วันศุกร์, กันยายน 11, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวระวัง "เสียค่าโง่" จ่ายเงินเยียวยาเหยื่อ...

ระวัง “เสียค่าโง่” จ่ายเงินเยียวยาเหยื่อ “ไฟไหม้โรงเบียร์” อุ้มเพื่อ “มนุษยธรรม” หรือ “ข่าวดัง”

“ตำรวจยังสอบไม่เสร็จ แต่รัฐรีบควักเปย์รายละ 3 แสน! สังคมตั้งคำถามไฟไหม้บ้านคนจนทำไมไม่จ่าย? เจาะรอยต่อกฎหมายสุดเปราะบาง อุบัติเหตุ หรือ อาชญากรรมกันแน่ ตาม พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ เงินนี้จะจ่ายได้ก็ต่อเมื่อผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหรือตาย “เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ปัญหาคือ ณ วันที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ประกาศจ่ายเงิน เหตุการณ์เพิ่งเกิดได้เพียง 5 วัน ตำรวจยังสอบสวนไม่เสร็จเลยว่าเกิดจากความประมาทของใคร หรือเป็นเหตุสุดวิสัย เช่น ฟ้าผ่า หากผลสอบสวนตอนท้ายสรุปว่าเป็น “เหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบในทางอาญาเลย” เงินที่รัฐจ่ายไปล่วงหน้าจะกลายเป็นการจ่ายเงินที่ “ผิดเงื่อนไขกฎหมาย” ทันที ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาเรื่องการเรียกเงินคืนหรือเจ้าหน้าที่รัฐโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ความเสี่ยงที่ 2 หากรัฐตีความว่าไฟไหม้ร้านอาหาร คือ คดีอาญา และจ่ายให้รายละ 300,000 บาท สังคมจะเกิดคำถามทันทีในกรณีอื่นๆ เช่น ถ้าไฟไหม้บ้านเรือนประชาชนธรรมดาแล้วมีคนเสียชีวิต รัฐจะจ่ายไหม? ถ้าเป็นอุบัติเหตุรถชนกันธรรมดา ซึ่งเป็นความผิดฐานประมาทในทางอาญาเหมือนกัน ทำไมผู้เสียหายกลุ่มนั้นถึงไม่ได้รับเงินเยียวยาก้อนนี้อย่างรวดเร็วเท่ากับกรณีที่เป็นข่าวดัง ตรงนี้อาจทำให้เกิดความรู้สึกว่ารัฐ “เลือกปฏิบัติ” หรือจ่ายเงินตามกระแสสังคมมากกว่าตัวบทกฎหมายที่แท้จริง”

จากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่พรากชีวิตผู้คนไปถึง 33 ชีวิต นำมาสู่การตั้งคำถามครั้งใหญ่จากสังคม เมื่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ออกมาแถลงหลักเกณฑ์จ่ายเงินเยียวยาแก่ญาติผู้สูญเสียสูงสุดรายละ 300,000 บาท กระแสสังคมแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งมองว่านี่คือเรื่องของมนุษยธรรมที่รัฐต้องอุ้มชู แต่อีกฝั่งกลับตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่า “ทำไมรัฐต้องนำเงินภาษีของประชาชน ไปจ่ายให้กับอุบัติเหตุในสถานบันเทิงเอกชน?” และรีบแจกเงินเยียวยา (17 ก.ค.) หลังจากเกิดเหตุเพียง 5 วัน ทั้งที่ตำรวจยังสรุปสำนวนคดีไม่เสร็จ

ความสับสนอันดับแรกของสังคมคือ ไฟไหม้โรงเบียร์ เป็น “อุบัติเหตุ” หรือ “อาชญากรรม” กันแน่ จากการที่ภาครัฐเลือกใช้ พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย ซึ่งค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ระบุชัดว่าเป็นการช่วยเหลือ “เหยื่ออาชญากรรม” คนทั่วไปจึงตั้งคำถามว่า ไฟไหม้คืออุบัติเหตุ แล้วอาชญากรรมเกิดขึ้นตอนไหน?

