วันพุธ, กรกฎาคม 22, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวสืบจากงบฯ ภัยพิบัติฉุกเฉิน ไม่ใช่แค่...

สืบจากงบฯ ภัยพิบัติฉุกเฉิน ไม่ใช่แค่ “ไฟไหม้ผับ” ไขข้อสงสัย…เหตุการณ์แบบไหนที่รัฐต้อง่ายเงินเยียวยา?

เหตุการณ์ไฟไหม้ผับย่านลาดพร้าว สร้างความสับสนต่อคนในสังคมว่า ทำไมรัฐต้องเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ในเมื่อเป็นความผิดของสถานประกอบการ นอกจากไฟไหม้ผับแล้ว เหตุการณ์แบบไหนที่รัฐต้องจ่าย และในแต่ละปีรัฐใช้งบประมาณเพื่อการนี้ปีละเท่าไหร่

ในกรณีไฟไหม้สถานบันเทิง หลายคนอาจเข้าใจว่า ความหวังเดียวของผู้ประสบภัยคือการรอเงินชดเชยจากเจ้าของผับ แต่ในความเป็นจริง ภาครัฐมีโครงสร้างงบประมาณเยียวยา ที่จัดสรรไว้รองรับผู้ประสบภัยจากเหตุอาชญากรรม โศกนาฏกรรม และภัยพิบัติอยู่แล้วปีละหลายพันล้านบาท เรียกว่า “เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน”

โดยเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ในสถานบันเทิง ซึ่งเข้าข่ายคดีอาญา (ความประมาท/ละเลยมาตรการความปลอดภัย) ภาครัฐจะดึงเงินจาก 3 กองทุนหลักเข้ามาเยียวยาเบื้องต้นทันที คือ

1. กระทรวงยุติธรรม (พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญาฯ) ซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญของผู้บริสุทธิ์ อัตราปัจจุบันกรณีเสียชีวิต (รับสูงสุดไม่เกิน 200,000-300,000 บาท/ราย) กรณีบาดเจ็บค่ารักษาพยาบาล จ่ายตามจริงไม่เกิน 40,000-80,000 บาท ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ ไม่เกิน 20,000-50,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ คิดตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของพื้นที่ (สูงสุดไม่เกิน 1 ปี) กรณีทุพพลภาพ/สูญเสียอวัยวะ ชดเชยสูงสุด 30,000-300,000 บาท

2. เงินสงเคราะห์สาธารณภัย (ปภ. / กทม. / ท้องถิ่น) อัคคีภัยใหญ่จัดเป็นสาธารณภัย รัฐจึงมีงบฉุกเฉินเข้ามาเติมเต็ม ประกอบด้วย ค่าจัดการศพ รายละประมาณ 29,700-50,000 บาท (หากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว จะได้เงินชดเชยเพิ่มอีก 29,700 บาท) ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น อุดหนุนตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน

3. สิทธิกองทุนแรงงาน / ประกันสังคม (สำหรับพนักงานร้าน) กรณีเสียชีวิต ค่าทำศพ 50,000 บาท + เงินทดแทน 70% ของค่าจ้าง จ่ายยาวนานถึง 10 ปี ให้แก่ทายาท กรณีบาดเจ็บ รักษาฟรีตามสิทธิ และรับเงินทดแทนการขาดรายได้ 70% ตลอดระยะเวลาที่ต้องหยุดพักรักษาตัว

ไม่ใช่แค่ “ผับไหม้” เหตุการณ์แบบไหนที่รัฐต้องจ่าย

หลักการจ่ายเงินเยียวยาของรัฐไทย ไม่ได้ผูกอยู่เฉพาะเหตุไฟไหม้ผับ แต่ผูกอยู่กับฐานกฎหมายคดีอาญา และ ภัยพิบัติ/สาธารณภัย ในทุกพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเหตุกราดยิงในพื้นที่สาธารณะ, คดีทำร้ายร่างกาย, อุบัติเหตุชนแล้วหนีที่หาคู่กรณีไม่ได้, เหตุวินาศกรรม และคดีฆาตกรรม ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, อุบัติภัยร้ายแรง (โรงงานระเบิด, สะพานถล่ม, ถนนยุบ, เรืออัปปาง)

เปิดงบประมาณแผ่นดิน รัฐต้องจ่ายปีละเท่าไร?

