วันอาทิตย์, กันยายน 13, 2026

เสียงคร่ำครวญ 13,000 ชีวิต ในกรงขัง “เมียวดี” กับเดิมพันล้างบาง “สแกมเมอร์” ของ 6 ชาติลุ่มน้ำโขง

“ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มียอด “ผู้ขอความช่วยเหลือ” จากอาณาจักรคอลเซ็นเตอร์และคอมปาวด์สแกมเมอร์ในฝั่งเมียนมา พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ คาดว่าอาจมีมากถึง 13,000 คน อาณาจักรสแกมเมอร์เหล่านี้ ไม่สามารถขยายตัวจนมีเหยื่อติดค้างนับหมื่นได้เลย หากปราศจาก “ขบวนการไทยเทา” ที่จับมือสมคบคิดกับกลุ่มทุนจีนสีเทา ปฏิบัติการลักพาตัวและค้ามนุษย์ ใช้แผ่นดินไทยเป็นทั้ง “กับดัก” และ “ทางผ่าน” แม้การจับมือกันของ 6 ชาติลุ่มน้ำโขง จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กลุ่มทุนเทาต้องแตกกระเจิง แต่ตัวเลขผู้ขอความช่วยเหลือกว่า 13,000 คน คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า เครือข่ายสแกมเมอร์ยังไม่ตาย แต่กำลังปรับตัว ย้ายฐาน และกระจายตัวไปตามซอกหลืบแนวพรมแดน”

เสียงเคาะสัญญาณขอความช่วยเหลือที่เล็ดลอดข้ามแม่น้ำเมยมายังฝั่งไทย ไม่ได้เบาบางลง แม้การปราบปรามจะทวีความเข้มข้นขึ้น ข้อมูลรายงานเชิงลึกจากสื่อและภาคประชาสังคม เผยตัวเลขน่าตกใจว่า ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มียอด “ผู้ขอความช่วยเหลือ” จากอาณาจักรคอลเซ็นเตอร์และคอมปาวด์สแกมเมอร์ในฝั่งเมียนมา พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ คาดว่าอาจมีมากถึง 13,000 คน

ตัวเลขจำนวนมหาศาลนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติ แต่คือชีวิตของมนุษย์นับหมื่น ทั้งชาวจีนและชาวชาติต่างๆ ในเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ที่ถูกกักขัง บังคับใช้แรงงาน ทรมาน และบีบให้เป็นฟันเฟืองหลอกลวงผู้คนทั่วโลก อยู่หลังกำแพงสูงของเมืองสแกมเมอร์อย่าง ชเวก๊กโก และ เคเคปาร์ก

คำถามสำคัญคือ คนนับหมื่นเข้าไปอยู่ในคอมปาวด์เหล่านั้นได้อย่างไร?

รายงานเชิงสืบสวนระบุชัดเจนว่า อาณาจักรสแกมเมอร์เหล่านี้ ไม่สามารถขยายตัวจนมีเหยื่อติดค้างนับหมื่นได้เลย หากปราศจาก “ขบวนการไทยเทา” ที่จับมือสมคบคิดกับกลุ่มทุนจีนสีเทา ปฏิบัติการลักพาตัวและค้ามนุษย์ ใช้แผ่นดินไทยเป็นทั้ง “กับดัก” และ “ทางผ่าน” หลอกลวงด้วยสัญญาจ้างงานและการท่องเที่ยว ล่อลวงเหยื่อชาวต่างชาติ (โดยเฉพาะชาวจีน) เดินทางเข้าไทย อ้างการเจรจาธุรกิจ ค้าขาย หรือท่องเที่ยว

การจัดฉากอุ้ม คุมตัว เมื่อเหยื่อเหยียบสนามบินหรือเข้าพักในไทย จะมีทีมเครือข่ายคนไทยทำหน้าที่ขับรถ รับตัว คอยประกบ บังคับขู่เข็ญ หรือบางกรณีเป็นการลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ลำเลียงเหยื่อมุ่งหน้าสู่แนวชายแดนอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ก่อนลักลอบนำข้ามช่องทางธรรมชาติเข้าสู่คอมปาวด์ในฝั่งเมียนมา

นอกจากนี้ การช่วยเหลือยังติดหล่มความซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากคอมปาวด์เหล่านี้ ตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของ กองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรงของรัฐบาลกลางเมียนมา ซ้ำร้ายเมื่อเหยื่อหลบหนีข้ามมายังฝั่งไทยได้ กระบวนการคัดกรองและพิสูจน์ว่าเป็น “เหยื่อค้ามนุษย์จริง” หรือ “ผู้ร่วมขบวนการโดยสมัครใจ” ยังคงเป็นคอขวดที่ทำให้การส่งตัวกลับประเทศต้นทางดำเนินไปอย่างล่าช้า

วิกฤตความมั่นคงที่ลุกลามจนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับโลก ทำให้ รัฐบาลจีน ต้องปรับยุทธศาสตร์ เดินหน้า “ปฏิบัติการเชิงรุกข้ามพรมแดน” ร่วมกับกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ไทย, เมียนมา, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม อย่างเต็มกำลัง

อย่างไรก็ตาม แม้การจับมือกันของชาติลุ่มน้ำโขง จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กลุ่มทุนเทาต้องแตกกระเจิง แต่ตัวเลขผู้ขอความช่วยเหลือกว่า 13,000 คน คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “เครือข่ายสแกมเมอร์ยังไม่ตาย แต่กำลังปรับตัว ย้ายฐาน และกระจายตัวไปตามซอกหลืบแนวพรมแดน”

