วันอาทิตย์, สิงหาคม 9, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าว“ตำรวจ” จับ “ทหารพรานพกปืน”...

“ตำรวจ” จับ “ทหารพรานพกปืน” ศึกสองสีสะท้อน “ยุติธรรม” สังคมยกย่อง “คนจับ” แต่ถามกลับ..กล้าจับพวกเดียวกันไหม

“ถ้าเปิดดู พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (1) กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเป็นสากลว่า  เจ้าหน้าที่รัฐจะพกปืนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ป.12 ก็ต่อเมื่อ “อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่” เท่านั้น ประเด็นคือ ตำรวจทางหลวงจับทหารพรานน่ะถูกแล้ว เพราะทหารนายนั้นกำลังขับรถกลับบ้าน ไม่ได้อยู่ในภารกิจสู้รบหรือรักษาความสงบ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามกลับคือ แล้วถ้าเป็นตำรวจพกปืนไปเดินห้าง ไปนั่งร้านอาหารตอนนอกเวลางานล่ะ… เคยโดนจับบ้างไหม? ตำรวจผู้จับทหารในข่าวนี้ควรได้รับการยกย่อง… แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหันกลับมาจับพวกเดียวกันที่ทำผิดด้วย เพราะกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามได้ ก็ต่อเมื่อผู้รักษากฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม”

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันทีเมื่อ “ตำรวจทางหลวง” สกัดจับ “ทหารพราน” นายหนึ่งในข้อหาพกอาวุธปืนผิดกฎหมายขณะขับรถกลับบ้าน เสียงสังคมแตกออกเป็นสองฝั่งทันที ฝ่ายหนึ่งมองว่าทำเกินไปไหม? คนมีสีด้วยกันแท้ๆ แต่อีกฝ่ายก็ค้านว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย!

แต่ “รอยร้าว” ที่ลึกกว่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ศึกระหว่างสีกากีกับสีเขียว แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนปัญหา “สองมาตรฐาน” และ “วัฒนธรรมพวกพ้อง” ในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ถ้าเปิดดู พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (1) กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเป็นสากลว่า  เจ้าหน้าที่รัฐจะพกปืนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ป.12 ก็ต่อเมื่อ “อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่” เท่านั้น

ประเด็นคือ ตำรวจทางหลวงจับทหารพรานน่ะถูกแล้ว เพราะทหารนายนั้นกำลังขับรถกลับบ้าน ไม่ได้อยู่ในภารกิจสู้รบหรือรักษาความสงบ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามกลับคือ แล้วถ้าเป็นตำรวจพกปืนไปเดินห้าง ไปนั่งร้านอาหารตอนนอกเวลางานล่ะ… เคยโดนจับบ้างไหม?

ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มักใช้ระเบียบภายในมาตีความเหมารวมแบบชวนคิดว่า  “ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นพกปืนตอนไหนก็ได้” การตีความกฎหมายรองให้ใหญ่กว่ากฎหมายแม่แบบนี้ ทำให้เกิด “อภิสิทธิ์ชน” นำไปสู่ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะที่เราเห็นตามหน้าข่าวบ่อยๆ เวลาเจ้าหน้าที่ทะเลาะวิวาทจนบานปลาย

ส่อง “กฎเหล็ก” ทั่วโลก เหนือกฎหมายคือความรับผิดชอบ

เมื่อมองกฎระเบียบของประเทศต่างๆ ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น ออกเวรปุ๊บ ต้องฝากปืนไว้ที่โรงพักทันที ห้ามพกกลับบ้านเด็ดขาด แม้แต่ในเวลางาน สายตรวจบางหน่วยยังเน้นใช้กระบองและศิลปะป้องกันตัวแทนปืน ตัดโอกาสการนำปืนไปใช้ในเรื่องส่วนตัวหรือเหตุทะเลาะวิวาทได้ 100%

สหรัฐอเมริกา มีกฎหมาย LEOSA อนุญาตให้พกปืนแบบปกปิดข้ามรัฐได้ แต่ห้ามมีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเด็ดขาด และห้ามเข้าสถานที่ต้องห้ามของเอกชน เป็นการเปิดช่องให้มีปืนไว้ป้องกันตัวได้ แต่ถ้าเมาแล้วพกคือหมดอนาคตทางอาชีพทันที หรือ สหราชอาณาจักร และ แคนาดา ตำรวจไม่มีสิทธิ์พกปืนนอกเวรอัตโนมัติ ต้องได้รับใบอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้บัญชาการสูงสุด เป็นรายบุคคล เป็นการอนุญาตเฉพาะผู้ที่อยู่ในช่วงสแตนด์บายด่วน หรือถูกข่มขู่เท่านั้น