ในแต่ละปี รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อการเยียวยาผู้เสียหายจากคดีอาญาและสาธารณภัยรวมกันตั้งแต่หลักพันล้านบาทไปจนถึงหลักหมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 3 หมวดงบประมาณหลัก คือ งบเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา ของ กระทรวงยุติธรรม งบประมาณตั้งไว้ประมาณ 300 – 500 ล้านบาทต่อปี หากปีใดมีโศกนาฏกรรมใหญ่จนงบหมด กระทรวงยุติธรรมจะทำเรื่องขออนุมัติ “งบกลาง” เพิ่มเติม 2. งบเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (ปภ. / กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) งบประมาณจัดสรรประมาณ 3,000 – 10,000+ ล้านบาทต่อปี (แปรผันตามระดับความรุนแรงของภัยพิบัติ) และ 3. กองทุนประกันสังคม / กองทุนเงินทดแทน (กระทรวงแรงงาน) ใช้งบประมาณมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ และเงินทดแทนการขาดรายได้แก่ลูกจ้างและผู้ประกันตนทั่วประเทศ

แม้วงเงินเยียวยาจากภาครัฐจะขยับสูงขึ้นตามการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจว่าในวันที่เกิดฝันร้าย รัฐจะมี “เบาะรองรับ” ความสูญเสียเบื้องต้นเสมอ ทว่าในความเป็นจริง บาดแผลจากโศกนาฏกรรมไฟไหม้และอาชญากรรมร้ายแรงมักต้องการการรักษาต่อเนื่องยาวนาน ภาระค่าใช้จ่ายที่แท้จริงจึงยังคงต้องพึ่งพาการบังคับคดีและเงินชดเชยทางแพ่งจาก “ผู้ก่อเหตุหรือเจ้าของสถานประกอบการ” เป็นหลัก ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมไทยต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและเป็นธรรมยิ่งขึ้นในอนาคต

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

“วัชระ”-“กิตติชัย” ตั้งศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมายฟรี ”เหยื่อโกงสอบท้องถิ่น“ จี้! นายกฯจับ “ปลาใหญ่” กัน “ปลาเล็ก” เป็นพยาน

"ขอย้ำว่า สำนักงานสาขาพรรคประชาธิปัตย์เขต 1 สุราษฎร์ธานี จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเพื่อช่วยเหลืออรรถคดีผู้ที่สอบท้องถิ่นแล้วถูกโกง ทุจริต สูญเสียเงินก้อน ไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง บรรจุจริง ไม่ได้กระทำการดังกล่าวก็อาจจะจริง ก็อาจจะถูกบิดา มารดา ไปซื้อตำแหน่งให้ ถูกข่มขู่ ตบทรัพย์ ซ้ำซ้อน ก็อาจจะมี พวกเราจึงตั้งศูนย์นี้ขึ้นเพื่อขอให้น้อง ๆ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่จำนวนทั้งหมดที่ถูกกระทำดังกล่าวจากเจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมือง ได้ส่งหลักฐานทั้งหมดไม่ว่าจะสลิปการโอนเงิน,แชทไลน์และการบันทึกเสียง ทางสำนักงานสาขาประชาธิปัตย์จะช่วยเหลือฟรีและเก็บเป็นความลับ เพื่อเป็นหลักฐานสาวถึงปลาตัวใหญ่ เชื่อว่าน้องเหล่านี้ต้องการที่พึ่ง ต้องการผู้ที่อาสาช่วยด้วยความจริงใจ ไม่อยากให้คนเหล่านี้ถูกดำเนินคดี ต้องการที่จะสาวไปถึงตัวการใหญ่ เพราะถ้ามุ่งดำเนินคดีกับตัวเล็กทั้งหมด จะไม่ได้ปลาตัวใหญ่ ซึ่งคนเหล่านี้พยายามที่จะตัดตอนไม่ให้ถึงปลาตัวใหญ่ เรื่องการโกงสอบท้องถิ่นเป็นการทุจริตมโหฬาร นายกรัฐมนตรีควรที่จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก" สุราษฎร์ธานี-วัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นำทีม กฎหมายช่วยเหลือเหยื่อทุจริตข้อสอบท้องถิ่น จี้! นายก...

