วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าว“หวังดี" แต่ “ให้ผลร้าย”...

“หวังดี” แต่ “ให้ผลร้าย” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “ทำวุ่น” พ่อเฒ่าแม่แก่ “ถ่อสังขาร” ออกจากบ้าน “แสดงสิทธิว่าจนจริง”

“บางคนมีมอเตอร์ไซค์คันเดียว ก็มีประวัติว่ามีรถ 2 คัน..ทั้งๆที่ตัวเองมีคันเดียวเท่านั้น..ต้องมายืนเถียงกับเจ้าหน้าที่ขนส่งทางบก ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้แค่ปริ้นประวัติออกมาให้เท่านั้น แต่ข้อมูลลึกกว่านั้นไม่สามารถชี้แจงได้ คงต้องไปตามต่ออีกว่าตัวเองมีรถเพิ่มมาได้อย่างไร บางคนเคยร่วมซื้อมอเตอร์ไซค์กับน้องชาย ผ่านมา 20 ปีแล้ว แยกกับน้องชายมานานแล้วก็ปรากฏหลักฐานอยู่ ทั้งๆที่วันนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และต้องขาดสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ จนชาวบ้านหลายคนตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า..รัฐทำอย่างนี้เพราะไม่อยากแจกเงินคนจนหรือเปล่า?”

          บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชน ตรวจสอบสิทธิและสถานะคุณสมบัติรอบใหม่ (เริ่ม 17 กรกฎาคม 2569) ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และปัญหาทางเทคนิคหลายประการ กลายเป็นวันชี้ชะตาครั้งสำคัญของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ กระหึ่มขึ้นในโลกออนไลน์และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาระบบล่มหรือการเข้าถึงที่ยากลำบาก แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของใครหลายคนคือ “ทำไมคนจนจริง ๆ ถึงสอบตกเกณฑ์ในรอบนี้?” เกณฑ์คัดกรองที่เข้มงวดเกินไป จนเบียดบังกลุ่มเปราะบาง ทำให้ผู้มีรายได้น้อยตัวจริงจำนวนมากต้องหลุดจากระบบอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นหลัก คือ

1.กับดักหนี้สินหมุนเวียน (วงเงินกู้) : กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย หรือเกษตรกร ที่จำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบหรือกู้สินเชื่อรายย่อย เกิน 100,000 บาท เพื่อมาหมุนเวียนต่อลมหายใจ กลับถูกระบบตีความว่าเป็น “ผู้มีศักยภาพในการกู้” และถูกตัดสิทธิ์ทันที ทั้งที่ความจริงพวกเขามีแต่หนี้สินท่วมตัว

2.ถือครองที่ดินมรดกที่ไร้ราคา : ประชาชนในต่างจังหวัดหลายคนมีชื่อเป็นผู้ถือครองที่ดิน (มรดกตกทอด) เกิน 10 ไร่ แต่สภาพจริงเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ทำการเกษตรไม่ได้ หรือไม่มีเอกสารสิทธิ์ในการซื้อขายทำกำไร แต่ระบบคำนวณจากตัวเลขบนหน้าโฉนดทำให้พวกเขา “ไม่ผ่านเกณฑ์”

3.ปัญหายานพาหนะ : ข้อจำกัดเรื่องการครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ กลายเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับผู้ที่ใช้ยานพาหนะเหล่านี้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เช่น วินมอเตอร์ไซค์ หรือคนขับรถส่งของ ซึ่งข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับความเป็นจริง ผู้ลงทะเบียนหลายรายพบว่าระบบปฏิเสธสิทธิ์ด้วยเหตุผลแปลก ๆ เช่น “เป็นเจ้าของรถยนต์” ทั้งที่ชาตินี้ไม่เคยมีรถ หรือ “มีรายได้เกินเกณฑ์” ทั้งที่ตกงานมานานแล้ว ซึ่งเกิดจากฐานข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน (เช่น กรมการขนส่งทางบก, กรมสรรพากร) ไม่ได้รับการอัปเดตให้เป็นปัจจุบัน

