วันศุกร์, กันยายน 11, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าววัดใจ!นายกฯ ชน “มาเฟีย-ตำรวจ”...

วัดใจ!นายกฯ ชน “มาเฟีย-ตำรวจ” ล้างบาง “ผับบาร์เถื่อน” “หรือ” จะปล่อยเกียร์ว่างซ้ำซาก

“….ความสูญเสีย 33 ชีวิตที่โรงเบียร์ลาดพร้าว คือการวัดใจความกล้าหาญทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี “ชนกับกลุ่มทุนทุจริต” การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ประเภท “ไฟไหม้ที-สั่งตรวจที-ย้ายตำรวจประจาน” ไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้ ในฐานะประธาน ก.ตร. นายกรัฐมนตรีต้องใช้ “ยาแรง” เพื่อทลายเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนในวงการสีกากี เช็กบิลตำรวจผู้ใหญ่และ ‘ตำรวจหุ้นลม’ ใช้หน่วยงานที่เป็นกลาง เช่น ดีเอสไอ หรือ ป.ป.ท. เข้าจับกุมผับเถื่อนแทนตำรวจท้องที่ หากพื้นที่ใดโดนจับ ให้สั่งย้ายตำรวจระดับสูงในพื้นที่และผู้บังคับการจังหวัดทันที โดยไม่มีข้อละเว้น นอกจากนี้ต้องประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และใช้มาตรการ “ยึดทรัพย์” ทั้งเจ้าของผับเถื่อนและนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องปรับแก้กฎหมาย ดึงอำนาจการออกใบอนุญาตในเขตกรุงเทพฯ ออกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) แล้วโอนย้ายไปให้กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดูแล โดยให้ฝ่ายตำรวจทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและจับกุมเพียงอย่างเดียว เพื่อลดการผูกขาดผลประโยชน์…”

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 33 ศพ ไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในชาติ แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยในระดับสากล  ปฏิเสธไม่ได้ว่าเบื้องหลังซากปรักหักพังนี้คือภาพสะท้อนของปัญหา “ผับบาร์เถื่อน การจ่ายส่วย และการละเลยหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

หัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย เนื่องจาก พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มีข้อบังคับและบทลงโทษที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ “ผู้บังคับใช้กฎหมาย” ที่จงใจเกียร์ว่างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนสีเทา ดังนั้น การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ประเภท “ไฟไหม้ที-สั่งตรวจที-ย้ายตำรวจประจาน” จึงไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้ รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จำเป็นต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อ “รื้อโครงสร้างและถอนรากถอนโคน” ระบบส่วยอย่างเร่งด่วน

รัฐบาลต้องยุติการอ้างข้อจำกัดทางกฎหมาย แล้วหันมาจัดระเบียบการบังคับใช้อย่างจริงจัง ปฏิรูประบบอนุมัติการเปิดสถานบริการด้วย e-Licensing และ Open Data เปลี่ยนการขอใบอนุญาตสถานบริการให้เป็นระบบออนไลน์ 100% เพื่อลดการใช้ดุลพินิจและการเรียกรับเงินของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งเปิดเผย “แผนที่สถานบริการถูกกฎหมาย” ให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ หากพบร้านใดดัดแปลงเป็นผับเถื่อนจะเกิดการแจ้งเบาะแสจากภาคสังคมทันที

ต้องปรับแก้กฎหมาย ดึงอำนาจการออกใบอนุญาตในเขตกรุงเทพฯ ออกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) แล้วโอนย้ายไปให้กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดูแล โดยให้ฝ่ายตำรวจทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและจับกุมเพียงอย่างเดียว เพื่อลดการผูกขาดผลประโยชน์ ส่วนในต่างจังหวัดต้องเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถกำกับดูแลและสั่งการฝ่ายตำรวจในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องปล่อยให้เป็นภาระของฝ่ายปกครองเพียงลำพัง

ในฐานะประธาน ก.ตร. นายกรัฐมนตรีต้องใช้ “ยาแรง” เพื่อทลายเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนในวงการสีกากี เช็กบิลตำรวจผู้ใหญ่ และ ‘ตำรวจหุ้นลม’ ใช้หน่วยงานที่เป็นกลาง เช่น ดีเอสไอ หรือ ป.ป.ท. เข้าจับกุมผับเถื่อนแทนตำรวจท้องที่ หากพื้นที่ใดโดนจับ ให้สั่งย้ายตำรวจระดับสูงในพื้นที่และผู้บังคับการจังหวัดทันที โดยไม่มีข้อละเว้น นอกจากนี้ต้องประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และใช้มาตรการ “ยึดทรัพย์” ทั้งเจ้าของผับเถื่อนและนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ความสูญเสีย 33 ชีวิตที่โรงเบียร์ลาดพร้าว คือการวัดใจความกล้าหาญทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี  “ชนกับกลุ่มทุนทุจริต” การทลายสายส่งส่วยและเปลี่ยนระบบให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ คือหนทางเดียวที่จะกอบกู้ระบบยุติธรรม และทวงคืนความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนกลับมาได้อย่างแท้จริง

