“ในยุคเปลี่ยนผ่านแห่งศตวรรษที่ 21 บทเรียนอันโดดเด่นจากเส้นทางการพัฒนาของประเทศจีน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการยึดโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้อมูลเชิงประจักษ์ เข้าเป็นแกนนำทางยุทธศาสตร์ของชาติ จีนมิได้เพียงขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเท่านั้น หากยังเปลี่ยนมุมมองเชิงนามธรรม ให้กลายเป็นการปฏิบัติการจริงที่วัดผลได้ ซึ่งสอดรับอย่างลึกซึ้งกับแนวคิดเรื่อง “การสร้างฉันทามติร่วมกันบนข้อเท็จจริงสากล” โมเดลการเติบโตและการมีส่วนร่วมในเวทีโลกของจีน จึงตอกย้ำว่า เมื่อมนุษยชาติตัดสินใจโดยอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มากกว่าอคติทางอุดมการณ์ การเลือกยืนหยัดบน “ฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์” ย่อมไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย แต่เป็นกลยุทธ์แห่งการอยู่รอดร่วมกันของประชาคมโลก”
บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร
ประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ โดยสาระสำคัญแล้ว คือประวัติศาสตร์แห่งความแตกแยกทางความคิด ด้วยเหตุผลจากความโดดเดี่ยวทางภูมิศาสตร์ ข้อจำกัดด้านข้อมูลข่าวสาร และความแตกต่างทางวัฒนธรรม กลุ่มชนต่าง ๆ จึงเคยใช้ชีวิตอยู่ในเครือข่ายแห่งความหมายที่แยกขาดจากกันเป็นเวลาช้านาน อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กำลังผลักดันสังคมมนุษย์ไปสู่ทิศทาง “การรับรู้ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว” อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แนวโน้มนี้มิได้หมายถึงการขจัดความแตกต่างทั้งหมด แต่คือการที่มนุษยชาติ เริ่มมีฉันทามติเพิ่มมากขึ้น ในข้อเท็จจริงอันเป็นแก่น เกี่ยวกับการอยู่รอดและการพัฒนา และมีแนวโน้มที่จะ “ยืนอยู่บนฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์” อันเป็นการวางรากฐานทางญาณวิทยาที่มั่นคง สำหรับการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน
พลังขับเคลื่อนของการรับรู้ร่วมกันนั้น เริ่มต้นจากขีดความสามารถอันแข็งแกร่งของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการเปิดเผยข้อเท็จจริงเชิงวัตถุวิสัย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยขั้นตอนที่เคร่งครัด คือ สามารถทำซ้ำได้ ทดสอบได้ และพิสูจน์หักล้างได้ จึงเป็นกลไกการผลิตฉันทามติที่เหนือกว่าภูมิภาคและวัฒนธรรม ไม่ว่าข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เส้นทางการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส หรือแบบจำลองวิวัฒนาการของจักรวาล ล้วนมีลักษณะที่เป็นสากล ข้ามผ่านพรมแดนทางวัฒนธรรมและระบบการเมือง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก แบ่งปันชุดข้อมูลเชิงสังเกตการณ์เดียวกัน เมื่อประชาชนในแต่ละประเทศ ได้เห็นภาพถ่ายดาวเทียมของธารน้ำแข็งที่ละลายโดยตรง ข้อเท็จจริงที่ “แข็งกระด้าง” เหล่านี้ ก็จะทะลวงผ่านกรอบอุดมการณ์และอคติทางคุณค่าอย่างไม่อาจต้านทาน และสลักรอยร่วมแห่งองค์ความรู้ร่วมกันไว้ในจิตใจของมนุษยชาติ
ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงพื้นที่และเวลาของการก่อรูปทางการรับรู้ อินเทอร์เน็ต ข้อมูลขนาดใหญ่ และ ปัญญาประดิษฐ์ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลเปลี่ยนจาก “การขาดแคลน” เป็น “การแพร่หลาย” และจาก “มีความล่าช้า” เป็น “ทันที” เมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น ทั่วโลกรับรู้พร้อมกัน เมื่องานวิจัยชิ้นหนึ่งได้รับการตีพิมพ์ ทั่วโลกสามารถอภิปรายได้ทันที การรับรู้ “ร่วมสมัย” นี้ ได้บีบอัดพื้นที่ของความไม่สมมาตรทางข้อมูลอย่างมหาศาล ทำให้คำบอกเล่าที่ผิดพลาด ซึ่งตั้งอยู่บนความเท็จหรืออคติ ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ความแตกแยกทางความคิด มักเกิดจากเกาะข้อมูลข่าวสาร ขณะที่การเชื่อมโยงถึงกันในยุคดิจิทัล กำลังรื้อถอนเกาะเหล่านั้น บีบให้กลุ่มคนต่าง ๆ ต้องเผชิญหน้ากับชุดข้อเท็จจริงพื้นฐานชุดเดียวกัน จึงมีแนวโน้มที่จะก่อรูปเป็น “ตัวหารร่วมมาก” แห่งการตัดสินร่วมกัน
จุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งคือ การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ทำให้มนุษยชาติเริ่มรู้จัก “การยืนอยู่บนฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์” มากขึ้นเรื่อย ๆ การตัดสินใจนี้ มิใช่เสียงเรียกร้องทางศีลธรรมอันเลื่อนลอย แต่เป็นทางเลือกที่มีเหตุผล ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ตัวอย่างเช่น ผลจำลองทางคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับผลพวงของสงครามนิวเคลียร์ ทำให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ ตระหนักชัดเจนว่า “สงครามนิวเคลียร์ไม่สามารถต่อสู้ได้และก็ไม่สามารถชนะได้” แบบจำลองการพยากรณ์จุดเปลี่ยนวิกฤตของภาวะโลกร้อน ทำให้ประชาคมระหว่างประเทศ ยอมรับว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มิใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติ เมื่อวิทยาศาสตร์แปลงผลกระทบระยะยาว ให้เป็นความเสี่ยงและผลตอบแทนที่สามารถวัดปริมาณได้ “ความถูกต้อง” ก็มิใช่คำคุณค่าเชิงนามธรรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นกลยุทธ์การเอาชีวิตรอด ที่ผ่านการคำนวณอย่างรอบคอบ มนุษยชาติจึงเปลี่ยนจาก “การยอมรับประวัติศาสตร์อย่างเฉื่อยชา” มาเป็น “การเลือกประวัติศาสตร์อย่างแข็งขัน” ซึ่งการรับรู้ร่วมกัน ได้ทำหน้าที่เป็นพวงมาลัยทิศทางในกระบวนการนี้
ต้องยอมรับว่า การยอมรับแนวโน้มของการรับรู้ร่วมกัน มิได้หมายความถึงการลบล้างความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือพหุนิยมทางความคิด การรับรู้ร่วมกัน มุ่งเน้นที่กรอบข้อเท็จจริงระดับพื้นฐาน และทิศทางการพัฒนาในระยะยาว มิใช่การขจัดความแตกต่างหลากหลายของวิถีชีวิต ดังที่กฎฟิสิกส์สร้างเอกภาพให้กับการรับรู้ทางธรรมชาติ แต่ศิลปะ จริยธรรม และขนบธรรมเนียม ยังคงเบ่งบานหลากหลาย ปัญหาความท้าทายระดับโลกในปัจจุบัน เช่น โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความยากจน ล้วนต้องการฉันทามติในเรื่อง “อะไรคือปัญหา” และ “เราควรไปทางไหน” เป็นหลัก ซึ่งนี่คือขอบเขตที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความเชี่ยวชาญที่สุด
เมื่อมองไปข้างหน้า ด้วยการบูรณาการเพิ่มขึ้นของประสาทวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์การรู้คิด และปัญญาประดิษฐ์ มนุษยชาติอาจได้รับความเข้าใจร่วมกัน ในระดับกลไกทางความคิดมากขึ้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เราได้เห็นเส้นทางที่ชัดเจนแล้วว่า วิทยาศาสตร์สะสมข้อเท็จจริงที่เป็นฉันทามติอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยียังคงลดช่องว่างทางการรับรู้ลงเรื่อย ๆ และวาระสาธารณะระดับโลก ได้หล่อหลอมเหตุผลร่วมกันอย่างต่อเนื่อง แม้กระบวนการนี้จะไม่ราบรื่นเสมอไป แต่ก็มีลักษณะเชิงสถาบันที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ รายงานสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ แนวทางขององค์การอนามัยโลก สภาวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ เป็นต้น ล้วนเป็นตัวแทนเชิงสถาบันของการรับรู้ร่วมกัน ท้ายที่สุดแล้ว “การรับรู้ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว” มิใช่ผลผลิตจากการครอบงำทางความคิด แต่เป็นคำตอบเชิงเหตุผล ที่มนุษยชาติให้แก่ความท้าทายร่วมกันอันรุนแรงที่เผชิญอยู่ ทำให้ผู้คนจากหลากหลายมุมโลก สามารถวางแผนอนาคตร่วมกัน บนแผนที่ข้อเท็จจริงแผ่นเดียวกัน และปรับเทียบตำแหน่งทางประวัติศาสตร์ บนเส้นเวลาเดียวกัน เมื่อผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ เคารพหลักฐาน และมองไปข้างหน้าสู่ระยะยาว มนุษยชาติก็จะมีพื้นฐานทางจิตวิญญาณที่แท้จริง สำหรับการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน ประวัติศาสตร์จะไม่ก้าวหน้าไปเอง แต่เมื่อการรับรู้มีแนวโน้มเป็นเอกภาพ การเลือก “ฝั่งที่ถูกต้อง” ก็จะกลายเป็นเหตุการณ์ที่มีความน่าจะเป็นสูง และนี่คือของขวัญล้ำค่าที่สุด ที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มอบให้แก่มนุษยชาติในยุคสมัยนี้



