วันศุกร์, กันยายน 11, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าว“หวังดี" แต่ “ให้ผลร้าย”...

“หวังดี” แต่ “ให้ผลร้าย” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “ทำวุ่น” พ่อเฒ่าแม่แก่ “ถ่อสังขาร” ออกจากบ้าน “แสดงสิทธิว่าจนจริง”

“บางคนมีมอเตอร์ไซค์คันเดียว ก็มีประวัติว่ามีรถ 2 คัน..ทั้งๆที่ตัวเองมีคันเดียวเท่านั้น..ต้องมายืนเถียงกับเจ้าหน้าที่ขนส่งทางบก ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้แค่ปริ้นประวัติออกมาให้เท่านั้น แต่ข้อมูลลึกกว่านั้นไม่สามารถชี้แจงได้ คงต้องไปตามต่ออีกว่าตัวเองมีรถเพิ่มมาได้อย่างไร บางคนเคยร่วมซื้อมอเตอร์ไซค์กับน้องชาย ผ่านมา 20 ปีแล้ว แยกกับน้องชายมานานแล้วก็ปรากฏหลักฐานอยู่ ทั้งๆที่วันนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และต้องขาดสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ จนชาวบ้านหลายคนตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า..รัฐทำอย่างนี้เพราะไม่อยากแจกเงินคนจนหรือเปล่า?”

          บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชน ตรวจสอบสิทธิและสถานะคุณสมบัติรอบใหม่ (เริ่ม 17 กรกฎาคม 2569) ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และปัญหาทางเทคนิคหลายประการ กลายเป็นวันชี้ชะตาครั้งสำคัญของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ กระหึ่มขึ้นในโลกออนไลน์และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาระบบล่มหรือการเข้าถึงที่ยากลำบาก แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของใครหลายคนคือ “ทำไมคนจนจริง ๆ ถึงสอบตกเกณฑ์ในรอบนี้?” เกณฑ์คัดกรองที่เข้มงวดเกินไป จนเบียดบังกลุ่มเปราะบาง ทำให้ผู้มีรายได้น้อยตัวจริงจำนวนมากต้องหลุดจากระบบอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นหลัก คือ

1.กับดักหนี้สินหมุนเวียน (วงเงินกู้) : กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย หรือเกษตรกร ที่จำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบหรือกู้สินเชื่อรายย่อย เกิน 100,000 บาท เพื่อมาหมุนเวียนต่อลมหายใจ กลับถูกระบบตีความว่าเป็น “ผู้มีศักยภาพในการกู้” และถูกตัดสิทธิ์ทันที ทั้งที่ความจริงพวกเขามีแต่หนี้สินท่วมตัว

2.ถือครองที่ดินมรดกที่ไร้ราคา : ประชาชนในต่างจังหวัดหลายคนมีชื่อเป็นผู้ถือครองที่ดิน (มรดกตกทอด) เกิน 10 ไร่ แต่สภาพจริงเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ทำการเกษตรไม่ได้ หรือไม่มีเอกสารสิทธิ์ในการซื้อขายทำกำไร แต่ระบบคำนวณจากตัวเลขบนหน้าโฉนดทำให้พวกเขา “ไม่ผ่านเกณฑ์”

3.ปัญหายานพาหนะ : ข้อจำกัดเรื่องการครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ กลายเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับผู้ที่ใช้ยานพาหนะเหล่านี้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เช่น วินมอเตอร์ไซค์ หรือคนขับรถส่งของ ซึ่งข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับความเป็นจริง ผู้ลงทะเบียนหลายรายพบว่าระบบปฏิเสธสิทธิ์ด้วยเหตุผลแปลก ๆ เช่น “เป็นเจ้าของรถยนต์” ทั้งที่ชาตินี้ไม่เคยมีรถ หรือ “มีรายได้เกินเกณฑ์” ทั้งที่ตกงานมานานแล้ว ซึ่งเกิดจากฐานข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน (เช่น กรมการขนส่งทางบก, กรมสรรพากร) ไม่ได้รับการอัปเดตให้เป็นปัจจุบัน

จากการลงพื้นที่ของ “สืบจากข่าว” สำรวจบรรยากาศในกรมขนส่งทางบกแห่งหนึ่ง พบว่ามีประชาชนจำนวนมากเข้ามาพบเจ้าหน้าที่เพื่อขอข้อมูลนำไปยืนยันสิทธิ์  บางคนมีมอเตอร์ไซค์คันเดียว ก็มีประวัติว่ามีรถ 2 คัน..ทั้งๆที่ตัวเองมีคันเดียวเท่านั้น..ต้องมายืนเถียงกับเจ้าหน้าที่ขนส่งทางบก ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้แค่ปริ้นประวัติออกมาให้เท่านั้น แต่ข้อมูลลึกกว่านั้นไม่สามารถชี้แจงได้ คงต้องไปตามต่ออีกว่าตัวเองมีรถเพิ่มมาได้อย่างไร บางคนเคยร่วมซื้อมอเตอร์ไซค์กับน้องชาย ผ่านมา 20 ปีแล้ว แยกกับน้องชายมานานแล้วก็ปรากฏหลักฐานอยู่ ทั้งๆที่วันนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และต้องขาดสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ จนชาวบ้านหลายคนตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า..รัฐทำอย่างนี้เพราะไม่อยากแจกเงินคนจนหรือเปล่า?

