วันศุกร์, พฤศจิกายน 6, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าว“ถอดรหัส” ไฟไหม้ “รางเตาปูน”...

“ถอดรหัส” ไฟไหม้ “รางเตาปูน” ช่องโหว่ “ลอยฟ้า” ที่คนข้างล่างต้องรู้

ภาพเปลวเพลิงที่ลุกวาบบนรางรถไฟฟ้าใกล้สถานีเตาปูน พร้อมประกายไฟและหยดสะเก็ดความร้อนที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นผิวจราจรด้านล่าง ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนในชั่วโมงเร่งด่วน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนเชิงสัญลักษณ์ที่ส่งเสียงเตือนดังไปถึงระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

คำชี้แจงเบื้องต้นช่วยคลายความกังวลได้ระดับหนึ่งว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ “รางจ่ายกระแสไฟฟ้า (Third Rail)” ไม่ใช่ “รางวิ่ง (Running Rail)” ทำให้ความเสี่ยงต่อการตกรางของขบวนรถถูกตัดออกไป ทว่าในมิติทางวิศวกรรม ความเสียหายของระบบจ่ายไฟไม่ได้จบลงแค่ระบบไฟฟ้าหยุดชะงัก หากแต่เปิดรอยแผลที่ลึกกว่านั้น ทั้งความเค้นจากอุณหภูมิสูงจัดที่กระทำต่อคานคอนกรีต และช่องโหว่ทางกายภาพที่เปลี่ยนทางวิ่งลอยฟ้า ให้กลายเป็นช่องส่งผ่านอันตรายลงสู่พื้นดิน

ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตเมืองส่วนใหญ่ ใช้รางที่สามเป็นตัวนำไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แรงดันประมาณ 750 โวลต์  เพื่อป้อนกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ตัวรถ แม้แรงดันระดับนี้จะจัดอยู่ในกลุ่มแรงดันต่ำถึงปานกลางของระบบจ่ายไฟทางวิศวกรรม แต่ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านมีค่ามหาศาล

ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชายชาญ โพธิสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า หากมีจุดต่อหลวม ขั้วเชื่อมต่อทางกลชำรุด หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปขัดขวางฉนวน  ความต่อเนื่องของกระแสไฟฟ้าจะถูกรบกวน จนเกิดปรากฏการณ์ “การอาร์กทางไฟฟ้า”

การอาร์กไม่ได้เป็นเพียงประกายไฟแลบทั่วไป แต่คือการแตกตัวของไอออนในอากาศ ที่ปลดปล่อยพลังงานความร้อนเข้มข้นออกมาทันที  อุณหภูมิบริเวณจุดอาร์กสามารถพุ่งสูงแตะหลักหลายพันองศาเซลเซียส ซึ่งเกินกว่าจุดหลอมเหลวของโลหะตัวนำไม่ว่าจะเป็นเหล็กหรืออะลูมิเนียม ส่งผลให้เนื้อโลหะหลอมละลายกลายเป็น “หยดโลหะเหลวติดไฟ” ที่พร้อมจะไหลหรือร่วงหล่นสู่ทุกพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่า

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

“ส่อง” เกมการทูตจีนกลางวิกฤตสหรัฐฯ–อิหร่าน ไม่เติมไฟ ไม่เลือกข้าง สู่ยุทธศาสตร์สันติภาพถาวร

“ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นในตะวันออกกลาง จากกรณีพิพาทระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งสร้างความหวั่นวิตกไปทั่วประชาคมโลกนั้น การวางตัวของรัฐบาลจีน ได้กลายเป็นจุดสนใจสำคัญของนานาชาติ เพราะจีนมิได้เลือกข้างหรือเติมเชื้อไฟในความขัดแย้ง หากแต่ยืนหยัดในแนวทางที่หนักแน่นมั่นคง มุ่งประสานเชื่อมโยงกับประเทศในย่านอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดง พร้อมยืนยันในแนวทางการสร้างสันติภาพอย่างถาวร การวางตัวเช่นนี้มิใช่เพียงมุมสะท้อนทางการทูตในภาวะวิกฤต หากแต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว ในการกำกับทิศทางโลกไปสู่ยุคสังคมสันติสุข” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร สังคมสันติสุขมิได้หมายถึงเพียงการปราศจากสงคราม หากแต่หมายถึงสภาวะที่ประเทศต่างๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนซึ่งกันและกัน การแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกพหุภาคี ในโลกที่เชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง  สันติภาพจึงมิใช่สินค้าฟุ่มเฟือย หากแต่เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น จำเป็นต่อการพัฒนาและการอยู่รอดร่วมกันของมนุษยชาติ กรณีพิพาทสหรัฐฯ–อิหร่าน แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การใช้มาตรการกดดันสูงสุด และการตอบโต้แบบตาต่อตา ทำให้ความขัดแย้งลุกลามเป็นวงกว้าง สร้างความไม่แน่นอนต่อตลาดพลังงานโลก เส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง รวมถึงความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศ ผลกระทบมิได้จำกัดอยู่เพียงคู่ขัดแย้ง หากแต่ลามไปถึงประเทศที่สาม ที่มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง นี่คือบทเรียนว่า ตรรกะ "ผู้ชนะได้ทั้งหมด" ไม่สอดคล้องกับโลกที่พึ่งพาอาศัยกันในปัจจุบัน จุดเด่นของการวางตัวของจีนในวิกฤตนี้ ประกอบด้วยสามมิติ คือ มิติที่หนึ่ง...

พลิกกระดานอำนาจ “วอชิงตัน” “คองเกรส” เปลี่ยนขั้ว ดึงเบรก “สงคราม” จับตา “มังกร” ชิงดุลอำนาจโลก

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างอำนาจในกรุงวอชิงตัน เมื่อพรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะและครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา ส่งผลให้สหรัฐฯ ก้าวเข้าสู่ภาวะ "รัฐบาลแบ่งแยก" อย่างเต็มรูปแบบ ชัยชนะครั้งนี้ ไม่เพียงกำหนดทิศทางการเมืองภายในประเทศช่วงสองปีสุดท้ายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงสมรภูมิความขัดแย้งทั่วโลก ผลลัพธ์ที่ปรากฏ สะท้อนเสียงเตือนจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระและชาวอเมริกันในเขตชานเมือง  โดยมีปัจจัยสำคัญคือ แรงกดดันทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภาระค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานโลก การเลือกตั้งครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงกระแสปฏิเสธสงคราม ความไม่พอใจของชาวสหรัฐฯต่อการดึงสหรัฐฯเข้าสู่ความขัดแย้งทางทหารในต่างแดน โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งทำเนียบขาวออกมายอมรับว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกัน ชัยชนะของพรรคเดโมแครตครั้งนี้ มีผลกระทบต่อสงครามอเมริกา–อิหร่านและตะวันออกกลาง    โดยคาดว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ จะใช้ "อำนาจคุมงบประมาณ"มีแนวโน้มตัดทอนหรือผูกเงื่อนไขเข้มงวดในงบประมาณกลาโหม เพื่อไม่ให้ฝ่ายบริหารนำงบไปใช้ขยายปฏิบัติการเชิงรุกต่ออิหร่าน    ซึ่งสภาคองเกรส เตรียมผลักดันมติบังคับให้ประธานาธิบดีต้องขออนุมัติ ก่อนเปิดฉากโจมตีฝ่ายเดียว ด้วยกฎหมาย War Powers Resolution เพื่อผ่อนคลายราคาน้ำมันโลก ความกดดันทางการเมืองภายใน...

ส่องอาณาจักร BYD ไม่ใช่แค่ผลิตรถยนต์ แต่คือฟันเฟืองขับเคลื่อนเทคโนโลยีของจีน

“เมื่อกล่าวถึงบริษัท BYD (Build Your Dreams) ภาพที่คนส่วนใหญ่เห็นในหัวคือผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของจีนและของโลก แต่แท้จริงแล้ว BYD มิได้เป็นเพียงบริษัทรถยนต์เท่านั้น หากแต่เป็น "อาณาจักรธุรกิจ" ที่แผ่ขยายอิทธิพลครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมสำคัญ ทั้งพลังงาน แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รถไฟ และระบบขนส่งมวลชน เป็นบริษัทเทคโนโลยีแบบบูรณาการ (Integrated Technology Company) มากกว่าผู้ผลิตรถยนต์เพียงอย่างเดียว” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร BYD ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1995 โดย หวัง ฉวนฝู (Wang Chuanfu) เริ่มต้นจากธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ rechargeable สำหรับโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก่อนจะขยายสู่การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และพลังงานสะอาดตามลำดับ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าซื้อกิจการบริษัทผลิตรถยนต์...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.