วันศุกร์, กันยายน 11, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวสืบจากงบฯ ภัยพิบัติฉุกเฉิน ไม่ใช่แค่...

สืบจากงบฯ ภัยพิบัติฉุกเฉิน ไม่ใช่แค่ “ไฟไหม้ผับ” ไขข้อสงสัย…เหตุการณ์แบบไหนที่รัฐต้อง่ายเงินเยียวยา?

เหตุการณ์ไฟไหม้ผับย่านลาดพร้าว สร้างความสับสนต่อคนในสังคมว่า ทำไมรัฐต้องเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ในเมื่อเป็นความผิดของสถานประกอบการ นอกจากไฟไหม้ผับแล้ว เหตุการณ์แบบไหนที่รัฐต้องจ่าย และในแต่ละปีรัฐใช้งบประมาณเพื่อการนี้ปีละเท่าไหร่

ในกรณีไฟไหม้สถานบันเทิง หลายคนอาจเข้าใจว่า ความหวังเดียวของผู้ประสบภัยคือการรอเงินชดเชยจากเจ้าของผับ แต่ในความเป็นจริง ภาครัฐมีโครงสร้างงบประมาณเยียวยา ที่จัดสรรไว้รองรับผู้ประสบภัยจากเหตุอาชญากรรม โศกนาฏกรรม และภัยพิบัติอยู่แล้วปีละหลายพันล้านบาท เรียกว่า “เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน”

โดยเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ในสถานบันเทิง ซึ่งเข้าข่ายคดีอาญา (ความประมาท/ละเลยมาตรการความปลอดภัย) ภาครัฐจะดึงเงินจาก 3 กองทุนหลักเข้ามาเยียวยาเบื้องต้นทันที คือ

1. กระทรวงยุติธรรม (พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญาฯ) ซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญของผู้บริสุทธิ์ อัตราปัจจุบันกรณีเสียชีวิต (รับสูงสุดไม่เกิน 200,000-300,000 บาท/ราย) กรณีบาดเจ็บค่ารักษาพยาบาล จ่ายตามจริงไม่เกิน 40,000-80,000 บาท ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ ไม่เกิน 20,000-50,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ คิดตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของพื้นที่ (สูงสุดไม่เกิน 1 ปี) กรณีทุพพลภาพ/สูญเสียอวัยวะ ชดเชยสูงสุด 30,000-300,000 บาท

2. เงินสงเคราะห์สาธารณภัย (ปภ. / กทม. / ท้องถิ่น) อัคคีภัยใหญ่จัดเป็นสาธารณภัย รัฐจึงมีงบฉุกเฉินเข้ามาเติมเต็ม ประกอบด้วย ค่าจัดการศพ รายละประมาณ 29,700-50,000 บาท (หากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว จะได้เงินชดเชยเพิ่มอีก 29,700 บาท) ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น อุดหนุนตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน

3. สิทธิกองทุนแรงงาน / ประกันสังคม (สำหรับพนักงานร้าน) กรณีเสียชีวิต ค่าทำศพ 50,000 บาท + เงินทดแทน 70% ของค่าจ้าง จ่ายยาวนานถึง 10 ปี ให้แก่ทายาท กรณีบาดเจ็บ รักษาฟรีตามสิทธิ และรับเงินทดแทนการขาดรายได้ 70% ตลอดระยะเวลาที่ต้องหยุดพักรักษาตัว

ไม่ใช่แค่ “ผับไหม้” เหตุการณ์แบบไหนที่รัฐต้องจ่าย

หลักการจ่ายเงินเยียวยาของรัฐไทย ไม่ได้ผูกอยู่เฉพาะเหตุไฟไหม้ผับ แต่ผูกอยู่กับฐานกฎหมายคดีอาญา และ ภัยพิบัติ/สาธารณภัย ในทุกพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเหตุกราดยิงในพื้นที่สาธารณะ, คดีทำร้ายร่างกาย, อุบัติเหตุชนแล้วหนีที่หาคู่กรณีไม่ได้, เหตุวินาศกรรม และคดีฆาตกรรม ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, อุบัติภัยร้ายแรง (โรงงานระเบิด, สะพานถล่ม, ถนนยุบ, เรืออัปปาง)

เปิดงบประมาณแผ่นดิน รัฐต้องจ่ายปีละเท่าไร?

ในแต่ละปี รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อการเยียวยาผู้เสียหายจากคดีอาญาและสาธารณภัยรวมกันตั้งแต่หลักพันล้านบาทไปจนถึงหลักหมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 3 หมวดงบประมาณหลัก คือ งบเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา ของ กระทรวงยุติธรรม งบประมาณตั้งไว้ประมาณ 300 – 500 ล้านบาทต่อปี หากปีใดมีโศกนาฏกรรมใหญ่จนงบหมด กระทรวงยุติธรรมจะทำเรื่องขออนุมัติ “งบกลาง” เพิ่มเติม 2. งบเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (ปภ. / กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) งบประมาณจัดสรรประมาณ 3,000 – 10,000+ ล้านบาทต่อปี (แปรผันตามระดับความรุนแรงของภัยพิบัติ) และ 3. กองทุนประกันสังคม / กองทุนเงินทดแทน (กระทรวงแรงงาน) ใช้งบประมาณมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ และเงินทดแทนการขาดรายได้แก่ลูกจ้างและผู้ประกันตนทั่วประเทศ