ในทางกฎหมาย คำว่า “คดีอาญา” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฆาตกรรมหรือการปล้นชิงทรัพย์ แต่รวมถึง “การกระทำโดยประมาท” ด้วย หากการสืบสวนพบว่าเพลิงไหม้เกิดจากเจ้าของร้านปล่อยปละละเลยไม่ตรวจสอบระบบไฟฟ้า, ต่อเติมอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม หรือการปิดตายประตูหนีไฟ และ ไม่มีป้ายบอกทางที่ชัดเจน พฤติการณ์เหล่านี้จะเปลี่ยนสถานะจาก “อุบัติเหตุสุดวิสัย” กลายเป็น “ความผิดอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ทันที ผู้เข้ามาใช้บริการที่ได้รับผลกระทบจึงมีสถานะเป็น “ผู้เสียหายในคดีอาญา” หรือ “เหยื่ออาชญากรรม” โดยชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การเยียวยาครั้งนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยสามารถแบ่งมุมมองออกเป็น 2 ด้านหลักๆ คือ ฝั่งที่เห็นด้วยมองว่าในสถานการณ์ที่มีผู้สูญเสียจำนวนมาก รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ หลักรัฐศาสตร์เข้ามาโอบอุ้มประชาชนให้เร็วที่สุด โดยพิงกลไกตามรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐมีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง การเยียวยาอย่างรวดเร็วเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า และแสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐในการควบคุมความปลอดภัยสาธารณะ

แต่ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยมองว่าเป็นการสร้าง “บรรทัดฐานที่เหลื่อมล้ำ” แถมมองว่าการรีบแจกเงินเยียวยาหลังจากเกิดเหตุเพียง 5 วัน ทั้งที่ตำรวจยังสรุปสำนวนคดีไม่เสร็จ สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างปัญหาตามมามากมาย หากผลการพิสูจน์ในท้ายที่สุดออกมาว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” เช่น ฟ้าผ่า เงินที่รัฐจ่ายไปล่วงหน้าจะกลายเป็นการจ่ายเงินที่ผิดเงื่อนไขกฎหมายทันที เจ้าหน้าที่รัฐอาจเสี่ยงโดนข้อหาละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และสังคมจะเริ่มตั้งคำถามว่า หากเกิดไฟไหม้บ้านเรือนประชาชนทั่วไป หรืออุบัติเหตุรถชนกัน ซึ่งเป็นความผิดฐานประมาทเช่นกัน ทำไมผู้เสียหายเหล่านั้นจึงไม่ได้รับเงินเยียวยาที่รวดเร็วแบบนี้? หรือรัฐจ่ายเงินตาม “กระแสข่าวดัง” มากกว่าตัวบทกฎหมาย?

กรณีการเยียวยาเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ จึงสะท้อนให้เห็นถึง “รอยต่อ” ที่เปราะบางระหว่างความเมตตาของรัฐกับความเข้มงวดของตัวบทกฎหมาย การใช้คำว่า “เหยื่ออาชญากรรม” ในแง่หนึ่งอาจเป็นทางออกเดียวในขณะนั้น เพื่อให้รัฐมีงบประมาณไปจุนเจือผู้สูญเสีย แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันคือสัญญาณเตือนว่า ในอนาคตรัฐบาลจำเป็นต้องมีกลไกหรือ “กองทุนอุบัติภัยแห่งชาติ” ที่แยกออกมาต่างหากหรือไม่  เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุขนาดใหญ่อย่างโปร่งใส เสมอภาค และไม่ต้องเผชิญกับข้อครหาเรื่องการตีความกฎหมายแบบคลุมเครือเช่นนี้อีกต่อไป