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

เจาะโมเดล BRI “ร่วมมือดีกว่าต่อรอง” ทิศทางการพัฒนาของจีนกับบทเรียนสำหรับโลก

“ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัย คำถามสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญคือ จะดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยตรรกะของ "การต่อรอง" เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดเฉพาะหน้า หรือจะเลือกเดินเส้นทางของ "ความร่วมมือ" ที่มุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้คำตอบต่อคำถามนี้อย่างชัดเจนผ่านทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งสร้างความเจริญรอบด้าน ประชาชนอยู่ดีมีสุข บนหลักการพึ่งพาตนเองเป็นที่ตั้ง และพร้อมร่วมมือกับนานาชาติเพื่อสร้างความก้าวหน้าไปทั่วทั้งโลก” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร แนวคิด "ร่วมมือดีกว่าต่อรอง" ของจีน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน จากการเป็นประเทศที่เคยถูกคุกคามและเสียเปรียบในสนธิสัญญาไม่เสมอภาค จนนำมาสู่การยืนหยัดบนขาของตนเอง การพึ่งลำแข้งตนเองจึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา โดยเฉพาะการสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี การผลิต และความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน แต่การพึ่งพาตนเองในมุมของจีนไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศ หากหมายถึงการมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจะเปิดประเทศอย่างมั่นใจ และร่วมมือกับผู้อื่นอย่างมีศักดิ์ศรี “การต่อรอง” มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์เป็นเกมผลบวกศูนย์ ฝ่ายหนึ่งได้ย่อมหมายถึงอีกฝ่ายเสีย จึงนำไปสู่การกดดัน การแลกเปลี่ยนที่เสียเปรียบ หรือการบีบบังคับให้ยอมรับเงื่อนไข ขณะที่ “ความร่วมมือ” ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์สามารถขยายได้ หากต่างฝ่ายต่างลงทุนและแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ...

แกะรอยกลโกง “บัญชีวัด” “นอมินี-ทองคำแท่ง” เส้นทางฟอกเงินใต้เงา “ศรัทธา”

“ปฏิบัติการไซฟอนเงิน 92 ล้าน สู่ของกลางกว่า 2,000 รายการ บทเรียนราคาแพงเมื่อ “ความศรัทธา” กลายเป็นเครื่องมืออาชญากรรมทางการเงินที่ไร้ผู้ตรวจสอบ วัดพุทไธศวรรย์จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย หากรากฐานโครงสร้างยังคงปล่อยให้วัดเป็น "กล่องดำทางการเงิน" ทองคำแท่งและพระพุทธรูปทองคำ คือสินทรัพย์ในอุดมคติของการฟอกเงิน เพราะซื้อง่ายขายคล่อง มีตลาดรองรับชัดเจน และหากตรวจพบในบริเวณวัด ก็ยังสามารถอ้างได้ตลอดเวลาว่าเป็นของที่โยมนำมาถวายบูชา ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ทำไมถึงทำได้” แต่คือ “ทำไมโครงสร้างถึงเปิดช่องให้ทำมาได้ยาวนาน?” ภาพการคุมตัวอดีตพระเกจิชื่อดังวัดพุทไธศวรรย์และ “สีกาคนสนิท” พร้อมของกลางเงินสด ทองคำแท่ง พระพุทธรูปทองคำ และวัตถุมงคลกว่า 2,000 รายการ อาจดูคล้ายคดีโลกวัชชะและชู้สาวทั่วไปที่ปรากฏในพาดหัวข่าวรายวัน ทว่าหากลอกเปลือกดราม่าอารมณ์ออกไป สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกคือ “โมเดลฟอกเงินระดับตำรา” ที่อาศัยจุดบอดของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เปลี่ยนเม็ดเงินบุญให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ ต้นธารเงินมืด ทำไมวัดถึงเป็นสวรรค์ของ...

สังคมอารมณ์สมบูรณ์ บทสะท้อน “สังคมนิยม” อัตลักษณ์จีน

“ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก ระบอบสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และแนวคิดการพัฒนาที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม แนวคิด "สังคมอารมณ์สมบูรณ์" (Emotionally Complete Society) มิได้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปณิธานอันแน่วแน่ ในการสร้างสรรค์สังคมที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง เกื้อกูลกัน และพัฒนาไปอย่างยั่งยืน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร สังคมที่เจริญรอบด้าน มิติแห่งการพัฒนาที่สมดุล คือหัวใจสำคัญของสังคมอารมณ์สมบูรณ์ เป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม และนิเวศวิทยา การพัฒนาเศรษฐกิจ มิได้มุ่งเพียงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายการขจัดความยากจนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ได้ยกระดับชีวิตของผู้คนนับร้อยล้าน ให้หลุดพ้นจากความยากจน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง บ้านเมืองสงบสุข : รากฐานแห่งความมั่นคงและความปรองดอง สังคมอารมณ์สมบูรณ์ ย่อมต้องการสภาพแวดล้อมที่สงบและมั่นคง การธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม กฎหมายที่เท่าเทียม และระบบยุติธรรมที่โปร่งใส...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.