วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวสืบจากงบฯ ภัยพิบัติฉุกเฉิน ไม่ใช่แค่...

สืบจากงบฯ ภัยพิบัติฉุกเฉิน ไม่ใช่แค่ “ไฟไหม้ผับ” ไขข้อสงสัย…เหตุการณ์แบบไหนที่รัฐต้อง่ายเงินเยียวยา?

เหตุการณ์ไฟไหม้ผับย่านลาดพร้าว สร้างความสับสนต่อคนในสังคมว่า ทำไมรัฐต้องเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ในเมื่อเป็นความผิดของสถานประกอบการ นอกจากไฟไหม้ผับแล้ว เหตุการณ์แบบไหนที่รัฐต้องจ่าย และในแต่ละปีรัฐใช้งบประมาณเพื่อการนี้ปีละเท่าไหร่

ในกรณีไฟไหม้สถานบันเทิง หลายคนอาจเข้าใจว่า ความหวังเดียวของผู้ประสบภัยคือการรอเงินชดเชยจากเจ้าของผับ แต่ในความเป็นจริง ภาครัฐมีโครงสร้างงบประมาณเยียวยา ที่จัดสรรไว้รองรับผู้ประสบภัยจากเหตุอาชญากรรม โศกนาฏกรรม และภัยพิบัติอยู่แล้วปีละหลายพันล้านบาท เรียกว่า “เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน”

โดยเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ในสถานบันเทิง ซึ่งเข้าข่ายคดีอาญา (ความประมาท/ละเลยมาตรการความปลอดภัย) ภาครัฐจะดึงเงินจาก 3 กองทุนหลักเข้ามาเยียวยาเบื้องต้นทันที คือ

1. กระทรวงยุติธรรม (พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญาฯ) ซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญของผู้บริสุทธิ์ อัตราปัจจุบันกรณีเสียชีวิต (รับสูงสุดไม่เกิน 200,000-300,000 บาท/ราย) กรณีบาดเจ็บค่ารักษาพยาบาล จ่ายตามจริงไม่เกิน 40,000-80,000 บาท ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ ไม่เกิน 20,000-50,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ คิดตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของพื้นที่ (สูงสุดไม่เกิน 1 ปี) กรณีทุพพลภาพ/สูญเสียอวัยวะ ชดเชยสูงสุด 30,000-300,000 บาท

2. เงินสงเคราะห์สาธารณภัย (ปภ. / กทม. / ท้องถิ่น) อัคคีภัยใหญ่จัดเป็นสาธารณภัย รัฐจึงมีงบฉุกเฉินเข้ามาเติมเต็ม ประกอบด้วย ค่าจัดการศพ รายละประมาณ 29,700-50,000 บาท (หากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว จะได้เงินชดเชยเพิ่มอีก 29,700 บาท) ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น อุดหนุนตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน

3. สิทธิกองทุนแรงงาน / ประกันสังคม (สำหรับพนักงานร้าน) กรณีเสียชีวิต ค่าทำศพ 50,000 บาท + เงินทดแทน 70% ของค่าจ้าง จ่ายยาวนานถึง 10 ปี ให้แก่ทายาท กรณีบาดเจ็บ รักษาฟรีตามสิทธิ และรับเงินทดแทนการขาดรายได้ 70% ตลอดระยะเวลาที่ต้องหยุดพักรักษาตัว

ไม่ใช่แค่ “ผับไหม้” เหตุการณ์แบบไหนที่รัฐต้องจ่าย

หลักการจ่ายเงินเยียวยาของรัฐไทย ไม่ได้ผูกอยู่เฉพาะเหตุไฟไหม้ผับ แต่ผูกอยู่กับฐานกฎหมายคดีอาญา และ ภัยพิบัติ/สาธารณภัย ในทุกพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเหตุกราดยิงในพื้นที่สาธารณะ, คดีทำร้ายร่างกาย, อุบัติเหตุชนแล้วหนีที่หาคู่กรณีไม่ได้, เหตุวินาศกรรม และคดีฆาตกรรม ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, อุบัติภัยร้ายแรง (โรงงานระเบิด, สะพานถล่ม, ถนนยุบ, เรืออัปปาง)

เปิดงบประมาณแผ่นดิน รัฐต้องจ่ายปีละเท่าไร?

