วันเสาร์, ตุลาคม 17, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าว“ถอดรหัส” ไฟไหม้ “รางเตาปูน”...

“ถอดรหัส” ไฟไหม้ “รางเตาปูน” ช่องโหว่ “ลอยฟ้า” ที่คนข้างล่างต้องรู้

ภาพเปลวเพลิงที่ลุกวาบบนรางรถไฟฟ้าใกล้สถานีเตาปูน พร้อมประกายไฟและหยดสะเก็ดความร้อนที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นผิวจราจรด้านล่าง ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนในชั่วโมงเร่งด่วน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนเชิงสัญลักษณ์ที่ส่งเสียงเตือนดังไปถึงระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

คำชี้แจงเบื้องต้นช่วยคลายความกังวลได้ระดับหนึ่งว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ “รางจ่ายกระแสไฟฟ้า (Third Rail)” ไม่ใช่ “รางวิ่ง (Running Rail)” ทำให้ความเสี่ยงต่อการตกรางของขบวนรถถูกตัดออกไป ทว่าในมิติทางวิศวกรรม ความเสียหายของระบบจ่ายไฟไม่ได้จบลงแค่ระบบไฟฟ้าหยุดชะงัก หากแต่เปิดรอยแผลที่ลึกกว่านั้น ทั้งความเค้นจากอุณหภูมิสูงจัดที่กระทำต่อคานคอนกรีต และช่องโหว่ทางกายภาพที่เปลี่ยนทางวิ่งลอยฟ้า ให้กลายเป็นช่องส่งผ่านอันตรายลงสู่พื้นดิน

ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตเมืองส่วนใหญ่ ใช้รางที่สามเป็นตัวนำไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แรงดันประมาณ 750 โวลต์  เพื่อป้อนกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ตัวรถ แม้แรงดันระดับนี้จะจัดอยู่ในกลุ่มแรงดันต่ำถึงปานกลางของระบบจ่ายไฟทางวิศวกรรม แต่ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านมีค่ามหาศาล

ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชายชาญ โพธิสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า หากมีจุดต่อหลวม ขั้วเชื่อมต่อทางกลชำรุด หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปขัดขวางฉนวน  ความต่อเนื่องของกระแสไฟฟ้าจะถูกรบกวน จนเกิดปรากฏการณ์ “การอาร์กทางไฟฟ้า”

การอาร์กไม่ได้เป็นเพียงประกายไฟแลบทั่วไป แต่คือการแตกตัวของไอออนในอากาศ ที่ปลดปล่อยพลังงานความร้อนเข้มข้นออกมาทันที  อุณหภูมิบริเวณจุดอาร์กสามารถพุ่งสูงแตะหลักหลายพันองศาเซลเซียส ซึ่งเกินกว่าจุดหลอมเหลวของโลหะตัวนำไม่ว่าจะเป็นเหล็กหรืออะลูมิเนียม ส่งผลให้เนื้อโลหะหลอมละลายกลายเป็น “หยดโลหะเหลวติดไฟ” ที่พร้อมจะไหลหรือร่วงหล่นสู่ทุกพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่า

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

2 พันล้าน “ไทยพีบีเอส” กับเรตติ้งที่เงียบเหงา ผ่า!โมเดล BBC-NHK บริหาร “สื่อสาธารณะ” อย่างไร ไม่ชนตอ ‘สตง.’

“สองพันล้านจากภาษีบาป แลกกับเรตติ้งที่เงียบเหงา… คุ้มค่าจริงหรือ? ปมร้อน "ไทยพีบีเอส" ท่ามกลางสารพัดข้อครหา ทั้งการผูกขาดอำนาจบริหาร การถูกมองว่าเลือกข้างทางการเมือง ในวันที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนผ่าน สื่อสาธารณะแห่งนี้จะพิสูจน์ "คุณค่าที่แท้จริง" ต่อสังคมได้อย่างไร จะสร้างคอนเทนต์เพื่อสังคม หรือแค่แดนสนธยาของคนกลุ่มเดิม?” ข้อพิพาทระหว่าง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กับ ไทยพีบีเอส เกิดคำถามที่ว่า “สื่อสาธารณะมีอิสระแค่ไหนในการบริหารเงิน และองค์กรตรวจสอบเงินแผ่นดินควรขีดเส้นอำนาจไว้ตรงจุดใด?” คือโจทย์ใหญ่ที่สองยักษ์ใหญ่ระดับตำนานอย่าง BBC แห่งสหราชอาณาจักร และ NHK แห่งญี่ปุ่น เคยผ่านการปะทะ ถกเถียง และวางระบบแก้ปัญหาจนกลายเป็นโมเดลมาตรฐานสากลมาแล้ว อะไรคือสูตรสำเร็จที่ทำให้พวกเขา ‘รักษาเงินภาษีของประชาชน’ ไปพร้อมกับ ‘ปกป้องเสรีภาพสื่อ’ ได้อย่างลงตัว? BBC โมเดล แยกขาธุรกิจ ตั้ง ‘กำแพงเหล็ก’ คุ้มกันห้องข่าว ในอังกฤษ...

