วันเสาร์, กรกฎาคม 18, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวระวัง "เสียค่าโง่" จ่ายเงินเยียวยาเหยื่อ...

ระวัง “เสียค่าโง่” จ่ายเงินเยียวยาเหยื่อ “ไฟไหม้โรงเบียร์” อุ้มเพื่อ “มนุษยธรรม” หรือ “ข่าวดัง”

“ตำรวจยังสอบไม่เสร็จ แต่รัฐรีบควักเปย์รายละ 3 แสน! สังคมตั้งคำถามไฟไหม้บ้านคนจนทำไมไม่จ่าย? เจาะรอยต่อกฎหมายสุดเปราะบาง อุบัติเหตุ หรือ อาชญากรรมกันแน่ ตาม พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ เงินนี้จะจ่ายได้ก็ต่อเมื่อผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหรือตาย “เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ปัญหาคือ ณ วันที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ประกาศจ่ายเงิน เหตุการณ์เพิ่งเกิดได้เพียง 5 วัน ตำรวจยังสอบสวนไม่เสร็จเลยว่าเกิดจากความประมาทของใคร หรือเป็นเหตุสุดวิสัย เช่น ฟ้าผ่า หากผลสอบสวนตอนท้ายสรุปว่าเป็น “เหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบในทางอาญาเลย” เงินที่รัฐจ่ายไปล่วงหน้าจะกลายเป็นการจ่ายเงินที่ “ผิดเงื่อนไขกฎหมาย” ทันที ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาเรื่องการเรียกเงินคืนหรือเจ้าหน้าที่รัฐโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ความเสี่ยงที่ 2 หากรัฐตีความว่าไฟไหม้ร้านอาหาร คือ คดีอาญา และจ่ายให้รายละ 300,000 บาท สังคมจะเกิดคำถามทันทีในกรณีอื่นๆ เช่น ถ้าไฟไหม้บ้านเรือนประชาชนธรรมดาแล้วมีคนเสียชีวิต รัฐจะจ่ายไหม? ถ้าเป็นอุบัติเหตุรถชนกันธรรมดา ซึ่งเป็นความผิดฐานประมาทในทางอาญาเหมือนกัน ทำไมผู้เสียหายกลุ่มนั้นถึงไม่ได้รับเงินเยียวยาก้อนนี้อย่างรวดเร็วเท่ากับกรณีที่เป็นข่าวดัง ตรงนี้อาจทำให้เกิดความรู้สึกว่ารัฐ “เลือกปฏิบัติ” หรือจ่ายเงินตามกระแสสังคมมากกว่าตัวบทกฎหมายที่แท้จริง”

จากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่พรากชีวิตผู้คนไปถึง 33 ชีวิต นำมาสู่การตั้งคำถามครั้งใหญ่จากสังคม เมื่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ออกมาแถลงหลักเกณฑ์จ่ายเงินเยียวยาแก่ญาติผู้สูญเสียสูงสุดรายละ 300,000 บาท กระแสสังคมแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งมองว่านี่คือเรื่องของมนุษยธรรมที่รัฐต้องอุ้มชู แต่อีกฝั่งกลับตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่า “ทำไมรัฐต้องนำเงินภาษีของประชาชน ไปจ่ายให้กับอุบัติเหตุในสถานบันเทิงเอกชน?” และรีบแจกเงินเยียวยา (17 ก.ค.) หลังจากเกิดเหตุเพียง 5 วัน ทั้งที่ตำรวจยังสรุปสำนวนคดีไม่เสร็จ

ความสับสนอันดับแรกของสังคมคือ ไฟไหม้โรงเบียร์ เป็น “อุบัติเหตุ” หรือ “อาชญากรรม” กันแน่ จากการที่ภาครัฐเลือกใช้ พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย ซึ่งค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ระบุชัดว่าเป็นการช่วยเหลือ “เหยื่ออาชญากรรม” คนทั่วไปจึงตั้งคำถามว่า ไฟไหม้คืออุบัติเหตุ แล้วอาชญากรรมเกิดขึ้นตอนไหน?