แม้วงเงินเยียวยาจากภาครัฐจะขยับสูงขึ้นตามการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจว่าในวันที่เกิดฝันร้าย รัฐจะมี “เบาะรองรับ” ความสูญเสียเบื้องต้นเสมอ ทว่าในความเป็นจริง บาดแผลจากโศกนาฏกรรมไฟไหม้และอาชญากรรมร้ายแรงมักต้องการการรักษาต่อเนื่องยาวนาน ภาระค่าใช้จ่ายที่แท้จริงจึงยังคงต้องพึ่งพาการบังคับคดีและเงินชดเชยทางแพ่งจาก “ผู้ก่อเหตุหรือเจ้าของสถานประกอบการ” เป็นหลัก ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมไทยต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและเป็นธรรมยิ่งขึ้นในอนาคต

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

เจาะโมเดล BRI “ร่วมมือดีกว่าต่อรอง” ทิศทางการพัฒนาของจีนกับบทเรียนสำหรับโลก

“ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัย คำถามสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญคือ จะดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยตรรกะของ "การต่อรอง" เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดเฉพาะหน้า หรือจะเลือกเดินเส้นทางของ "ความร่วมมือ" ที่มุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้คำตอบต่อคำถามนี้อย่างชัดเจนผ่านทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งสร้างความเจริญรอบด้าน ประชาชนอยู่ดีมีสุข บนหลักการพึ่งพาตนเองเป็นที่ตั้ง และพร้อมร่วมมือกับนานาชาติเพื่อสร้างความก้าวหน้าไปทั่วทั้งโลก” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร แนวคิด "ร่วมมือดีกว่าต่อรอง" ของจีน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน จากการเป็นประเทศที่เคยถูกคุกคามและเสียเปรียบในสนธิสัญญาไม่เสมอภาค จนนำมาสู่การยืนหยัดบนขาของตนเอง การพึ่งลำแข้งตนเองจึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา โดยเฉพาะการสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี การผลิต และความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน แต่การพึ่งพาตนเองในมุมของจีนไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศ หากหมายถึงการมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจะเปิดประเทศอย่างมั่นใจ และร่วมมือกับผู้อื่นอย่างมีศักดิ์ศรี “การต่อรอง” มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์เป็นเกมผลบวกศูนย์ ฝ่ายหนึ่งได้ย่อมหมายถึงอีกฝ่ายเสีย จึงนำไปสู่การกดดัน การแลกเปลี่ยนที่เสียเปรียบ หรือการบีบบังคับให้ยอมรับเงื่อนไข ขณะที่ “ความร่วมมือ” ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์สามารถขยายได้ หากต่างฝ่ายต่างลงทุนและแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ...

แกะรอยกลโกง “บัญชีวัด” “นอมินี-ทองคำแท่ง” เส้นทางฟอกเงินใต้เงา “ศรัทธา”

“ปฏิบัติการไซฟอนเงิน 92 ล้าน สู่ของกลางกว่า 2,000 รายการ บทเรียนราคาแพงเมื่อ “ความศรัทธา” กลายเป็นเครื่องมืออาชญากรรมทางการเงินที่ไร้ผู้ตรวจสอบ วัดพุทไธศวรรย์จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย หากรากฐานโครงสร้างยังคงปล่อยให้วัดเป็น "กล่องดำทางการเงิน" ทองคำแท่งและพระพุทธรูปทองคำ คือสินทรัพย์ในอุดมคติของการฟอกเงิน เพราะซื้อง่ายขายคล่อง มีตลาดรองรับชัดเจน และหากตรวจพบในบริเวณวัด ก็ยังสามารถอ้างได้ตลอดเวลาว่าเป็นของที่โยมนำมาถวายบูชา ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ทำไมถึงทำได้” แต่คือ “ทำไมโครงสร้างถึงเปิดช่องให้ทำมาได้ยาวนาน?” ภาพการคุมตัวอดีตพระเกจิชื่อดังวัดพุทไธศวรรย์และ “สีกาคนสนิท” พร้อมของกลางเงินสด ทองคำแท่ง พระพุทธรูปทองคำ และวัตถุมงคลกว่า 2,000 รายการ อาจดูคล้ายคดีโลกวัชชะและชู้สาวทั่วไปที่ปรากฏในพาดหัวข่าวรายวัน ทว่าหากลอกเปลือกดราม่าอารมณ์ออกไป สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกคือ “โมเดลฟอกเงินระดับตำรา” ที่อาศัยจุดบอดของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เปลี่ยนเม็ดเงินบุญให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ ต้นธารเงินมืด ทำไมวัดถึงเป็นสวรรค์ของ...

สังคมอารมณ์สมบูรณ์ บทสะท้อน “สังคมนิยม” อัตลักษณ์จีน

“ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก ระบอบสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และแนวคิดการพัฒนาที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม แนวคิด "สังคมอารมณ์สมบูรณ์" (Emotionally Complete Society) มิได้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปณิธานอันแน่วแน่ ในการสร้างสรรค์สังคมที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง เกื้อกูลกัน และพัฒนาไปอย่างยั่งยืน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร สังคมที่เจริญรอบด้าน มิติแห่งการพัฒนาที่สมดุล คือหัวใจสำคัญของสังคมอารมณ์สมบูรณ์ เป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม และนิเวศวิทยา การพัฒนาเศรษฐกิจ มิได้มุ่งเพียงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายการขจัดความยากจนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ได้ยกระดับชีวิตของผู้คนนับร้อยล้าน ให้หลุดพ้นจากความยากจน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง บ้านเมืองสงบสุข : รากฐานแห่งความมั่นคงและความปรองดอง สังคมอารมณ์สมบูรณ์ ย่อมต้องการสภาพแวดล้อมที่สงบและมั่นคง การธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม กฎหมายที่เท่าเทียม และระบบยุติธรรมที่โปร่งใส...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.