จากสายน้ำหวงผู่ สู่ซิมโฟนีแห่งอารยธรรม เมื่อ AI หลุดพ้นจากเงามืด สู่แสงสว่างเพื่อมนุษยชาติ

“ท่ามกลางคลื่นความร้อนผสมศรัทธาอันแรงกล้า ณ นครเซี่ยงไฮ้ เดือนกรกฎาคม 2026 มหกรรมปัญญาประดิษฐ์โลก ได้กลายเป็นหมุดหมายครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อชาติสมาชิกทั่วโลกร่วมทลายกำแพงเทคโนโลยีและสลายความหวาดหวั่นต่อวิกฤต AI สู่การผนึกกำลังก่อตั้ง “องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก” เพื่อกำกับดูแลจริยธรรม การเปิดกว้างข้อมูล และการแบ่งปันเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ จากเดิมที่ AI เคยถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนและสร้างความเหลื่อมล้ำ วันนี้ภูมิแห่งปัญญาประดิษฐ์ กำลังแปรเปลี่ยนเป็น “เครื่องมือเพื่อมนุษยชาติ” ที่ทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียม นับเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนเส้นทางอนาคตของ AI จากการแข่งขันที่โดดเดี่ยว สู่บทกวีซิมโฟนีที่มวลมนุษย์ร่วมกันขับขาน อย่างอบอุ่นและสว่างไสว” เดือนกรกฎาคม 2026 ณ นครเซี่ยงไฮ้ คลื่นความร้อนอบอ้าวและคลื่นศรัทธาอันแรงกล้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ณ ศูนย์นิทรรศการริมนทีทรรศน์ (Expo Center) ริมฝั่งแม่น้ำหวงผู่ ได้กลายเป็นจุดรวมสายตาจากทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง มหกรรมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) ประจำปี...

วัดใจ!นายกฯ ชน “มาเฟีย-ตำรวจ” ล้างบาง “ผับบาร์เถื่อน” “หรือ” จะปล่อยเกียร์ว่างซ้ำซาก

“....ความสูญเสีย 33 ชีวิตที่โรงเบียร์ลาดพร้าว คือการวัดใจความกล้าหาญทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี "ชนกับกลุ่มทุนทุจริต" การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ประเภท "ไฟไหม้ที-สั่งตรวจที-ย้ายตำรวจประจาน" ไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้ ในฐานะประธาน ก.ตร. นายกรัฐมนตรีต้องใช้ “ยาแรง” เพื่อทลายเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนในวงการสีกากี เช็กบิลตำรวจผู้ใหญ่และ ‘ตำรวจหุ้นลม’ ใช้หน่วยงานที่เป็นกลาง เช่น ดีเอสไอ หรือ ป.ป.ท. เข้าจับกุมผับเถื่อนแทนตำรวจท้องที่ หากพื้นที่ใดโดนจับ ให้สั่งย้ายตำรวจระดับสูงในพื้นที่และผู้บังคับการจังหวัดทันที โดยไม่มีข้อละเว้น นอกจากนี้ต้องประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และใช้มาตรการ “ยึดทรัพย์” ทั้งเจ้าของผับเถื่อนและนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องปรับแก้กฎหมาย ดึงอำนาจการออกใบอนุญาตในเขตกรุงเทพฯ ออกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) แล้วโอนย้ายไปให้กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดูแล โดยให้ฝ่ายตำรวจทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและจับกุมเพียงอย่างเดียว เพื่อลดการผูกขาดผลประโยชน์...” เหตุการณ์โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 33...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.