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

เจาะโมเดล BRI “ร่วมมือดีกว่าต่อรอง” ทิศทางการพัฒนาของจีนกับบทเรียนสำหรับโลก

“ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัย คำถามสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญคือ จะดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยตรรกะของ "การต่อรอง" เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดเฉพาะหน้า หรือจะเลือกเดินเส้นทางของ "ความร่วมมือ" ที่มุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้คำตอบต่อคำถามนี้อย่างชัดเจนผ่านทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งสร้างความเจริญรอบด้าน ประชาชนอยู่ดีมีสุข บนหลักการพึ่งพาตนเองเป็นที่ตั้ง และพร้อมร่วมมือกับนานาชาติเพื่อสร้างความก้าวหน้าไปทั่วทั้งโลก” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร แนวคิด "ร่วมมือดีกว่าต่อรอง" ของจีน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน จากการเป็นประเทศที่เคยถูกคุกคามและเสียเปรียบในสนธิสัญญาไม่เสมอภาค จนนำมาสู่การยืนหยัดบนขาของตนเอง การพึ่งลำแข้งตนเองจึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา โดยเฉพาะการสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี การผลิต และความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน แต่การพึ่งพาตนเองในมุมของจีนไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศ หากหมายถึงการมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจะเปิดประเทศอย่างมั่นใจ และร่วมมือกับผู้อื่นอย่างมีศักดิ์ศรี “การต่อรอง” มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์เป็นเกมผลบวกศูนย์ ฝ่ายหนึ่งได้ย่อมหมายถึงอีกฝ่ายเสีย จึงนำไปสู่การกดดัน การแลกเปลี่ยนที่เสียเปรียบ หรือการบีบบังคับให้ยอมรับเงื่อนไข ขณะที่ “ความร่วมมือ” ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์สามารถขยายได้ หากต่างฝ่ายต่างลงทุนและแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ...

แกะรอยกลโกง “บัญชีวัด” “นอมินี-ทองคำแท่ง” เส้นทางฟอกเงินใต้เงา “ศรัทธา”

“ปฏิบัติการไซฟอนเงิน 92 ล้าน สู่ของกลางกว่า 2,000 รายการ บทเรียนราคาแพงเมื่อ “ความศรัทธา” กลายเป็นเครื่องมืออาชญากรรมทางการเงินที่ไร้ผู้ตรวจสอบ วัดพุทไธศวรรย์จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย หากรากฐานโครงสร้างยังคงปล่อยให้วัดเป็น "กล่องดำทางการเงิน" ทองคำแท่งและพระพุทธรูปทองคำ คือสินทรัพย์ในอุดมคติของการฟอกเงิน เพราะซื้อง่ายขายคล่อง มีตลาดรองรับชัดเจน และหากตรวจพบในบริเวณวัด ก็ยังสามารถอ้างได้ตลอดเวลาว่าเป็นของที่โยมนำมาถวายบูชา ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ทำไมถึงทำได้” แต่คือ “ทำไมโครงสร้างถึงเปิดช่องให้ทำมาได้ยาวนาน?” ภาพการคุมตัวอดีตพระเกจิชื่อดังวัดพุทไธศวรรย์และ “สีกาคนสนิท” พร้อมของกลางเงินสด ทองคำแท่ง พระพุทธรูปทองคำ และวัตถุมงคลกว่า 2,000 รายการ อาจดูคล้ายคดีโลกวัชชะและชู้สาวทั่วไปที่ปรากฏในพาดหัวข่าวรายวัน ทว่าหากลอกเปลือกดราม่าอารมณ์ออกไป สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกคือ “โมเดลฟอกเงินระดับตำรา” ที่อาศัยจุดบอดของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เปลี่ยนเม็ดเงินบุญให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ ต้นธารเงินมืด ทำไมวัดถึงเป็นสวรรค์ของ...

สังคมอารมณ์สมบูรณ์ บทสะท้อน “สังคมนิยม” อัตลักษณ์จีน

“ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก ระบอบสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และแนวคิดการพัฒนาที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม แนวคิด "สังคมอารมณ์สมบูรณ์" (Emotionally Complete Society) มิได้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปณิธานอันแน่วแน่ ในการสร้างสรรค์สังคมที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง เกื้อกูลกัน และพัฒนาไปอย่างยั่งยืน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร สังคมที่เจริญรอบด้าน มิติแห่งการพัฒนาที่สมดุล คือหัวใจสำคัญของสังคมอารมณ์สมบูรณ์ เป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม และนิเวศวิทยา การพัฒนาเศรษฐกิจ มิได้มุ่งเพียงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายการขจัดความยากจนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ได้ยกระดับชีวิตของผู้คนนับร้อยล้าน ให้หลุดพ้นจากความยากจน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง บ้านเมืองสงบสุข : รากฐานแห่งความมั่นคงและความปรองดอง สังคมอารมณ์สมบูรณ์ ย่อมต้องการสภาพแวดล้อมที่สงบและมั่นคง การธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม กฎหมายที่เท่าเทียม และระบบยุติธรรมที่โปร่งใส...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.