วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าววัดใจ!นายกฯ ชน “มาเฟีย-ตำรวจ”...

วัดใจ!นายกฯ ชน “มาเฟีย-ตำรวจ” ล้างบาง “ผับบาร์เถื่อน” “หรือ” จะปล่อยเกียร์ว่างซ้ำซาก

“….ความสูญเสีย 33 ชีวิตที่โรงเบียร์ลาดพร้าว คือการวัดใจความกล้าหาญทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี “ชนกับกลุ่มทุนทุจริต” การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ประเภท “ไฟไหม้ที-สั่งตรวจที-ย้ายตำรวจประจาน” ไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้ ในฐานะประธาน ก.ตร. นายกรัฐมนตรีต้องใช้ “ยาแรง” เพื่อทลายเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนในวงการสีกากี เช็กบิลตำรวจผู้ใหญ่และ ‘ตำรวจหุ้นลม’ ใช้หน่วยงานที่เป็นกลาง เช่น ดีเอสไอ หรือ ป.ป.ท. เข้าจับกุมผับเถื่อนแทนตำรวจท้องที่ หากพื้นที่ใดโดนจับ ให้สั่งย้ายตำรวจระดับสูงในพื้นที่และผู้บังคับการจังหวัดทันที โดยไม่มีข้อละเว้น นอกจากนี้ต้องประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และใช้มาตรการ “ยึดทรัพย์” ทั้งเจ้าของผับเถื่อนและนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องปรับแก้กฎหมาย ดึงอำนาจการออกใบอนุญาตในเขตกรุงเทพฯ ออกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) แล้วโอนย้ายไปให้กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดูแล โดยให้ฝ่ายตำรวจทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและจับกุมเพียงอย่างเดียว เพื่อลดการผูกขาดผลประโยชน์…”

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 33 ศพ ไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในชาติ แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยในระดับสากล  ปฏิเสธไม่ได้ว่าเบื้องหลังซากปรักหักพังนี้คือภาพสะท้อนของปัญหา “ผับบาร์เถื่อน การจ่ายส่วย และการละเลยหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

หัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย เนื่องจาก พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มีข้อบังคับและบทลงโทษที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ “ผู้บังคับใช้กฎหมาย” ที่จงใจเกียร์ว่างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนสีเทา ดังนั้น การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ประเภท “ไฟไหม้ที-สั่งตรวจที-ย้ายตำรวจประจาน” จึงไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้ รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จำเป็นต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อ “รื้อโครงสร้างและถอนรากถอนโคน” ระบบส่วยอย่างเร่งด่วน

รัฐบาลต้องยุติการอ้างข้อจำกัดทางกฎหมาย แล้วหันมาจัดระเบียบการบังคับใช้อย่างจริงจัง ปฏิรูประบบอนุมัติการเปิดสถานบริการด้วย e-Licensing และ Open Data เปลี่ยนการขอใบอนุญาตสถานบริการให้เป็นระบบออนไลน์ 100% เพื่อลดการใช้ดุลพินิจและการเรียกรับเงินของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งเปิดเผย “แผนที่สถานบริการถูกกฎหมาย” ให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ หากพบร้านใดดัดแปลงเป็นผับเถื่อนจะเกิดการแจ้งเบาะแสจากภาคสังคมทันที

ต้องปรับแก้กฎหมาย ดึงอำนาจการออกใบอนุญาตในเขตกรุงเทพฯ ออกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) แล้วโอนย้ายไปให้กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดูแล โดยให้ฝ่ายตำรวจทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและจับกุมเพียงอย่างเดียว เพื่อลดการผูกขาดผลประโยชน์ ส่วนในต่างจังหวัดต้องเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถกำกับดูแลและสั่งการฝ่ายตำรวจในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องปล่อยให้เป็นภาระของฝ่ายปกครองเพียงลำพัง

ในฐานะประธาน ก.ตร. นายกรัฐมนตรีต้องใช้ “ยาแรง” เพื่อทลายเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนในวงการสีกากี เช็กบิลตำรวจผู้ใหญ่ และ ‘ตำรวจหุ้นลม’ ใช้หน่วยงานที่เป็นกลาง เช่น ดีเอสไอ หรือ ป.ป.ท. เข้าจับกุมผับเถื่อนแทนตำรวจท้องที่ หากพื้นที่ใดโดนจับ ให้สั่งย้ายตำรวจระดับสูงในพื้นที่และผู้บังคับการจังหวัดทันที โดยไม่มีข้อละเว้น นอกจากนี้ต้องประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และใช้มาตรการ “ยึดทรัพย์” ทั้งเจ้าของผับเถื่อนและนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ความสูญเสีย 33 ชีวิตที่โรงเบียร์ลาดพร้าว คือการวัดใจความกล้าหาญทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี  “ชนกับกลุ่มทุนทุจริต” การทลายสายส่งส่วยและเปลี่ยนระบบให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ คือหนทางเดียวที่จะกอบกู้ระบบยุติธรรม และทวงคืนความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนกลับมาได้อย่างแท้จริง

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ไม่ใช่แค่ “อีวี” “จางเสวี่ย” ยกระดับ “มอ’ไซค์จีน” โค่น! บัลลังก์ญี่ปุ่น

