ภาพเปลวเพลิงที่ลุกวาบบนรางรถไฟฟ้าใกล้สถานีเตาปูน พร้อมประกายไฟและหยดสะเก็ดความร้อนที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นผิวจราจรด้านล่าง ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนในชั่วโมงเร่งด่วน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนเชิงสัญลักษณ์ที่ส่งเสียงเตือนดังไปถึงระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
คำชี้แจงเบื้องต้นช่วยคลายความกังวลได้ระดับหนึ่งว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ “รางจ่ายกระแสไฟฟ้า (Third Rail)” ไม่ใช่ “รางวิ่ง (Running Rail)” ทำให้ความเสี่ยงต่อการตกรางของขบวนรถถูกตัดออกไป ทว่าในมิติทางวิศวกรรม ความเสียหายของระบบจ่ายไฟไม่ได้จบลงแค่ระบบไฟฟ้าหยุดชะงัก หากแต่เปิดรอยแผลที่ลึกกว่านั้น ทั้งความเค้นจากอุณหภูมิสูงจัดที่กระทำต่อคานคอนกรีต และช่องโหว่ทางกายภาพที่เปลี่ยนทางวิ่งลอยฟ้า ให้กลายเป็นช่องส่งผ่านอันตรายลงสู่พื้นดิน
ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตเมืองส่วนใหญ่ ใช้รางที่สามเป็นตัวนำไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แรงดันประมาณ 750 โวลต์ เพื่อป้อนกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ตัวรถ แม้แรงดันระดับนี้จะจัดอยู่ในกลุ่มแรงดันต่ำถึงปานกลางของระบบจ่ายไฟทางวิศวกรรม แต่ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านมีค่ามหาศาล
ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชายชาญ โพธิสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า หากมีจุดต่อหลวม ขั้วเชื่อมต่อทางกลชำรุด หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปขัดขวางฉนวน ความต่อเนื่องของกระแสไฟฟ้าจะถูกรบกวน จนเกิดปรากฏการณ์ “การอาร์กทางไฟฟ้า”
การอาร์กไม่ได้เป็นเพียงประกายไฟแลบทั่วไป แต่คือการแตกตัวของไอออนในอากาศ ที่ปลดปล่อยพลังงานความร้อนเข้มข้นออกมาทันที อุณหภูมิบริเวณจุดอาร์กสามารถพุ่งสูงแตะหลักหลายพันองศาเซลเซียส ซึ่งเกินกว่าจุดหลอมเหลวของโลหะตัวนำไม่ว่าจะเป็นเหล็กหรืออะลูมิเนียม ส่งผลให้เนื้อโลหะหลอมละลายกลายเป็น “หยดโลหะเหลวติดไฟ” ที่พร้อมจะไหลหรือร่วงหล่นสู่ทุกพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่า