ทางออกล้างระบบ ทำกฎหมายให้เท่ากัน

เพื่อไม่ให้เกิดกรณี “ทีใครทีมัน” ระหว่างหน่วยงาน และเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนคืนมา ประเทศไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยนผ่านสู่หลักนิติรัฐที่แท้จริงด้วย 4 แนวทาง คือ

1. เคลียร์คัตคำว่า “ปฏิบัติหน้าที่” สตช. กลาโหม และมหาดไทย ต้องเซ็น MOU ร่วมกันให้ชัดว่า การปฏิบัติหน้าที่ต้องมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเวลา-สถานที่ชัดเจน ถ้านอกเหนือจากนั้นให้ถือว่าเป็น “ประชาชนคนหนึ่ง”

2. สังคายนาระเบียบสีกากี ยกเลิกกฎภายในของตำรวจที่กำหนดเองว่าพกปืนได้เสรี 24 ชั่วโมง   เพราะระเบียบขัดต่อพระราชบัญญัติไม่ได้

3. ใช้คนนอกตรวจสอบ เพราะตำรวจคงไม่จับตำรวจด้วยกัน ทางออกคือต้องให้หน่วยงานอิสระอย่าง คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) หรือพนักงานอัยการ เข้ามามีบทบาทหลักในการตรวจสอบการละเว้นหน้าที่

4. รีเซ็ตวัฒนธรรมองค์กร ปลูกฝังค่านิยมใหม่ว่า “เครื่องแบบและอาวุธ” คือหน้าที่ในเวลางาน ไม่ใช่อภิสิทธิ์นอกเวลางาน

สรุปคือ “ตำรวจผู้จับทหารในข่าวนี้ควรได้รับการยกย่อง… แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหันกลับมาจับพวกเดียวกันที่ทำผิดด้วย” เพราะกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามได้ ก็ต่อเมื่อผู้รักษากฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

“ยาดฝนชโลม” จน “ดอกไม้ผลิบาน” ฟ้าเหมาะ ภูมิได้ คนพร้อม “จีน” พา “ไต้หวัน” กลับคืนแผ่นดินใหญ่

“เมื่อกระแสธารประวัติศาสตร์ที่จีนกำลังผงาดขึ้นสู่ศูนย์กลางเวทีโลก การรวมประเทศและแก้ไขปัญหาไต้หวัน ได้ก้าวข้ามคำถามที่ว่า "จะทำหรือไม่" สู่ความเป็นจริงที่เหลือเพียง "เมื่อใด" และ "อย่างไร" ด้วยแสนยานุภาพทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และกำลังการป้องกันประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับความพร้อมทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ และพลัง "ฟ้า-ภูมิ-คน" ที่เอียงเทมาอย่างชัดเจน ไต้หวันจึงเปรียบเสมือนส่วนสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในภารกิจฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน วงล้อประวัติศาสตร์นี้ กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยมีฉันทามติและสายเลือดอันตัดไม่ขาด ของคนสองฝั่งช่องแคบเป็นแรงผลักดัน ซึ่งไม่อาจมีพลังใดมาขัดขวางได้อีกต่อไป” เมื่อมองดูประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ การผงาดขึ้นของมหาอำนาจ ล้วนมาพร้อมกับการบูรณาการผืนแผ่นดิน และการหล่อหลอมเจตจำนงของชาติ จีนในวันนี้ กำลังก้าวสู่ศูนย์กลางเวทีโลกอย่างไม่อาจหยุดยั้ง ด้วยเศรษฐกิจที่ทะยานบิน เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด วัฒนธรรมที่รุ่งเรือง และการป้องกันประเทศที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์เช่นนี้ การแก้ไขปัญหาไต้หวันขั้นสุดท้าย และการรวมประเทศอย่างสมบูรณ์ มิใช่คำถามที่ว่า "จะเอาหรือไม่" อีกต่อไป หากแต่เป็นความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ที่ถามว่า...