ในทางกฎหมาย คำว่า “คดีอาญา” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฆาตกรรมหรือการปล้นชิงทรัพย์ แต่รวมถึง “การกระทำโดยประมาท” ด้วย หากการสืบสวนพบว่าเพลิงไหม้เกิดจากเจ้าของร้านปล่อยปละละเลยไม่ตรวจสอบระบบไฟฟ้า, ต่อเติมอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม หรือการปิดตายประตูหนีไฟ และ ไม่มีป้ายบอกทางที่ชัดเจน พฤติการณ์เหล่านี้จะเปลี่ยนสถานะจาก “อุบัติเหตุสุดวิสัย” กลายเป็น “ความผิดอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ทันที ผู้เข้ามาใช้บริการที่ได้รับผลกระทบจึงมีสถานะเป็น “ผู้เสียหายในคดีอาญา” หรือ “เหยื่ออาชญากรรม” โดยชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การเยียวยาครั้งนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยสามารถแบ่งมุมมองออกเป็น 2 ด้านหลักๆ คือ ฝั่งที่เห็นด้วยมองว่าในสถานการณ์ที่มีผู้สูญเสียจำนวนมาก รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ หลักรัฐศาสตร์เข้ามาโอบอุ้มประชาชนให้เร็วที่สุด โดยพิงกลไกตามรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐมีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง การเยียวยาอย่างรวดเร็วเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า และแสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐในการควบคุมความปลอดภัยสาธารณะ

แต่ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยมองว่าเป็นการสร้าง “บรรทัดฐานที่เหลื่อมล้ำ” แถมมองว่าการรีบแจกเงินเยียวยาหลังจากเกิดเหตุเพียง 5 วัน ทั้งที่ตำรวจยังสรุปสำนวนคดีไม่เสร็จ สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างปัญหาตามมามากมาย หากผลการพิสูจน์ในท้ายที่สุดออกมาว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” เช่น ฟ้าผ่า เงินที่รัฐจ่ายไปล่วงหน้าจะกลายเป็นการจ่ายเงินที่ผิดเงื่อนไขกฎหมายทันที เจ้าหน้าที่รัฐอาจเสี่ยงโดนข้อหาละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และสังคมจะเริ่มตั้งคำถามว่า หากเกิดไฟไหม้บ้านเรือนประชาชนทั่วไป หรืออุบัติเหตุรถชนกัน ซึ่งเป็นความผิดฐานประมาทเช่นกัน ทำไมผู้เสียหายเหล่านั้นจึงไม่ได้รับเงินเยียวยาที่รวดเร็วแบบนี้? หรือรัฐจ่ายเงินตาม “กระแสข่าวดัง” มากกว่าตัวบทกฎหมาย?

กรณีการเยียวยาเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ จึงสะท้อนให้เห็นถึง “รอยต่อ” ที่เปราะบางระหว่างความเมตตาของรัฐกับความเข้มงวดของตัวบทกฎหมาย การใช้คำว่า “เหยื่ออาชญากรรม” ในแง่หนึ่งอาจเป็นทางออกเดียวในขณะนั้น เพื่อให้รัฐมีงบประมาณไปจุนเจือผู้สูญเสีย แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันคือสัญญาณเตือนว่า ในอนาคตรัฐบาลจำเป็นต้องมีกลไกหรือ “กองทุนอุบัติภัยแห่งชาติ” ที่แยกออกมาต่างหากหรือไม่  เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุขนาดใหญ่อย่างโปร่งใส เสมอภาค และไม่ต้องเผชิญกับข้อครหาเรื่องการตีความกฎหมายแบบคลุมเครือเช่นนี้อีกต่อไป

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

เดือด! ‘วัชระ’ บุก ป.ป.ช. ฟันจริยธรรมร้ายแรง ‘โสภณ-แต้ม’ ปมสั่งตร.สภา 15 นาย ขวาง ‘วิลาศ’ แฉทุจริตสภาใหม่

'วัชระ' บุก ปปช. ยื่นสอบจริยธรรมร้ายแรง 'โสภณ-วิชัย' สั่งตำรวจสภาขวางไม่ให้ 'วิลาศ' แถลงข่าว การทุจริตการก่อสร้างอาคารรัฐสภา ทั้งที่ขออนุญาติสว.เป็นผู้รับรองถูกต้องแล้ว เตือนเข้าข่ายมีประโยชน์ทับซ้อน ใช้อำนาจครอบงำระบบ รปภ. เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569- นายวัชระ  เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และกระทำการอันเป็นการขัดขวาง สิทธิหน้าที่ของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ส่งมาด้วย    1. สำเนาข่าวไทยรัฐออนไลน์ จำนวน 1 แผ่น 2. สำเนาข่าวเดอะสแตนดาร์ด จำนวน 1 ชุด 3. สำเนาประกาศราชกิจจานุเบกษาแต่งตั้ง...