จากการลงพื้นที่ของ “สืบจากข่าว” สำรวจบรรยากาศในกรมขนส่งทางบกแห่งหนึ่ง พบว่ามีประชาชนจำนวนมากเข้ามาพบเจ้าหน้าที่เพื่อขอข้อมูลนำไปยืนยันสิทธิ์  บางคนมีมอเตอร์ไซค์คันเดียว ก็มีประวัติว่ามีรถ 2 คัน..ทั้งๆที่ตัวเองมีคันเดียวเท่านั้น..ต้องมายืนเถียงกับเจ้าหน้าที่ขนส่งทางบก ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้แค่ปริ้นประวัติออกมาให้เท่านั้น แต่ข้อมูลลึกกว่านั้นไม่สามารถชี้แจงได้ คงต้องไปตามต่ออีกว่าตัวเองมีรถเพิ่มมาได้อย่างไร บางคนเคยร่วมซื้อมอเตอร์ไซค์กับน้องชาย ผ่านมา 20 ปีแล้ว แยกกับน้องชายมานานแล้วก็ปรากฏหลักฐานอยู่ ทั้งๆที่วันนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และต้องขาดสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ จนชาวบ้านหลายคนตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า..รัฐทำอย่างนี้เพราะไม่อยากแจกเงินคนจนหรือเปล่า?

หมายเหตุ :  ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569 ผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ เว็บไซต์ โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ, แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”, แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”, หรือติดต่อธนาคารรัฐ

วิธียื่นผ่านเว็บไซต์หลัก มีขั้นตอนดังนี้:

  1. เข้าไปที่ เว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วเลือก “ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน”
  2. ตรวจสอบข้อมูลแล้วกดที่ปุ่ม “ผลการตรวจสอบ”
  3. กรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อยืนยันตัวตน เช่น หมายเลข Laser ID หลังบัตรประจำตัวประชาชน
  4. ระบบจะแจ้งเหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จากนั้นให้กดปุ่ม “ยืนยันการทบทวนสิทธิ”
  5. กดยืนยันอีกครั้งเพื่อเสร็จสิ้นการขอยื่นทบทวนสิทธิ

หลังจากยื่นทบทวนสิทธิแล้ว คุณจะต้องนำเอกสารไปติดต่อแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติที่ไม่ผ่านเกณฑ์ด้วยตนเองภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ไม่ใช่แค่ “อีวี” “จางเสวี่ย” ยกระดับ “มอ’ไซค์จีน” โค่น! บัลลังก์ญี่ปุ่น

“ในวันที่โลกจับตามองการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้าจีน อีกหนึ่งสมรภูมิสองล้อที่เคยถูกมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและยุโรปผูกขาดมาอย่างยาวนาน กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ด้วยฝีมือของ “จางเสวี่ย” อดีตช่างซ่อมผู้ผันตัวมาเป็นหัวหอกแห่ง ZXMOTO ชายผู้กล้าฉีกกรอบภาพจำเดิมๆ ของ “มอเตอร์ไซค์จีนราคาถูก” สู่การสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับหลายสูบ พร้อมพิสูจน์ขุมพลังด้วยการลงฟาดฟันในสนามแข่งระดับโลกอย่าง WorldSSP ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่คำโฆษณา แต่วัดกันด้วยวินาทีต่อรอบในสนามจริง จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมสองล้อจีน ที่พร้อมโค่นบัลลังก์เจ้าตลาดเดิมลงอย่างเต็มภาคภูมิ” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จางเสวี่ยเติบโตมากับความสนใจในเครื่องยนต์และมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มจากการเป็นช่างซ่อมและสะสมประสบการณ์ภาคสนามในโรงงาน/อู่ซ่อม ซึ่งทำให้เข้าใจจุดอ่อนของมอเตอร์ไซค์จีนในยุคนั้น คือเครื่องยนต์ด้อยประสิทธิภาพ การประกอบหยาบ และขาดการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เขาก่อตั้งแบรนด์มอเตอร์ไซค์ KOVE และ ZXMOTO โดยวางตำแหน่งสินค้าไว้ที่กลุ่ม "performance" คือเน้นเครื่องยนต์หลายสูบ การออกแบบสปอร์ต และการขยายตลาดต่างประเทศ แทนการแข่งขันในกลุ่มราคาถูกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว จุดเปลี่ยนสำคัญคือการส่งรถลงแข่งขันในรายการระดับโลก เช่น การเข้าร่วมรายการ WorldSSP (Supersport) ซึ่งเป็นสนามที่แบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นครอบงำมายาวนาน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้แบรนด์จีนถูกจับตามองในฐานะ...

