วันจันทร์, กันยายน 21, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าว“ถอดรหัส” ไฟไหม้ “รางเตาปูน”...

“ถอดรหัส” ไฟไหม้ “รางเตาปูน” ช่องโหว่ “ลอยฟ้า” ที่คนข้างล่างต้องรู้

ภาพเปลวเพลิงที่ลุกวาบบนรางรถไฟฟ้าใกล้สถานีเตาปูน พร้อมประกายไฟและหยดสะเก็ดความร้อนที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นผิวจราจรด้านล่าง ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนในชั่วโมงเร่งด่วน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนเชิงสัญลักษณ์ที่ส่งเสียงเตือนดังไปถึงระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

คำชี้แจงเบื้องต้นช่วยคลายความกังวลได้ระดับหนึ่งว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ “รางจ่ายกระแสไฟฟ้า (Third Rail)” ไม่ใช่ “รางวิ่ง (Running Rail)” ทำให้ความเสี่ยงต่อการตกรางของขบวนรถถูกตัดออกไป ทว่าในมิติทางวิศวกรรม ความเสียหายของระบบจ่ายไฟไม่ได้จบลงแค่ระบบไฟฟ้าหยุดชะงัก หากแต่เปิดรอยแผลที่ลึกกว่านั้น ทั้งความเค้นจากอุณหภูมิสูงจัดที่กระทำต่อคานคอนกรีต และช่องโหว่ทางกายภาพที่เปลี่ยนทางวิ่งลอยฟ้า ให้กลายเป็นช่องส่งผ่านอันตรายลงสู่พื้นดิน

ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตเมืองส่วนใหญ่ ใช้รางที่สามเป็นตัวนำไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แรงดันประมาณ 750 โวลต์  เพื่อป้อนกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ตัวรถ แม้แรงดันระดับนี้จะจัดอยู่ในกลุ่มแรงดันต่ำถึงปานกลางของระบบจ่ายไฟทางวิศวกรรม แต่ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านมีค่ามหาศาล

ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชายชาญ โพธิสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า หากมีจุดต่อหลวม ขั้วเชื่อมต่อทางกลชำรุด หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปขัดขวางฉนวน  ความต่อเนื่องของกระแสไฟฟ้าจะถูกรบกวน จนเกิดปรากฏการณ์ “การอาร์กทางไฟฟ้า”

การอาร์กไม่ได้เป็นเพียงประกายไฟแลบทั่วไป แต่คือการแตกตัวของไอออนในอากาศ ที่ปลดปล่อยพลังงานความร้อนเข้มข้นออกมาทันที  อุณหภูมิบริเวณจุดอาร์กสามารถพุ่งสูงแตะหลักหลายพันองศาเซลเซียส ซึ่งเกินกว่าจุดหลอมเหลวของโลหะตัวนำไม่ว่าจะเป็นเหล็กหรืออะลูมิเนียม ส่งผลให้เนื้อโลหะหลอมละลายกลายเป็น “หยดโลหะเหลวติดไฟ” ที่พร้อมจะไหลหรือร่วงหล่นสู่ทุกพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่า

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

“แก่น ของ แก่น” “เส้นแดง ของ เส้นแดง” การรวม “ไต้หวัน” คือสิ่งต้องเป็นไป ไร้ข้อต่อรองใดๆ