ตราบใดที่แนวพรมแดนธรรมชาติยังคงมีช่องโหว่ ขบวนการ “ไทยเทา” ยังคงแสวงหาผลประโยชน์จากการลักพาตัวเพื่อนมนุษย์ และความขัดแย้งในเมียนมายังสร้างพื้นที่สุญญากาศทางอำนาจ เมืองสแกมเมอร์เหล่านี้ ก็จะยังคงเป็นบาดแผลเรื้อรังที่คุกคามความมั่นคงของภูมิภาคต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

เจาะโมเดล BRI “ร่วมมือดีกว่าต่อรอง” ทิศทางการพัฒนาของจีนกับบทเรียนสำหรับโลก

“ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัย คำถามสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญคือ จะดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยตรรกะของ "การต่อรอง" เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดเฉพาะหน้า หรือจะเลือกเดินเส้นทางของ "ความร่วมมือ" ที่มุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้คำตอบต่อคำถามนี้อย่างชัดเจนผ่านทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งสร้างความเจริญรอบด้าน ประชาชนอยู่ดีมีสุข บนหลักการพึ่งพาตนเองเป็นที่ตั้ง และพร้อมร่วมมือกับนานาชาติเพื่อสร้างความก้าวหน้าไปทั่วทั้งโลก” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร แนวคิด "ร่วมมือดีกว่าต่อรอง" ของจีน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน จากการเป็นประเทศที่เคยถูกคุกคามและเสียเปรียบในสนธิสัญญาไม่เสมอภาค จนนำมาสู่การยืนหยัดบนขาของตนเอง การพึ่งลำแข้งตนเองจึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา โดยเฉพาะการสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี การผลิต และความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน แต่การพึ่งพาตนเองในมุมของจีนไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศ หากหมายถึงการมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจะเปิดประเทศอย่างมั่นใจ และร่วมมือกับผู้อื่นอย่างมีศักดิ์ศรี “การต่อรอง” มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์เป็นเกมผลบวกศูนย์ ฝ่ายหนึ่งได้ย่อมหมายถึงอีกฝ่ายเสีย จึงนำไปสู่การกดดัน การแลกเปลี่ยนที่เสียเปรียบ หรือการบีบบังคับให้ยอมรับเงื่อนไข ขณะที่ “ความร่วมมือ” ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์สามารถขยายได้ หากต่างฝ่ายต่างลงทุนและแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ...

แกะรอยกลโกง “บัญชีวัด” “นอมินี-ทองคำแท่ง” เส้นทางฟอกเงินใต้เงา “ศรัทธา”

“ปฏิบัติการไซฟอนเงิน 92 ล้าน สู่ของกลางกว่า 2,000 รายการ บทเรียนราคาแพงเมื่อ “ความศรัทธา” กลายเป็นเครื่องมืออาชญากรรมทางการเงินที่ไร้ผู้ตรวจสอบ วัดพุทไธศวรรย์จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย หากรากฐานโครงสร้างยังคงปล่อยให้วัดเป็น "กล่องดำทางการเงิน" ทองคำแท่งและพระพุทธรูปทองคำ คือสินทรัพย์ในอุดมคติของการฟอกเงิน เพราะซื้อง่ายขายคล่อง มีตลาดรองรับชัดเจน และหากตรวจพบในบริเวณวัด ก็ยังสามารถอ้างได้ตลอดเวลาว่าเป็นของที่โยมนำมาถวายบูชา ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ทำไมถึงทำได้” แต่คือ “ทำไมโครงสร้างถึงเปิดช่องให้ทำมาได้ยาวนาน?” ภาพการคุมตัวอดีตพระเกจิชื่อดังวัดพุทไธศวรรย์และ “สีกาคนสนิท” พร้อมของกลางเงินสด ทองคำแท่ง พระพุทธรูปทองคำ และวัตถุมงคลกว่า 2,000 รายการ อาจดูคล้ายคดีโลกวัชชะและชู้สาวทั่วไปที่ปรากฏในพาดหัวข่าวรายวัน ทว่าหากลอกเปลือกดราม่าอารมณ์ออกไป สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกคือ “โมเดลฟอกเงินระดับตำรา” ที่อาศัยจุดบอดของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เปลี่ยนเม็ดเงินบุญให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ ต้นธารเงินมืด ทำไมวัดถึงเป็นสวรรค์ของ...

สังคมอารมณ์สมบูรณ์ บทสะท้อน “สังคมนิยม” อัตลักษณ์จีน

“ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก ระบอบสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และแนวคิดการพัฒนาที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม แนวคิด "สังคมอารมณ์สมบูรณ์" (Emotionally Complete Society) มิได้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปณิธานอันแน่วแน่ ในการสร้างสรรค์สังคมที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง เกื้อกูลกัน และพัฒนาไปอย่างยั่งยืน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร สังคมที่เจริญรอบด้าน มิติแห่งการพัฒนาที่สมดุล คือหัวใจสำคัญของสังคมอารมณ์สมบูรณ์ เป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม และนิเวศวิทยา การพัฒนาเศรษฐกิจ มิได้มุ่งเพียงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายการขจัดความยากจนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ได้ยกระดับชีวิตของผู้คนนับร้อยล้าน ให้หลุดพ้นจากความยากจน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง บ้านเมืองสงบสุข : รากฐานแห่งความมั่นคงและความปรองดอง สังคมอารมณ์สมบูรณ์ ย่อมต้องการสภาพแวดล้อมที่สงบและมั่นคง การธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม กฎหมายที่เท่าเทียม และระบบยุติธรรมที่โปร่งใส...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.