หมายเหตุ :  ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569 ผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ เว็บไซต์ โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ, แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”, แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”, หรือติดต่อธนาคารรัฐ

วิธียื่นผ่านเว็บไซต์หลัก มีขั้นตอนดังนี้:

  1. เข้าไปที่ เว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วเลือก “ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน”
  2. ตรวจสอบข้อมูลแล้วกดที่ปุ่ม “ผลการตรวจสอบ”
  3. กรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อยืนยันตัวตน เช่น หมายเลข Laser ID หลังบัตรประจำตัวประชาชน
  4. ระบบจะแจ้งเหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จากนั้นให้กดปุ่ม “ยืนยันการทบทวนสิทธิ”
  5. กดยืนยันอีกครั้งเพื่อเสร็จสิ้นการขอยื่นทบทวนสิทธิ

หลังจากยื่นทบทวนสิทธิแล้ว คุณจะต้องนำเอกสารไปติดต่อแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติที่ไม่ผ่านเกณฑ์ด้วยตนเองภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

เจาะโมเดล BRI “ร่วมมือดีกว่าต่อรอง” ทิศทางการพัฒนาของจีนกับบทเรียนสำหรับโลก

“ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัย คำถามสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญคือ จะดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยตรรกะของ "การต่อรอง" เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดเฉพาะหน้า หรือจะเลือกเดินเส้นทางของ "ความร่วมมือ" ที่มุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้คำตอบต่อคำถามนี้อย่างชัดเจนผ่านทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งสร้างความเจริญรอบด้าน ประชาชนอยู่ดีมีสุข บนหลักการพึ่งพาตนเองเป็นที่ตั้ง และพร้อมร่วมมือกับนานาชาติเพื่อสร้างความก้าวหน้าไปทั่วทั้งโลก” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร แนวคิด "ร่วมมือดีกว่าต่อรอง" ของจีน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน จากการเป็นประเทศที่เคยถูกคุกคามและเสียเปรียบในสนธิสัญญาไม่เสมอภาค จนนำมาสู่การยืนหยัดบนขาของตนเอง การพึ่งลำแข้งตนเองจึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา โดยเฉพาะการสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี การผลิต และความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน แต่การพึ่งพาตนเองในมุมของจีนไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศ หากหมายถึงการมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจะเปิดประเทศอย่างมั่นใจ และร่วมมือกับผู้อื่นอย่างมีศักดิ์ศรี “การต่อรอง” มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์เป็นเกมผลบวกศูนย์ ฝ่ายหนึ่งได้ย่อมหมายถึงอีกฝ่ายเสีย จึงนำไปสู่การกดดัน การแลกเปลี่ยนที่เสียเปรียบ หรือการบีบบังคับให้ยอมรับเงื่อนไข ขณะที่ “ความร่วมมือ” ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์สามารถขยายได้ หากต่างฝ่ายต่างลงทุนและแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ...

แกะรอยกลโกง “บัญชีวัด” “นอมินี-ทองคำแท่ง” เส้นทางฟอกเงินใต้เงา “ศรัทธา”

“ปฏิบัติการไซฟอนเงิน 92 ล้าน สู่ของกลางกว่า 2,000 รายการ บทเรียนราคาแพงเมื่อ “ความศรัทธา” กลายเป็นเครื่องมืออาชญากรรมทางการเงินที่ไร้ผู้ตรวจสอบ วัดพุทไธศวรรย์จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย หากรากฐานโครงสร้างยังคงปล่อยให้วัดเป็น "กล่องดำทางการเงิน" ทองคำแท่งและพระพุทธรูปทองคำ คือสินทรัพย์ในอุดมคติของการฟอกเงิน เพราะซื้อง่ายขายคล่อง มีตลาดรองรับชัดเจน และหากตรวจพบในบริเวณวัด ก็ยังสามารถอ้างได้ตลอดเวลาว่าเป็นของที่โยมนำมาถวายบูชา ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ทำไมถึงทำได้” แต่คือ “ทำไมโครงสร้างถึงเปิดช่องให้ทำมาได้ยาวนาน?” ภาพการคุมตัวอดีตพระเกจิชื่อดังวัดพุทไธศวรรย์และ “สีกาคนสนิท” พร้อมของกลางเงินสด ทองคำแท่ง พระพุทธรูปทองคำ และวัตถุมงคลกว่า 2,000 รายการ อาจดูคล้ายคดีโลกวัชชะและชู้สาวทั่วไปที่ปรากฏในพาดหัวข่าวรายวัน ทว่าหากลอกเปลือกดราม่าอารมณ์ออกไป สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกคือ “โมเดลฟอกเงินระดับตำรา” ที่อาศัยจุดบอดของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เปลี่ยนเม็ดเงินบุญให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ ต้นธารเงินมืด ทำไมวัดถึงเป็นสวรรค์ของ...

สังคมอารมณ์สมบูรณ์ บทสะท้อน “สังคมนิยม” อัตลักษณ์จีน

“ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก ระบอบสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และแนวคิดการพัฒนาที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม แนวคิด "สังคมอารมณ์สมบูรณ์" (Emotionally Complete Society) มิได้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปณิธานอันแน่วแน่ ในการสร้างสรรค์สังคมที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง เกื้อกูลกัน และพัฒนาไปอย่างยั่งยืน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร สังคมที่เจริญรอบด้าน มิติแห่งการพัฒนาที่สมดุล คือหัวใจสำคัญของสังคมอารมณ์สมบูรณ์ เป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม และนิเวศวิทยา การพัฒนาเศรษฐกิจ มิได้มุ่งเพียงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายการขจัดความยากจนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ได้ยกระดับชีวิตของผู้คนนับร้อยล้าน ให้หลุดพ้นจากความยากจน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง บ้านเมืองสงบสุข : รากฐานแห่งความมั่นคงและความปรองดอง สังคมอารมณ์สมบูรณ์ ย่อมต้องการสภาพแวดล้อมที่สงบและมั่นคง การธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม กฎหมายที่เท่าเทียม และระบบยุติธรรมที่โปร่งใส...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.