“ถ้อยแถลงที่ว่า "การรวมไต้หวันเป็นสิ่งต้องเป็นไป ไร้ประเด็นต่อรองใดๆ" มิใช่เพียงคำประกาศทางการเมือง หากแต่เป็นคำอธิบายที่กระชับและตรงที่สุดต่อธรรมชาติของประเด็นไต้หวันในฐานะ "แก่นแก่นของแก่น" (核心的核心) และ "เส้นแดงของเส้นแดง" (红线的红线) ในวาทกรรมและยุทธศาสตร์ของจีน การทำความเข้าใจถ้อยแถลงนี้ จึงต้องอ่านทั้งในมิติของหลักการทางประวัติศาสตร์  กฎหมาย อธิปไตย และในมิติของพลวัตกระบวนการรวมที่กำลังดำเนินอยู่จริง” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จีนยืนยันหลักการ "จีนเดียว" (一个中国原则) โดยถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนมาตั้งแต่โบราณ และสถานะนี้ได้รับการยืนยันซ้ำ ผ่านเอกสารระหว่างประเทศสำคัญ เช่น แถลงการณ์ไคโร (1943), แถลงการณ์พ็อตสแดม (1945) และมติสมัชชาสหประชาชาติที่ 2758 (1971) ซึ่งรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นผู้แทนชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียวของจีน ดังนั้นประเด็นไต้หวันจึงถูกจัดวางเป็น "กิจการภายใน" ที่ไม่อยู่ในวิสัยของการเจรจาแลกเปลี่ยนกับอำนาจภายนอก "แก่นแก่นของแก่น" และ "เส้นแดงของเส้นแดง" การเรียกประเด็นนี้ว่าเป็น "แก่นของแก่น"...

20 ปี PIM บทพิสูจน์จากมหาวิทยาลัยเซเว่น สู่มหาวิทยาลัยสร้างคน

จากจุดเริ่มต้นสู่เส้นทางเกือบ 20 ปีของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การศึกษาไม่ควรหยุดเรียนรู้อยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับโลกการทำงานจริง เพื่อสร้างคนให้มีทักษะ พร้อมทำงาน และมีงานทำ เบื้องหลังเส้นทางนี้ เริ่มต้นจากประสบการณ์ชีวิตและความเชื่อของ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ที่นำบทเรียนจากการ “เรียนไป ทำงานไป” ของตัวเอง มาสร้างเป็นโมเดลสร้างคนผ่านการศึกษา จนถึงวันที่บัณฑิตได้รับการยอมรับจากองค์กรต่าง ๆ เส้นทางของ PIM จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการสร้างมหาวิทยาลัย แต่คือการพิสูจน์ว่า “โอกาสทางการศึกษา” สามารถเปลี่ยนอนาคตของคนได้จริง นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ชวนย้อนเรื่องราวเกือบ 20 ปี ว่า… มีเรื่องเล่าหนึ่งที่ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังมากนัก มันเป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อายุยังไม่ครบ 20 ปี ต้องเรียนภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำงานไปด้วยกับเครือเจริญโภคภัณฑ์...

Tech War “สหรัฐฯ–จีน” ศึกชิงบัลลังก์ AI เดิมพันอนาคตโลก

“สหรัฐอเมริกาและจีน เป็นสองมหาอำนาจที่มีบทบาทชี้ขาดต่อทิศทางของปัญญาประดิษฐ์ (AI)  ในศตวรรษที่ 21 ทั้งสองประเทศต่างลงทุนมหาศาล พัฒนาเทคโนโลยี และกำหนดนโยบายเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนากลับมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติของปรัชญา โครงสร้างสถาบัน และเป้าหมายสุดท้าย เปรียบเทียบแนวทางทั้งสองผ่านกรอบนโยบายของรัฐ บทบาทภาคเอกชน ระบบนิเวศวิจัย ด้านจริยธรรมและการกำกับดูแล ตลอดจนยุทธศาสตร์ระดับโลก มีความแตกต่างกันอย่างไร” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร สหรัฐอเมริกา ดำเนินแนวทางปัญญาประดิษฐ์แบบ "ตลาดนำ รัฐสนับสนุน" รัฐบาลกลางกำหนดทิศทางผ่านเอกสารสำคัญ เช่น National AI Initiative Act (2020) และ Executive Order ว่าด้วย AI ที่ผลัดเปลี่ยนตามแต่ละสมัย แต่การลงทุนหลักมาจากภาคเอกชน รัฐทำหน้าที่อำนวยสภาพแวดล้อม...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.