“ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มียอด “ผู้ขอความช่วยเหลือ” จากอาณาจักรคอลเซ็นเตอร์และคอมปาวด์สแกมเมอร์ในฝั่งเมียนมา พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ คาดว่าอาจมีมากถึง 13,000 คน อาณาจักรสแกมเมอร์เหล่านี้ ไม่สามารถขยายตัวจนมีเหยื่อติดค้างนับหมื่นได้เลย หากปราศจาก “ขบวนการไทยเทา” ที่จับมือสมคบคิดกับกลุ่มทุนจีนสีเทา ปฏิบัติการลักพาตัวและค้ามนุษย์ ใช้แผ่นดินไทยเป็นทั้ง “กับดัก” และ “ทางผ่าน” แม้การจับมือกันของ 6 ชาติลุ่มน้ำโขง จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กลุ่มทุนเทาต้องแตกกระเจิง แต่ตัวเลขผู้ขอความช่วยเหลือกว่า 13,000 คน คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า เครือข่ายสแกมเมอร์ยังไม่ตาย แต่กำลังปรับตัว ย้ายฐาน และกระจายตัวไปตามซอกหลืบแนวพรมแดน”
เสียงเคาะสัญญาณขอความช่วยเหลือที่เล็ดลอดข้ามแม่น้ำเมยมายังฝั่งไทย ไม่ได้เบาบางลง แม้การปราบปรามจะทวีความเข้มข้นขึ้น ข้อมูลรายงานเชิงลึกจากสื่อและภาคประชาสังคม เผยตัวเลขน่าตกใจว่า ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มียอด “ผู้ขอความช่วยเหลือ” จากอาณาจักรคอลเซ็นเตอร์และคอมปาวด์สแกมเมอร์ในฝั่งเมียนมา พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ คาดว่าอาจมีมากถึง 13,000 คน
ตัวเลขจำนวนมหาศาลนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติ แต่คือชีวิตของมนุษย์นับหมื่น ทั้งชาวจีนและชาวชาติต่างๆ ในเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ที่ถูกกักขัง บังคับใช้แรงงาน ทรมาน และบีบให้เป็นฟันเฟืองหลอกลวงผู้คนทั่วโลก อยู่หลังกำแพงสูงของเมืองสแกมเมอร์อย่าง ชเวก๊กโก และ เคเคปาร์ก
คำถามสำคัญคือ คนนับหมื่นเข้าไปอยู่ในคอมปาวด์เหล่านั้นได้อย่างไร?
รายงานเชิงสืบสวนระบุชัดเจนว่า อาณาจักรสแกมเมอร์เหล่านี้ ไม่สามารถขยายตัวจนมีเหยื่อติดค้างนับหมื่นได้เลย หากปราศจาก “ขบวนการไทยเทา” ที่จับมือสมคบคิดกับกลุ่มทุนจีนสีเทา ปฏิบัติการลักพาตัวและค้ามนุษย์ ใช้แผ่นดินไทยเป็นทั้ง “กับดัก” และ “ทางผ่าน” หลอกลวงด้วยสัญญาจ้างงานและการท่องเที่ยว ล่อลวงเหยื่อชาวต่างชาติ (โดยเฉพาะชาวจีน) เดินทางเข้าไทย อ้างการเจรจาธุรกิจ ค้าขาย หรือท่องเที่ยว
การจัดฉากอุ้ม คุมตัว เมื่อเหยื่อเหยียบสนามบินหรือเข้าพักในไทย จะมีทีมเครือข่ายคนไทยทำหน้าที่ขับรถ รับตัว คอยประกบ บังคับขู่เข็ญ หรือบางกรณีเป็นการลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ลำเลียงเหยื่อมุ่งหน้าสู่แนวชายแดนอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ก่อนลักลอบนำข้ามช่องทางธรรมชาติเข้าสู่คอมปาวด์ในฝั่งเมียนมา
นอกจากนี้ การช่วยเหลือยังติดหล่มความซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากคอมปาวด์เหล่านี้ ตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของ กองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรงของรัฐบาลกลางเมียนมา ซ้ำร้ายเมื่อเหยื่อหลบหนีข้ามมายังฝั่งไทยได้ กระบวนการคัดกรองและพิสูจน์ว่าเป็น “เหยื่อค้ามนุษย์จริง” หรือ “ผู้ร่วมขบวนการโดยสมัครใจ” ยังคงเป็นคอขวดที่ทำให้การส่งตัวกลับประเทศต้นทางดำเนินไปอย่างล่าช้า
วิกฤตความมั่นคงที่ลุกลามจนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับโลก ทำให้ รัฐบาลจีน ต้องปรับยุทธศาสตร์ เดินหน้า “ปฏิบัติการเชิงรุกข้ามพรมแดน” ร่วมกับกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ไทย, เมียนมา, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม อย่างเต็มกำลัง
อย่างไรก็ตาม แม้การจับมือกันของชาติลุ่มน้ำโขง จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กลุ่มทุนเทาต้องแตกกระเจิง แต่ตัวเลขผู้ขอความช่วยเหลือกว่า 13,000 คน คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “เครือข่ายสแกมเมอร์ยังไม่ตาย แต่กำลังปรับตัว ย้ายฐาน และกระจายตัวไปตามซอกหลืบแนวพรมแดน”
ตราบใดที่แนวพรมแดนธรรมชาติยังคงมีช่องโหว่ ขบวนการ “ไทยเทา” ยังคงแสวงหาผลประโยชน์จากการลักพาตัวเพื่อนมนุษย์ และความขัดแย้งในเมียนมายังสร้างพื้นที่สุญญากาศทางอำนาจ เมืองสแกมเมอร์เหล่านี้ ก็จะยังคงเป็นบาดแผลเรื้อรังที่คุกคามความมั่นคงของภูมิภาคต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น