ในแต่ละปี รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อการเยียวยาผู้เสียหายจากคดีอาญาและสาธารณภัยรวมกันตั้งแต่หลักพันล้านบาทไปจนถึงหลักหมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 3 หมวดงบประมาณหลัก คือ งบเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา ของ กระทรวงยุติธรรม งบประมาณตั้งไว้ประมาณ 300 – 500 ล้านบาทต่อปี หากปีใดมีโศกนาฏกรรมใหญ่จนงบหมด กระทรวงยุติธรรมจะทำเรื่องขออนุมัติ “งบกลาง” เพิ่มเติม 2. งบเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (ปภ. / กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) งบประมาณจัดสรรประมาณ 3,000 – 10,000+ ล้านบาทต่อปี (แปรผันตามระดับความรุนแรงของภัยพิบัติ) และ 3. กองทุนประกันสังคม / กองทุนเงินทดแทน (กระทรวงแรงงาน) ใช้งบประมาณมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ และเงินทดแทนการขาดรายได้แก่ลูกจ้างและผู้ประกันตนทั่วประเทศ

แม้วงเงินเยียวยาจากภาครัฐจะขยับสูงขึ้นตามการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจว่าในวันที่เกิดฝันร้าย รัฐจะมี “เบาะรองรับ” ความสูญเสียเบื้องต้นเสมอ ทว่าในความเป็นจริง บาดแผลจากโศกนาฏกรรมไฟไหม้และอาชญากรรมร้ายแรงมักต้องการการรักษาต่อเนื่องยาวนาน ภาระค่าใช้จ่ายที่แท้จริงจึงยังคงต้องพึ่งพาการบังคับคดีและเงินชดเชยทางแพ่งจาก “ผู้ก่อเหตุหรือเจ้าของสถานประกอบการ” เป็นหลัก ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมไทยต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและเป็นธรรมยิ่งขึ้นในอนาคต

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ไม่ใช่แค่ “อีวี” “จางเสวี่ย” ยกระดับ “มอ’ไซค์จีน” โค่น! บัลลังก์ญี่ปุ่น

“ในวันที่โลกจับตามองการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้าจีน อีกหนึ่งสมรภูมิสองล้อที่เคยถูกมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและยุโรปผูกขาดมาอย่างยาวนาน กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ด้วยฝีมือของ “จางเสวี่ย” อดีตช่างซ่อมผู้ผันตัวมาเป็นหัวหอกแห่ง ZXMOTO ชายผู้กล้าฉีกกรอบภาพจำเดิมๆ ของ “มอเตอร์ไซค์จีนราคาถูก” สู่การสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับหลายสูบ พร้อมพิสูจน์ขุมพลังด้วยการลงฟาดฟันในสนามแข่งระดับโลกอย่าง WorldSSP ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่คำโฆษณา แต่วัดกันด้วยวินาทีต่อรอบในสนามจริง จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมสองล้อจีน ที่พร้อมโค่นบัลลังก์เจ้าตลาดเดิมลงอย่างเต็มภาคภูมิ” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จางเสวี่ยเติบโตมากับความสนใจในเครื่องยนต์และมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มจากการเป็นช่างซ่อมและสะสมประสบการณ์ภาคสนามในโรงงาน/อู่ซ่อม ซึ่งทำให้เข้าใจจุดอ่อนของมอเตอร์ไซค์จีนในยุคนั้น คือเครื่องยนต์ด้อยประสิทธิภาพ การประกอบหยาบ และขาดการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เขาก่อตั้งแบรนด์มอเตอร์ไซค์ KOVE และ ZXMOTO โดยวางตำแหน่งสินค้าไว้ที่กลุ่ม "performance" คือเน้นเครื่องยนต์หลายสูบ การออกแบบสปอร์ต และการขยายตลาดต่างประเทศ แทนการแข่งขันในกลุ่มราคาถูกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว จุดเปลี่ยนสำคัญคือการส่งรถลงแข่งขันในรายการระดับโลก เช่น การเข้าร่วมรายการ WorldSSP (Supersport) ซึ่งเป็นสนามที่แบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นครอบงำมายาวนาน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้แบรนด์จีนถูกจับตามองในฐานะ...