แกะสูตรลับ “มหาอำนาจการผลิตอัจฉริยะ” ทำไม? ใครก็ไล่ไม่ทัน..จีน

“ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตล้ำยุคอย่างไม่อาจโต้แย้งได้ ด้วยการผุดขึ้นของโรงงานอัจฉริยะ ศูนย์กลางการผลิตหุ่นยนต์ ฐานการผลิตชิป เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในหลายภูมิภาคของประเทศ ทั้งขนาดและอัตราเร่งของการขยายตัวนั้นเร็วกว่าประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกต้องจับตามองศักยภาพของห่วงโซ่อุปทานการผลิตยุคใหม่ของจีน ผ่านมิติสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร นโยบายรัฐและการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ การผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับ AI และ ความท้าทายและข้อจำกัดที่ยังคงมีอยู่” บทความโดย  สันติ ตั้งรพีพากร หัวใจของความสำเร็จจีนไม่ได้อยู่ที่การผลิตสินค้าล้ำยุคเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีระบบนิเวศห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรในประเทศเดียว ตั้งแต่การขุดแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) การกลั่นวัตถุดิบ การผลิตชิ้นส่วนระดับล่าง ไปจนถึงการประกอบขั้นสุดท้ายและการจัดจำหน่าย ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จีนควบคุมห่วงโซ่ตั้งแต่เหมืองลิเธียมในออสเตรเลียและอเมริกาใต้ ผ่านบริษัทอย่าง CATL และ BYD ที่ผลิตแบตเตอรี่ lithium-ion กว่า 60%...

ส่อง! แผน 5 ปีของจีน เปรียบ “ห้องทดลองอนาคต” “กระจกสะท้อนชะตากรรม” ชาวโลก

“"สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนวันนี้ คือสิ่งที่จะเกิดกับเราในวันหน้า กลายเป็นข้อสันนิษฐานที่เชื่อถือได้ ในยุคที่โลกเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งย่อมสะท้อนและส่งผลต่อจิตใจของผู้คนทั่วโลก แผนพัฒนา 5 ปีของจีน ไม่ใช่เพียงแผนเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ได้กลายเป็น "กระจกสะท้อนอนาคต" ที่ชาวโลกจำนวนไม่น้อย มองแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่จีนกำลังเผชิญและแก้ไขอยู่ในวันนี้  อาจเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญในวันข้างหน้าเช่นกัน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ปัจจุบันชาวโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งค่าครองชีพสูงขึ้น การจ้างงานที่ถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ และ AI วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะนี้ไม่จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็น "ความวิตกกังวลร่วม" ของมนุษยชาติ ผู้คนรู้สึกว่าตนถูกบังคับให้ปรับตัวตลอดเวลา ทั้งเทคโนโลยี พฤติกรรมสังคม และบรรทัดฐานทางศีลธรรม ทำให้เกิดภาวะ "เหนื่อยแต่ต้องไปต่อ" ซึ่งเปิดช่องให้สังคมมองหาทางออกแบบเบ็ดเสร็จ หรือผู้นำที่สัญญาว่าจะ "ทำให้ทุกอย่างมั่นคงอีกครั้ง" ขณะเดียวกัน มนุษย์ยังคงมีความหวัง โดยเฉพาะต่อเทคโนโลยีที่อาจยกระดับคุณภาพชีวิต และต่อโมเดลการพัฒนาที่ดู "ได้ผลจริง" อย่างที่จีนนำเสนอผ่านผลลัพธ์เชิงประจักษ์...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.