“จางเสวี่ย” ดันมอเตอร์ไซค์จีนไต่ระดับโลก สานต่อ “วีรกรรมเดินทัพทางไกล” พลิก “สนามรบ” สู่ “สนามการค้า”

“การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” ผู้บุกเบิก ZXMOTO อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์จีนสู่ระดับโลก บนเวที “สดุดีวีรกรรมเดินทัพทางไกล” วันที่ 22 ตุลาคม 2026 เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมจิตวิญญาณแห่งการเสียสละจากอดีตสู่สมรภูมิยุคปัจจุบันอย่างทรงพลัง เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า การเดินทัพทางไกลยังไม่เคยสิ้นสุด หากแต่เปลี่ยนผ่านจากการฟันฝ่าขุนเขาและคมกระสุน มาสู่การทลายกำแพงเทคโนโลยีและการแข่งขันในตลาดสากล นี่คือบทพิสูจน์ร่วมสมัยที่ตอกย้ำว่า วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสนามรบเสมอไป แต่สามารถงอกงามขึ้นได้ในโรงงาน ห้องทดลอง และหัวใจของผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัด” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” บนเวทีครั้งนี้ ถือเป็นจุดเด่นที่สื่อความหมายได้อย่างทรงพลัง เพราะจางเสวี่ยไม่ได้เป็นเพียงแขกรับเชิญ แต่ถูกนำเสนอในฐานะ "ตัวอย่างที่มีชีวิต" ของการสืบทอดจิตวิญญาณการเดินทัพทางไกลในบริบทใหม่ นั่นคือการต่อสู้ในสนามเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม จางเสวี่ยได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกที่ผลักดันอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ของจีน ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลก การถูกเชิญมายืนบนเวทีเดียวกับวีรกรรมเดินทัพทางไกล จึงเป็นการสร้างความเชื่อมโยงเชิงวาทกรรมที่ชัดเจน กล่าวคือ การเดินทัพทางไกลในอดีต คือการเอาชนะภูมิประเทศและศัตรูด้วยความมุ่งมั่น ส่วนการเดินทัพทางไกลในยุคปัจจุบัน คือการเอาชนะข้อจำกัดทางเทคโนโลยี...

จีนขับเคลื่อน “AI+” เปลี่ยนจาก “เครื่องมือเสริม” เป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติ

“โลกกำลังจับตาการขยับตัวครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อจีนเปิดฉากอัปเกรดเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผ่านยุทธศาสตร์ "AI+" ที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ลงลึกถึงกระดูกสันหลังของทุกภาคการผลิต สลัดภาพจำเดิมจากการเป็นเพียง "โรงงานโลก" สู่ผู้ส่งออกโซลูชันอัจฉริยะและมาตรฐานเทคโนโลยีระดับสากล คลื่นปฏิรูปครั้งนี้ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทุกประเทศ ทั้งในแง่การแข่งขันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และความจำเป็นเร่งด่วนในการรื้อโครงสร้างแรงงาน  ตลอดจนกฎหมายกำกับดูแล เพื่อความอยู่รอดในภูมิทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเสริมอีกต่อไป แต่คือตัวกำหนดกติกาโลก ซึ่งทุกฝ่ายต้องเร่งเชื่อมต่อและปรับตัวให้ทันก่อนจะตกขบวน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มีช่วงเวลาที่ประเทศหนึ่งประเทศใดปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ประเทศอื่นไม่อาจเพิกเฉย วันนี้จีนกำลังอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก จีนได้เปิดฉาก "อัพเกรด" ตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ โดยมีแกนกลางอยู่ที่การแปร "พลังการผลิตคุณภาพใหม่" ให้เป็นจริง ผ่านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในทุกมิติ ของกระบวนการผลิตและการบริการ หรือที่เรียกกันว่า "AI+" สิ่งที่ทำให้การอัพเกรดครั้งนี้ แตกต่างจากการพัฒนาดิจิทัลในอดีต คือความมุ่งหมายที่จะฝัง AI ลงในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมไฮเทค แต่รวมถึงการเกษตร...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.