "สังคมอารมณ์สมบูรณ์" (Emotionally Complete Society) มิได้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปณิธานอันแน่วแน่ ในการสร้างสรรค์สังคมที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง เกื้อกูลกัน และพัฒนาไปอย่างยั่งยืน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร สังคมที่เจริญรอบด้าน มิติแห่งการพัฒนาที่สมดุล คือหัวใจสำคัญของสังคมอารมณ์สมบูรณ์ เป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม และนิเวศวิทยา การพัฒนาเศรษฐกิจ มิได้มุ่งเพียงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายการขจัดความยากจนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ได้ยกระดับชีวิตของผู้คนนับร้อยล้าน ให้หลุดพ้นจากความยากจน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง บ้านเมืองสงบสุข : รากฐานแห่งความมั่นคงและความปรองดอง สังคมอารมณ์สมบูรณ์ ย่อมต้องการสภาพแวดล้อมที่สงบและมั่นคง การธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม กฎหมายที่เท่าเทียม และระบบยุติธรรมที่โปร่งใส...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.