“ในวันที่โลกจับตามองการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้าจีน อีกหนึ่งสมรภูมิสองล้อที่เคยถูกมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและยุโรปผูกขาดมาอย่างยาวนาน กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ด้วยฝีมือของ “จางเสวี่ย” อดีตช่างซ่อมผู้ผันตัวมาเป็นหัวหอกแห่ง ZXMOTO ชายผู้กล้าฉีกกรอบภาพจำเดิมๆ ของ “มอเตอร์ไซค์จีนราคาถูก” สู่การสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับหลายสูบ พร้อมพิสูจน์ขุมพลังด้วยการลงฟาดฟันในสนามแข่งระดับโลกอย่าง WorldSSP ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่คำโฆษณา แต่วัดกันด้วยวินาทีต่อรอบในสนามจริง จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมสองล้อจีน ที่พร้อมโค่นบัลลังก์เจ้าตลาดเดิมลงอย่างเต็มภาคภูมิ” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จางเสวี่ยเติบโตมากับความสนใจในเครื่องยนต์และมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มจากการเป็นช่างซ่อมและสะสมประสบการณ์ภาคสนามในโรงงาน/อู่ซ่อม ซึ่งทำให้เข้าใจจุดอ่อนของมอเตอร์ไซค์จีนในยุคนั้น คือเครื่องยนต์ด้อยประสิทธิภาพ การประกอบหยาบ และขาดการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เขาก่อตั้งแบรนด์มอเตอร์ไซค์ KOVE และ ZXMOTO โดยวางตำแหน่งสินค้าไว้ที่กลุ่ม "performance" คือเน้นเครื่องยนต์หลายสูบ การออกแบบสปอร์ต และการขยายตลาดต่างประเทศ แทนการแข่งขันในกลุ่มราคาถูกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว จุดเปลี่ยนสำคัญคือการส่งรถลงแข่งขันในรายการระดับโลก เช่น การเข้าร่วมรายการ WorldSSP (Supersport) ซึ่งเป็นสนามที่แบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นครอบงำมายาวนาน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้แบรนด์จีนถูกจับตามองในฐานะ...

“จางเสวี่ย” ดันมอเตอร์ไซค์จีนไต่ระดับโลก สานต่อ “วีรกรรมเดินทัพทางไกล” พลิก “สนามรบ” สู่ “สนามการค้า”

“การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” ผู้บุกเบิก ZXMOTO อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์จีนสู่ระดับโลก บนเวที “สดุดีวีรกรรมเดินทัพทางไกล” วันที่ 22 ตุลาคม 2026 เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมจิตวิญญาณแห่งการเสียสละจากอดีตสู่สมรภูมิยุคปัจจุบันอย่างทรงพลัง เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า การเดินทัพทางไกลยังไม่เคยสิ้นสุด หากแต่เปลี่ยนผ่านจากการฟันฝ่าขุนเขาและคมกระสุน มาสู่การทลายกำแพงเทคโนโลยีและการแข่งขันในตลาดสากล นี่คือบทพิสูจน์ร่วมสมัยที่ตอกย้ำว่า วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสนามรบเสมอไป แต่สามารถงอกงามขึ้นได้ในโรงงาน ห้องทดลอง และหัวใจของผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัด” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” บนเวทีครั้งนี้ ถือเป็นจุดเด่นที่สื่อความหมายได้อย่างทรงพลัง เพราะจางเสวี่ยไม่ได้เป็นเพียงแขกรับเชิญ แต่ถูกนำเสนอในฐานะ "ตัวอย่างที่มีชีวิต" ของการสืบทอดจิตวิญญาณการเดินทัพทางไกลในบริบทใหม่ นั่นคือการต่อสู้ในสนามเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม จางเสวี่ยได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกที่ผลักดันอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ของจีน ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลก การถูกเชิญมายืนบนเวทีเดียวกับวีรกรรมเดินทัพทางไกล จึงเป็นการสร้างความเชื่อมโยงเชิงวาทกรรมที่ชัดเจน กล่าวคือ การเดินทัพทางไกลในอดีต คือการเอาชนะภูมิประเทศและศัตรูด้วยความมุ่งมั่น ส่วนการเดินทัพทางไกลในยุคปัจจุบัน คือการเอาชนะข้อจำกัดทางเทคโนโลยี...

จีนขับเคลื่อน “AI+” เปลี่ยนจาก “เครื่องมือเสริม” เป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติ

“โลกกำลังจับตาการขยับตัวครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อจีนเปิดฉากอัปเกรดเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผ่านยุทธศาสตร์ "AI+" ที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ลงลึกถึงกระดูกสันหลังของทุกภาคการผลิต สลัดภาพจำเดิมจากการเป็นเพียง "โรงงานโลก" สู่ผู้ส่งออกโซลูชันอัจฉริยะและมาตรฐานเทคโนโลยีระดับสากล คลื่นปฏิรูปครั้งนี้ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทุกประเทศ ทั้งในแง่การแข่งขันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และความจำเป็นเร่งด่วนในการรื้อโครงสร้างแรงงาน  ตลอดจนกฎหมายกำกับดูแล เพื่อความอยู่รอดในภูมิทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเสริมอีกต่อไป แต่คือตัวกำหนดกติกาโลก ซึ่งทุกฝ่ายต้องเร่งเชื่อมต่อและปรับตัวให้ทันก่อนจะตกขบวน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มีช่วงเวลาที่ประเทศหนึ่งประเทศใดปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ประเทศอื่นไม่อาจเพิกเฉย วันนี้จีนกำลังอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก จีนได้เปิดฉาก "อัพเกรด" ตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ โดยมีแกนกลางอยู่ที่การแปร "พลังการผลิตคุณภาพใหม่" ให้เป็นจริง ผ่านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในทุกมิติ ของกระบวนการผลิตและการบริการ หรือที่เรียกกันว่า "AI+" สิ่งที่ทำให้การอัพเกรดครั้งนี้ แตกต่างจากการพัฒนาดิจิทัลในอดีต คือความมุ่งหมายที่จะฝัง AI ลงในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมไฮเทค แต่รวมถึงการเกษตร...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.