วันศุกร์, กรกฎาคม 17, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าว“หวังดี" แต่ “ให้ผลร้าย”...

“หวังดี” แต่ “ให้ผลร้าย” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “ทำวุ่น” พ่อเฒ่าแม่แก่ “ถ่อสังขาร” ออกจากบ้าน “แสดงสิทธิว่าจนจริง”

“บางคนมีมอเตอร์ไซค์คันเดียว ก็มีประวัติว่ามีรถ 2 คัน..ทั้งๆที่ตัวเองมีคันเดียวเท่านั้น..ต้องมายืนเถียงกับเจ้าหน้าที่ขนส่งทางบก ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้แค่ปริ้นประวัติออกมาให้เท่านั้น แต่ข้อมูลลึกกว่านั้นไม่สามารถชี้แจงได้ คงต้องไปตามต่ออีกว่าตัวเองมีรถเพิ่มมาได้อย่างไร บางคนเคยร่วมซื้อมอเตอร์ไซค์กับน้องชาย ผ่านมา 20 ปีแล้ว แยกกับน้องชายมานานแล้วก็ปรากฏหลักฐานอยู่ ทั้งๆที่วันนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และต้องขาดสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ จนชาวบ้านหลายคนตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า..รัฐทำอย่างนี้เพราะไม่อยากแจกเงินคนจนหรือเปล่า?”

          บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชน ตรวจสอบสิทธิและสถานะคุณสมบัติรอบใหม่ (เริ่ม 17 กรกฎาคม 2569) ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และปัญหาทางเทคนิคหลายประการ กลายเป็นวันชี้ชะตาครั้งสำคัญของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ กระหึ่มขึ้นในโลกออนไลน์และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาระบบล่มหรือการเข้าถึงที่ยากลำบาก แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของใครหลายคนคือ “ทำไมคนจนจริง ๆ ถึงสอบตกเกณฑ์ในรอบนี้?” เกณฑ์คัดกรองที่เข้มงวดเกินไป จนเบียดบังกลุ่มเปราะบาง ทำให้ผู้มีรายได้น้อยตัวจริงจำนวนมากต้องหลุดจากระบบอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นหลัก คือ

1.กับดักหนี้สินหมุนเวียน (วงเงินกู้) : กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย หรือเกษตรกร ที่จำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบหรือกู้สินเชื่อรายย่อย เกิน 100,000 บาท เพื่อมาหมุนเวียนต่อลมหายใจ กลับถูกระบบตีความว่าเป็น “ผู้มีศักยภาพในการกู้” และถูกตัดสิทธิ์ทันที ทั้งที่ความจริงพวกเขามีแต่หนี้สินท่วมตัว

2.ถือครองที่ดินมรดกที่ไร้ราคา : ประชาชนในต่างจังหวัดหลายคนมีชื่อเป็นผู้ถือครองที่ดิน (มรดกตกทอด) เกิน 10 ไร่ แต่สภาพจริงเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ทำการเกษตรไม่ได้ หรือไม่มีเอกสารสิทธิ์ในการซื้อขายทำกำไร แต่ระบบคำนวณจากตัวเลขบนหน้าโฉนดทำให้พวกเขา “ไม่ผ่านเกณฑ์”

3.ปัญหายานพาหนะ : ข้อจำกัดเรื่องการครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ กลายเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับผู้ที่ใช้ยานพาหนะเหล่านี้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เช่น วินมอเตอร์ไซค์ หรือคนขับรถส่งของ ซึ่งข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับความเป็นจริง ผู้ลงทะเบียนหลายรายพบว่าระบบปฏิเสธสิทธิ์ด้วยเหตุผลแปลก ๆ เช่น “เป็นเจ้าของรถยนต์” ทั้งที่ชาตินี้ไม่เคยมีรถ หรือ “มีรายได้เกินเกณฑ์” ทั้งที่ตกงานมานานแล้ว ซึ่งเกิดจากฐานข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน (เช่น กรมการขนส่งทางบก, กรมสรรพากร) ไม่ได้รับการอัปเดตให้เป็นปัจจุบัน