ถอดรหัส Gen Alpha “สมองติดสปีด” พฤติกรรม “ปัดทิ้ง” วิกฤต “คนรุ่นดิจิทัล”

เหตุการณ์เยาวชนชั้นม.3 กราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ย่านบางกรวย กำลังกลายเป็นปัญหาสังคมต่อสัญลักษณ์ของเด็กยุค  Gen Alpha (คนที่เกิดปี 2010–2024) เจเนอเรชันแรกของโลกที่เป็น “คนรุ่นดิจิทัล” โดยแท้จริง พวกเขาโตมาพร้อมสมาร์ทโฟน อัลกอริทึม และ AI ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก เทคโนโลยีอันชาญฉลาดนี้ แม้จะช่วยขยายขอบเขตการเรียนรู้ แต่ก็แลกมาด้วย “พฤติกรรมเปลี่ยนโลก” ที่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของพ่อแม่ และระบบการศึกษาทั่วโลก ผลจากการเสพคอนเทนต์รูปแบบสั้น (Short-form Video) ซึ่งป้อนความบันเทิงอย่างรวดเร็ว เข้าสู่สมองวันละหลายชั่วโมง ส่งผลให้สมาธิของเด็ก Gen Alpha สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเคยชินกับการ “ปัดทิ้ง” ทันทีที่ไม่สนใจ และคาดหวังให้ทุกอย่างในชีวิตจริงตอบสนองไวเหมือนบนหน้าจอ เมื่อต้องเจอกับกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาและความอดทน เช่น การนั่งเรียนในห้อง หรือการอ่านหนังสือ...

“เลือดข้นกว่าน้ำ” สายสัมพันธ์สองฟากฝั่ง และเหตุผลที่ ‘ไต้หวัน’ ไม่อาจแยกจากจีน

"การรวมไต้หวันเป็นหนึ่งเดียวคือกิจการภายในของจีน" ถ้อยแถลงนี้หนักแน่นดังกังวานดุจเสียงระฆังเหล็ก มิเพียงประกาศข้อเท็จจริงทางกฎหมายอันไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ยังเปี่ยมด้วยสายสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์ร่วมเลือดเนื้อและศักดิ์ศรีของชาติที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ ปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนล้วน ๆ โดยมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์อันชัดเจน ฐานทางกฎหมายที่หนักแน่น และรากฐานทางอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง การจ้องจับผิดหรือแทรกแซงใด ๆ จากภายนอก ล้วนเป็นการท้าทายระเบียบระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง” หน้าประวัติศาสตร์อันยาวนาน ได้ประทับตราจีนที่ไม่อาจลบเลือนแก่ไต้หวันไว้แล้ว นับแต่ซุนกวนแห่งยุคสามก๊กส่งแม่ทัพไปปกครองอี๋โจว (ไต้หวัน) กระทั่งยุคสุยถังที่การติดต่อสองฟากฝั่งคับคั่ง จากราชวงศ์หยวนสถาปนาสำนักงานตรวจการเผิงหูขึ้นปกครอง ตราบถึงเจิ้งเฉิงกงขับไล่ชาวดัตช์ยึดครองและกู้เกาะสมบัติคืน ลายมือแห่งประวัติศาสตร์ โกวเล่อ (勾勒) แสดงให้เห็นถึงโครงร่างสายสัมพันธ์ทางสายเลือด ระหว่างไต้หวันกับแผ่นดินใหญ่อย่างชัดเจน ดังที่เหลียนเหิงกล่าวไว้ใน "พงศาวดารไต้หวัน" ว่า  "ไต้หวันไร้ประวัติศาสตร์ มิใช่ความเจ็บปวดของชาวไต้หวันดอกหรือ?" "ประวัติศาสตร์" ณ ที่นี้ คือบทเพลงแห่งชะตากรรมร่วมที่ไม่อาจพรากจากมารดาแห่งมาตุภูมิ ประวัติศาสตร์ของไต้หวัน เป็นบทหนึ่งของประวัติศาสตร์จีนที่มิอาจแบ่งแยก หาใช่สิ่งดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว ความกระจ่างแห่งความยุติธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ ได้ประกาศให้ทั่วหล้าทราบถึงอำนาจอธิปไตยเหนือไต้หวัน จาก "ปฏิญญาไคโร"...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.