“หวังดี” แต่ “ให้ผลร้าย” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “ทำวุ่น” พ่อเฒ่าแม่แก่ “ถ่อสังขาร” ออกจากบ้าน “แสดงสิทธิว่าจนจริง”

“บางคนมีมอเตอร์ไซค์คันเดียว ก็มีประวัติว่ามีรถ 2 คัน..ทั้งๆที่ตัวเองมีคันเดียวเท่านั้น..ต้องมายืนเถียงกับเจ้าหน้าที่ขนส่งทางบก ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้แค่ปริ้นประวัติออกมาให้เท่านั้น แต่ข้อมูลลึกกว่านั้นไม่สามารถชี้แจงได้ คงต้องไปตามต่ออีกว่าตัวเองมีรถเพิ่มมาได้อย่างไร บางคนเคยร่วมซื้อมอเตอร์ไซค์กับน้องชาย ผ่านมา 20 ปีแล้ว แยกกับน้องชายมานานแล้วก็ปรากฏหลักฐานอยู่ ทั้งๆที่วันนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และต้องขาดสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ จนชาวบ้านหลายคนตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า..รัฐทำอย่างนี้เพราะไม่อยากแจกเงินคนจนหรือเปล่า?”           บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชน ตรวจสอบสิทธิและสถานะคุณสมบัติรอบใหม่ (เริ่ม 17 กรกฎาคม 2569) ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และปัญหาทางเทคนิคหลายประการ กลายเป็นวันชี้ชะตาครั้งสำคัญของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ กระหึ่มขึ้นในโลกออนไลน์และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาระบบล่มหรือการเข้าถึงที่ยากลำบาก แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของใครหลายคนคือ "ทำไมคนจนจริง ๆ ถึงสอบตกเกณฑ์ในรอบนี้?" เกณฑ์คัดกรองที่เข้มงวดเกินไป จนเบียดบังกลุ่มเปราะบาง ทำให้ผู้มีรายได้น้อยตัวจริงจำนวนมากต้องหลุดจากระบบอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะใน 3...

รัฐบาลเก่งกาจ + ตลาดมีประสิทธิภาพ ผ่ากลยุทธ์ “การทะลวงผ่านสองทิศทาง” ยุทธศาสตร์ล้มกระดานเดิม ก้าวสู่ภูมิทัศน์ใหม่ของจีน

“แนวโน้มการพัฒนาประเทศของจีนในปัจจุบัน มักถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นการเติบโตเชิงเส้นตรงของปริมาณทางเศรษฐกิจ หรือการแซงโค้งในด้านเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ตรรกะเชิงลึกที่อยู่เบื้องหลังอย่างถ่องแท้ จะพบแนววิวัฒนาการที่ชัดเจนประการหนึ่ง นั่นคือการทำลายการปิดกั้นทางเทคโนโลยีและกฎเกณฑ์จากภายนอกด้วย "การทะลวงผ่าน" และการทำลายการพึ่งพาเส้นทางเดิมและความฝืดตัวของโครงสร้างจากภายในด้วย "การทะลวงผ่านตนเอง" การฝ่าวงล้อมแบบสองทิศทางเช่นนี้ประกอบขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐานที่ทำให้จีนเปลี่ยนจาก "ผู้ไล่ตาม" ไปสู่ "ผู้นำ" บทความนี้จะอภิปรายจากสามมิติ ได้แก่ กระบวนทัศน์ทางเทคโนโลยี ปรัชญาการบริหารปกครอง และ เรื่องเล่าทางอารยธรรม เพื่อยืนยันว่าการพัฒนาของจีนในปัจจุบันกำลังดำเนินไปตามทิศทางของ "การทะลวงผ่าน" และ "การทะลวงผ่านตนเอง" เพื่อบรรลุการปรับเปลี่ยนเชิงระบบอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่ง” หนึ่ง : การทะลวงผ่านกระบวนทัศน์ทางเทคโนโลยี การปฏิวัติทางความคิด จากการ "ไล่ตามเชิงเส้นตรง" สู่ "การเปลี่ยนลู่วิ่ง (跑道) เพื่อแซงนำ" ในช่วงเวลาที่ยาวนาน กระบวนการทำให้ทันสมัยของประเทศที่พัฒนาภายหลัง มักดำเนินตามวิถีการไล่ตามเชิงเส้นตรง กล่าวคือเดินซ้ำเส้นทางที่ผู้บุกเบิกเคยเดินมาแล้ว การทำให้เป็นอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของจีนในช่วงแรก มีร่องรอยเช่นนี้อยู่บ้าง...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.