จากการลงพื้นที่ของ “สืบจากข่าว” สำรวจบรรยากาศในกรมขนส่งทางบกแห่งหนึ่ง พบว่ามีประชาชนจำนวนมากเข้ามาพบเจ้าหน้าที่เพื่อขอข้อมูลนำไปยืนยันสิทธิ์  บางคนมีมอเตอร์ไซค์คันเดียว ก็มีประวัติว่ามีรถ 2 คัน..ทั้งๆที่ตัวเองมีคันเดียวเท่านั้น..ต้องมายืนเถียงกับเจ้าหน้าที่ขนส่งทางบก ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้แค่ปริ้นประวัติออกมาให้เท่านั้น แต่ข้อมูลลึกกว่านั้นไม่สามารถชี้แจงได้ คงต้องไปตามต่ออีกว่าตัวเองมีรถเพิ่มมาได้อย่างไร บางคนเคยร่วมซื้อมอเตอร์ไซค์กับน้องชาย ผ่านมา 20 ปีแล้ว แยกกับน้องชายมานานแล้วก็ปรากฏหลักฐานอยู่ ทั้งๆที่วันนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และต้องขาดสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ จนชาวบ้านหลายคนตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า..รัฐทำอย่างนี้เพราะไม่อยากแจกเงินคนจนหรือเปล่า?

หมายเหตุ :  ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569 ผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ เว็บไซต์ โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ, แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”, แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”, หรือติดต่อธนาคารรัฐ

วิธียื่นผ่านเว็บไซต์หลัก มีขั้นตอนดังนี้:

  1. เข้าไปที่ เว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วเลือก “ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน”
  2. ตรวจสอบข้อมูลแล้วกดที่ปุ่ม “ผลการตรวจสอบ”
  3. กรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อยืนยันตัวตน เช่น หมายเลข Laser ID หลังบัตรประจำตัวประชาชน
  4. ระบบจะแจ้งเหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จากนั้นให้กดปุ่ม “ยืนยันการทบทวนสิทธิ”
  5. กดยืนยันอีกครั้งเพื่อเสร็จสิ้นการขอยื่นทบทวนสิทธิ

หลังจากยื่นทบทวนสิทธิแล้ว คุณจะต้องนำเอกสารไปติดต่อแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติที่ไม่ผ่านเกณฑ์ด้วยตนเองภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

รัฐบาลเก่งกาจ + ตลาดมีประสิทธิภาพ ผ่ากลยุทธ์ “การทะลวงผ่านสองทิศทาง” ยุทธศาสตร์ล้มกระดานเดิม ก้าวสู่ภูมิทัศน์ใหม่ของจีน

“แนวโน้มการพัฒนาประเทศของจีนในปัจจุบัน มักถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นการเติบโตเชิงเส้นตรงของปริมาณทางเศรษฐกิจ หรือการแซงโค้งในด้านเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ตรรกะเชิงลึกที่อยู่เบื้องหลังอย่างถ่องแท้ จะพบแนววิวัฒนาการที่ชัดเจนประการหนึ่ง นั่นคือการทำลายการปิดกั้นทางเทคโนโลยีและกฎเกณฑ์จากภายนอกด้วย "การทะลวงผ่าน" และการทำลายการพึ่งพาเส้นทางเดิมและความฝืดตัวของโครงสร้างจากภายในด้วย "การทะลวงผ่านตนเอง" การฝ่าวงล้อมแบบสองทิศทางเช่นนี้ประกอบขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐานที่ทำให้จีนเปลี่ยนจาก "ผู้ไล่ตาม" ไปสู่ "ผู้นำ" บทความนี้จะอภิปรายจากสามมิติ ได้แก่ กระบวนทัศน์ทางเทคโนโลยี ปรัชญาการบริหารปกครอง และ เรื่องเล่าทางอารยธรรม เพื่อยืนยันว่าการพัฒนาของจีนในปัจจุบันกำลังดำเนินไปตามทิศทางของ "การทะลวงผ่าน" และ "การทะลวงผ่านตนเอง" เพื่อบรรลุการปรับเปลี่ยนเชิงระบบอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่ง” หนึ่ง : การทะลวงผ่านกระบวนทัศน์ทางเทคโนโลยี การปฏิวัติทางความคิด จากการ "ไล่ตามเชิงเส้นตรง" สู่ "การเปลี่ยนลู่วิ่ง (跑道) เพื่อแซงนำ" ในช่วงเวลาที่ยาวนาน กระบวนการทำให้ทันสมัยของประเทศที่พัฒนาภายหลัง มักดำเนินตามวิถีการไล่ตามเชิงเส้นตรง กล่าวคือเดินซ้ำเส้นทางที่ผู้บุกเบิกเคยเดินมาแล้ว การทำให้เป็นอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของจีนในช่วงแรก มีร่องรอยเช่นนี้อยู่บ้าง...

