“….ความสูญเสีย 33 ชีวิตที่โรงเบียร์ลาดพร้าว คือการวัดใจความกล้าหาญทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี “ชนกับกลุ่มทุนทุจริต” การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ประเภท “ไฟไหม้ที-สั่งตรวจที-ย้ายตำรวจประจาน” ไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้ ในฐานะประธาน ก.ตร. นายกรัฐมนตรีต้องใช้ “ยาแรง” เพื่อทลายเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนในวงการสีกากี เช็กบิลตำรวจผู้ใหญ่และ ‘ตำรวจหุ้นลม’ ใช้หน่วยงานที่เป็นกลาง เช่น ดีเอสไอ หรือ ป.ป.ท. เข้าจับกุมผับเถื่อนแทนตำรวจท้องที่ หากพื้นที่ใดโดนจับ ให้สั่งย้ายตำรวจระดับสูงในพื้นที่และผู้บังคับการจังหวัดทันที โดยไม่มีข้อละเว้น นอกจากนี้ต้องประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และใช้มาตรการ “ยึดทรัพย์” ทั้งเจ้าของผับเถื่อนและนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องปรับแก้กฎหมาย ดึงอำนาจการออกใบอนุญาตในเขตกรุงเทพฯ ออกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) แล้วโอนย้ายไปให้กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดูแล โดยให้ฝ่ายตำรวจทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและจับกุมเพียงอย่างเดียว เพื่อลดการผูกขาดผลประโยชน์…”
เหตุการณ์โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 33 ศพ ไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในชาติ แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยในระดับสากล ปฏิเสธไม่ได้ว่าเบื้องหลังซากปรักหักพังนี้คือภาพสะท้อนของปัญหา “ผับบาร์เถื่อน การจ่ายส่วย และการละเลยหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
หัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย เนื่องจาก พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มีข้อบังคับและบทลงโทษที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ “ผู้บังคับใช้กฎหมาย” ที่จงใจเกียร์ว่างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนสีเทา ดังนั้น การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ประเภท “ไฟไหม้ที-สั่งตรวจที-ย้ายตำรวจประจาน” จึงไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้ รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จำเป็นต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อ “รื้อโครงสร้างและถอนรากถอนโคน” ระบบส่วยอย่างเร่งด่วน
รัฐบาลต้องยุติการอ้างข้อจำกัดทางกฎหมาย แล้วหันมาจัดระเบียบการบังคับใช้อย่างจริงจัง ปฏิรูประบบอนุมัติการเปิดสถานบริการด้วย e-Licensing และ Open Data เปลี่ยนการขอใบอนุญาตสถานบริการให้เป็นระบบออนไลน์ 100% เพื่อลดการใช้ดุลพินิจและการเรียกรับเงินของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งเปิดเผย “แผนที่สถานบริการถูกกฎหมาย” ให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ หากพบร้านใดดัดแปลงเป็นผับเถื่อนจะเกิดการแจ้งเบาะแสจากภาคสังคมทันที
ต้องปรับแก้กฎหมาย ดึงอำนาจการออกใบอนุญาตในเขตกรุงเทพฯ ออกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) แล้วโอนย้ายไปให้กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดูแล โดยให้ฝ่ายตำรวจทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและจับกุมเพียงอย่างเดียว เพื่อลดการผูกขาดผลประโยชน์ ส่วนในต่างจังหวัดต้องเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถกำกับดูแลและสั่งการฝ่ายตำรวจในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องปล่อยให้เป็นภาระของฝ่ายปกครองเพียงลำพัง
ในฐานะประธาน ก.ตร. นายกรัฐมนตรีต้องใช้ “ยาแรง” เพื่อทลายเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนในวงการสีกากี เช็กบิลตำรวจผู้ใหญ่ และ ‘ตำรวจหุ้นลม’ ใช้หน่วยงานที่เป็นกลาง เช่น ดีเอสไอ หรือ ป.ป.ท. เข้าจับกุมผับเถื่อนแทนตำรวจท้องที่ หากพื้นที่ใดโดนจับ ให้สั่งย้ายตำรวจระดับสูงในพื้นที่และผู้บังคับการจังหวัดทันที โดยไม่มีข้อละเว้น นอกจากนี้ต้องประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และใช้มาตรการ “ยึดทรัพย์” ทั้งเจ้าของผับเถื่อนและนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ความสูญเสีย 33 ชีวิตที่โรงเบียร์ลาดพร้าว คือการวัดใจความกล้าหาญทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี “ชนกับกลุ่มทุนทุจริต” การทลายสายส่งส่วยและเปลี่ยนระบบให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ คือหนทางเดียวที่จะกอบกู้ระบบยุติธรรม และทวงคืนความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนกลับมาได้อย่างแท้จริง




