สำนักงาน ปปง. มีมติยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายอาชญากรรมรายสำคัญ ทั้งคดียาเสพติด แก๊งฉ้อโกงประชาชน และการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวม 1,486 รายการ 54 รายคดี มูลค่ากว่า 605 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าส่งอัยการยื่นคำร้องให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน และคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง โดยพบเคสไฮไลท์สำคัญ อาทิ เครือข่าย “นายเฉิน จื้อ” ยึดเพิ่มอีกกว่า 115 ล้านบาท รวมถึงแก๊งหลอกลงทุนและฉ้อโกงแบรนด์เนมมูลค่าสูงสะเทือนวงการ
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 สำนักงาน ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ซึ่งมี นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ดำเนินการกับทรัพย์สินในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ การพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความผิดมูลฐานอื่นๆ โดยสรุปผลการดำเนินการที่น่าสนใจ ดังนี้
1. ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 37 รายคดี ทรัพย์สิน 1,080 รายการ พร้อมดอกผล มูลค่าประมาณ287 ล้านบาท โดยมีข้อมูลรายคดีอื่นที่น่าสนใจ ดังนี้
1.1 รายคดี นายเฉิน จื้อฯ กับพวก ซึ่งคดีดังกล่าวคณะกรรมการธุรกรรมเคยมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้แล้ว รวมมูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ 25/2569 โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน (เพิ่มเติม) อีกจำนวน 431 รายการ (เช่น เงินสด ทองรูปพรรณ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และสินทรัพย์ดิจิทัล) มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท รวมทรัพย์สินที่ดำเนินการไปแล้วมูลค่ากว่า 460 ล้านบาท (คำสั่ง ย.169/2569)
1.2 รายคดี กลุ่มบุคคลที่หลอกลวงผู้เสียหายฯ ชื่อบัญชีนายพิรุณฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 2 รายการ (สินทรัพย์ดิจิทัล) รวมมูลค่าประมาณ 83 ล้านบาท (คำสั่ง ย. 187/2569)
1.3 รายคดี นายเดวิดฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และความผิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมฯ พฤติการณ์หลอกลวงให้ผู้เสียหายร่วมลงทุน ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 54 รายการ (เช่น เงินสด นาฬิกาข้อมือ ยานพาหนะ ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท (คำสั่ง ย. 181/2569)
2. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 13 รายคดี ทรัพย์สิน 376 รายการ มูลค่าประมาณ 317 ล้านบาท เนื่องจากพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึด และอายัดทรัพย์สินของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยมีข้อมูลรายคดีที่น่าสนใจ ดังนี้
2.1 รายคดี นางสาวศิริวิภาฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน และการฉ้อโกงฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยเป็นพฤติการณ์ความผิดเกี่ยวกับการฉัอโกงฯ หลอกลวงขายสินค้าแบรนด์เนม โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 8 รายการ (เช่น นาฬิกาข้อมือ สินค้าแบรนด์เนม ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 33 ล้านบาท (คำสั่ง ย.122/2569)
2.2 รายคดี นางสาวธัญชนกฯ กับพวก กรณีความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร พฤติการณ์จำหน่ายบุหรี่และสุราผิดกฎหมายเขตพื้นที่จังหวัดในภาคใต้ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 103 รายการ (เช่น ที่ดิน สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิต และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 84 ล้านบาท (คำสั่ง ย.120/2569)
2.3 รายคดี นายวิริยะฯ กับพวก กรณีความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกง การลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยมีพฤติการณ์ หลอกลวงผู้เสียหายให้เชื่อว่าสามารถช่วยเหลือผู้ต้องขังในเรือนจำได้รับการประกันตัว และเรียกรับเงินเป็นค่าดำเนินการ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 124 รายการ (เช่น สินค้าแบรนด์แนม นาฬิกาข้อมือ วัตถุมงคล ยานพาหนะ และเงินในบัญชี
เงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 183 ล้านบาท (คำสั่ง ย.119/2569)
3. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย) จำนวน 4 รายคดี ทรัพย์สิน 30 รายการ มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท ในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน หรือการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยมีข้อมูลรายคดี
ที่น่าสนใจ ดังนี้
3.1 รายคดี Ms. Shoon Leiฯ สัญชาติเมียนมา กับพวก กรณีพฤติการณ์หลอกลวงร่วมลงทุน อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน และการฉ้อโกงฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย 1 ราย) ทรัพย์สิน 23 รายการ มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท (คำสั่ง ย.94/2569)