“จางเสวี่ย” ดันมอเตอร์ไซค์จีนไต่ระดับโลก สานต่อ “วีรกรรมเดินทัพทางไกล” พลิก “สนามรบ” สู่ “สนามการค้า”

“การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” ผู้บุกเบิก ZXMOTO อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์จีนสู่ระดับโลก บนเวที “สดุดีวีรกรรมเดินทัพทางไกล” วันที่ 22 ตุลาคม 2026 เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมจิตวิญญาณแห่งการเสียสละจากอดีตสู่สมรภูมิยุคปัจจุบันอย่างทรงพลัง เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า การเดินทัพทางไกลยังไม่เคยสิ้นสุด หากแต่เปลี่ยนผ่านจากการฟันฝ่าขุนเขาและคมกระสุน มาสู่การทลายกำแพงเทคโนโลยีและการแข่งขันในตลาดสากล นี่คือบทพิสูจน์ร่วมสมัยที่ตอกย้ำว่า วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสนามรบเสมอไป แต่สามารถงอกงามขึ้นได้ในโรงงาน ห้องทดลอง และหัวใจของผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัด” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” บนเวทีครั้งนี้ ถือเป็นจุดเด่นที่สื่อความหมายได้อย่างทรงพลัง เพราะจางเสวี่ยไม่ได้เป็นเพียงแขกรับเชิญ แต่ถูกนำเสนอในฐานะ "ตัวอย่างที่มีชีวิต" ของการสืบทอดจิตวิญญาณการเดินทัพทางไกลในบริบทใหม่ นั่นคือการต่อสู้ในสนามเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม จางเสวี่ยได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกที่ผลักดันอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ของจีน ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลก การถูกเชิญมายืนบนเวทีเดียวกับวีรกรรมเดินทัพทางไกล จึงเป็นการสร้างความเชื่อมโยงเชิงวาทกรรมที่ชัดเจน กล่าวคือ การเดินทัพทางไกลในอดีต คือการเอาชนะภูมิประเทศและศัตรูด้วยความมุ่งมั่น ส่วนการเดินทัพทางไกลในยุคปัจจุบัน คือการเอาชนะข้อจำกัดทางเทคโนโลยี...

จีนขับเคลื่อน “AI+” เปลี่ยนจาก “เครื่องมือเสริม” เป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติ

“โลกกำลังจับตาการขยับตัวครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อจีนเปิดฉากอัปเกรดเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผ่านยุทธศาสตร์ "AI+" ที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ลงลึกถึงกระดูกสันหลังของทุกภาคการผลิต สลัดภาพจำเดิมจากการเป็นเพียง "โรงงานโลก" สู่ผู้ส่งออกโซลูชันอัจฉริยะและมาตรฐานเทคโนโลยีระดับสากล คลื่นปฏิรูปครั้งนี้ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทุกประเทศ ทั้งในแง่การแข่งขันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และความจำเป็นเร่งด่วนในการรื้อโครงสร้างแรงงาน  ตลอดจนกฎหมายกำกับดูแล เพื่อความอยู่รอดในภูมิทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเสริมอีกต่อไป แต่คือตัวกำหนดกติกาโลก ซึ่งทุกฝ่ายต้องเร่งเชื่อมต่อและปรับตัวให้ทันก่อนจะตกขบวน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มีช่วงเวลาที่ประเทศหนึ่งประเทศใดปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ประเทศอื่นไม่อาจเพิกเฉย วันนี้จีนกำลังอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก จีนได้เปิดฉาก "อัพเกรด" ตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ โดยมีแกนกลางอยู่ที่การแปร "พลังการผลิตคุณภาพใหม่" ให้เป็นจริง ผ่านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในทุกมิติ ของกระบวนการผลิตและการบริการ หรือที่เรียกกันว่า "AI+" สิ่งที่ทำให้การอัพเกรดครั้งนี้ แตกต่างจากการพัฒนาดิจิทัลในอดีต คือความมุ่งหมายที่จะฝัง AI ลงในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมไฮเทค แต่รวมถึงการเกษตร...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.