“ตำรวจยังสอบไม่เสร็จ แต่รัฐรีบควักเปย์รายละ 3 แสน! สังคมตั้งคำถามไฟไหม้บ้านคนจนทำไมไม่จ่าย? เจาะรอยต่อกฎหมายสุดเปราะบาง อุบัติเหตุ หรือ อาชญากรรมกันแน่ ตาม พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ เงินนี้จะจ่ายได้ก็ต่อเมื่อผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหรือตาย “เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ปัญหาคือ ณ วันที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ประกาศจ่ายเงิน เหตุการณ์เพิ่งเกิดได้เพียง 5 วัน ตำรวจยังสอบสวนไม่เสร็จเลยว่าเกิดจากความประมาทของใคร หรือเป็นเหตุสุดวิสัย เช่น ฟ้าผ่า หากผลสอบสวนตอนท้ายสรุปว่าเป็น “เหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบในทางอาญาเลย” เงินที่รัฐจ่ายไปล่วงหน้าจะกลายเป็นการจ่ายเงินที่ “ผิดเงื่อนไขกฎหมาย” ทันที ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาเรื่องการเรียกเงินคืนหรือเจ้าหน้าที่รัฐโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ความเสี่ยงที่ 2 หากรัฐตีความว่าไฟไหม้ร้านอาหาร คือ คดีอาญา และจ่ายให้รายละ 300,000 บาท สังคมจะเกิดคำถามทันทีในกรณีอื่นๆ เช่น ถ้าไฟไหม้บ้านเรือนประชาชนธรรมดาแล้วมีคนเสียชีวิต รัฐจะจ่ายไหม? ถ้าเป็นอุบัติเหตุรถชนกันธรรมดา ซึ่งเป็นความผิดฐานประมาทในทางอาญาเหมือนกัน ทำไมผู้เสียหายกลุ่มนั้นถึงไม่ได้รับเงินเยียวยาก้อนนี้อย่างรวดเร็วเท่ากับกรณีที่เป็นข่าวดัง ตรงนี้อาจทำให้เกิดความรู้สึกว่ารัฐ “เลือกปฏิบัติ” หรือจ่ายเงินตามกระแสสังคมมากกว่าตัวบทกฎหมายที่แท้จริง”
จากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่พรากชีวิตผู้คนไปถึง 33 ชีวิต นำมาสู่การตั้งคำถามครั้งใหญ่จากสังคม เมื่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ออกมาแถลงหลักเกณฑ์จ่ายเงินเยียวยาแก่ญาติผู้สูญเสียสูงสุดรายละ 300,000 บาท กระแสสังคมแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งมองว่านี่คือเรื่องของมนุษยธรรมที่รัฐต้องอุ้มชู แต่อีกฝั่งกลับตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่า “ทำไมรัฐต้องนำเงินภาษีของประชาชน ไปจ่ายให้กับอุบัติเหตุในสถานบันเทิงเอกชน?” และรีบแจกเงินเยียวยา (17 ก.ค.) หลังจากเกิดเหตุเพียง 5 วัน ทั้งที่ตำรวจยังสรุปสำนวนคดีไม่เสร็จ
ความสับสนอันดับแรกของสังคมคือ ไฟไหม้โรงเบียร์ เป็น “อุบัติเหตุ” หรือ “อาชญากรรม” กันแน่ จากการที่ภาครัฐเลือกใช้ พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย ซึ่งค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ระบุชัดว่าเป็นการช่วยเหลือ “เหยื่ออาชญากรรม” คนทั่วไปจึงตั้งคำถามว่า ไฟไหม้คืออุบัติเหตุ แล้วอาชญากรรมเกิดขึ้นตอนไหน?
ในทางกฎหมาย คำว่า “คดีอาญา” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฆาตกรรมหรือการปล้นชิงทรัพย์ แต่รวมถึง “การกระทำโดยประมาท” ด้วย หากการสืบสวนพบว่าเพลิงไหม้เกิดจากเจ้าของร้านปล่อยปละละเลยไม่ตรวจสอบระบบไฟฟ้า, ต่อเติมอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม หรือการปิดตายประตูหนีไฟ และ ไม่มีป้ายบอกทางที่ชัดเจน พฤติการณ์เหล่านี้จะเปลี่ยนสถานะจาก “อุบัติเหตุสุดวิสัย” กลายเป็น “ความผิดอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ทันที ผู้เข้ามาใช้บริการที่ได้รับผลกระทบจึงมีสถานะเป็น “ผู้เสียหายในคดีอาญา” หรือ “เหยื่ออาชญากรรม” โดยชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การเยียวยาครั้งนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยสามารถแบ่งมุมมองออกเป็น 2 ด้านหลักๆ คือ ฝั่งที่เห็นด้วยมองว่าในสถานการณ์ที่มีผู้สูญเสียจำนวนมาก รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ หลักรัฐศาสตร์เข้ามาโอบอุ้มประชาชนให้เร็วที่สุด โดยพิงกลไกตามรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐมีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง การเยียวยาอย่างรวดเร็วเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า และแสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐในการควบคุมความปลอดภัยสาธารณะ
แต่ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยมองว่าเป็นการสร้าง “บรรทัดฐานที่เหลื่อมล้ำ” แถมมองว่าการรีบแจกเงินเยียวยาหลังจากเกิดเหตุเพียง 5 วัน ทั้งที่ตำรวจยังสรุปสำนวนคดีไม่เสร็จ สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างปัญหาตามมามากมาย หากผลการพิสูจน์ในท้ายที่สุดออกมาว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” เช่น ฟ้าผ่า เงินที่รัฐจ่ายไปล่วงหน้าจะกลายเป็นการจ่ายเงินที่ผิดเงื่อนไขกฎหมายทันที เจ้าหน้าที่รัฐอาจเสี่ยงโดนข้อหาละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และสังคมจะเริ่มตั้งคำถามว่า หากเกิดไฟไหม้บ้านเรือนประชาชนทั่วไป หรืออุบัติเหตุรถชนกัน ซึ่งเป็นความผิดฐานประมาทเช่นกัน ทำไมผู้เสียหายเหล่านั้นจึงไม่ได้รับเงินเยียวยาที่รวดเร็วแบบนี้? หรือรัฐจ่ายเงินตาม “กระแสข่าวดัง” มากกว่าตัวบทกฎหมาย?
กรณีการเยียวยาเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ จึงสะท้อนให้เห็นถึง “รอยต่อ” ที่เปราะบางระหว่างความเมตตาของรัฐกับความเข้มงวดของตัวบทกฎหมาย การใช้คำว่า “เหยื่ออาชญากรรม” ในแง่หนึ่งอาจเป็นทางออกเดียวในขณะนั้น เพื่อให้รัฐมีงบประมาณไปจุนเจือผู้สูญเสีย แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันคือสัญญาณเตือนว่า ในอนาคตรัฐบาลจำเป็นต้องมีกลไกหรือ “กองทุนอุบัติภัยแห่งชาติ” ที่แยกออกมาต่างหากหรือไม่ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุขนาดใหญ่อย่างโปร่งใส เสมอภาค และไม่ต้องเผชิญกับข้อครหาเรื่องการตีความกฎหมายแบบคลุมเครือเช่นนี้อีกต่อไป