“ตำรวจ” จับ “ทหารพรานพกปืน” ศึกสองสีสะท้อน “ยุติธรรม” สังคมยกย่อง “คนจับ” แต่ถามกลับ..กล้าจับพวกเดียวกันไหม

“ถ้าเปิดดู พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (1) กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเป็นสากลว่า  เจ้าหน้าที่รัฐจะพกปืนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ป.12 ก็ต่อเมื่อ “อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่” เท่านั้น ประเด็นคือ ตำรวจทางหลวงจับทหารพรานน่ะถูกแล้ว เพราะทหารนายนั้นกำลังขับรถกลับบ้าน ไม่ได้อยู่ในภารกิจสู้รบหรือรักษาความสงบ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามกลับคือ แล้วถ้าเป็นตำรวจพกปืนไปเดินห้าง ไปนั่งร้านอาหารตอนนอกเวลางานล่ะ... เคยโดนจับบ้างไหม? ตำรวจผู้จับทหารในข่าวนี้ควรได้รับการยกย่อง... แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหันกลับมาจับพวกเดียวกันที่ทำผิดด้วย เพราะกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามได้ ก็ต่อเมื่อผู้รักษากฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม” กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันทีเมื่อ “ตำรวจทางหลวง” สกัดจับ “ทหารพราน” นายหนึ่งในข้อหาพกอาวุธปืนผิดกฎหมายขณะขับรถกลับบ้าน เสียงสังคมแตกออกเป็นสองฝั่งทันที ฝ่ายหนึ่งมองว่าทำเกินไปไหม? คนมีสีด้วยกันแท้ๆ แต่อีกฝ่ายก็ค้านว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย! แต่ “รอยร้าว” ที่ลึกกว่านั้น...

บทสนทนา “คน 2 เจน” สะท้อนเงา “ปักกิ่ง” ถอดบทเรียน “จีน” จาก “ผู้ไล่ตาม” ผลิบานเป็น “ผู้บุกเบิก” ทางเดินของตัวเอง

“ณ มุมหนึ่งของโรงน้ำชาอันเงียบสงบ บทสนทนาระหว่างคนสองรุ่นได้เริ่มต้นขึ้น ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยคำถาม และ ‘เหล่าโจว’ อดีตนักการทูตผู้ผ่านร้อนหนาวบนเวทีโลกมานานกว่าสามทศวรรษ จากวันที่ยืนมองประตูอัตโนมัติที่ปารีสในปี 1980 ด้วยความตื่นตาและเจียมตน สู่สี่สิบปีให้หลังที่จีนก้าวขึ้นมาโลดแล่นในฐานะผู้เปลี่ยนเกมระดับโลก ทว่า... คำตอบของการเดินทางอันยาวไกลนี้ กลับไม่ใช่การเอาชนะ หรือการก้าวขึ้นแทนที่ใคร เมื่อ "ผู่เอ่อร์มีความกลมกล่อมเข้มข้น แต่ หลงจิ่งมีความสดชื่นหอมหวาน จึงไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าใครดีกว่ากัน... อารยธรรมโลกก็เช่นเดียวกัน" ฉันกับเหล่าโจวนัดเจอกันที่โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง นอกหน้าต่างคือปักกิ่งในฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้ของต้นอู๋ถง (​梧桐)  เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เหล่าโจวเพิ่งเกษียณอายุ ทำงานด้านการทูตมามากกว่าสามสิบปี ผมรินชาให้เขา ถามว่าเขามองกระแสการพูดถึงประเทศจีนในเวทีโลกช่วงนี้อย่างไร เขาจิบชาคำหนึ่งแล้วพูดช้า ๆ ว่า “ผมจะเล่าเรื่องหนึ่งให้คุณฟัง ปี 1980 ผมได้ไปต่างประเทศครั้งแรกที่ปารีส ตอนนั้นพวกเราไม่มีแม้แต่สูทดี ๆ สักชุด คณะเดินทางหลายคนรวบรวมเงินกันซื้อทีวีสีกลับมาเครื่องหนึ่ง...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.