การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างอำนาจในกรุงวอชิงตัน เมื่อพรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะและครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา ส่งผลให้สหรัฐฯ ก้าวเข้าสู่ภาวะ “รัฐบาลแบ่งแยก” อย่างเต็มรูปแบบ
ชัยชนะครั้งนี้ ไม่เพียงกำหนดทิศทางการเมืองภายในประเทศช่วงสองปีสุดท้ายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงสมรภูมิความขัดแย้งทั่วโลก
ผลลัพธ์ที่ปรากฏ สะท้อนเสียงเตือนจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระและชาวอเมริกันในเขตชานเมือง โดยมีปัจจัยสำคัญคือ แรงกดดันทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภาระค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานโลก
การเลือกตั้งครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงกระแสปฏิเสธสงคราม ความไม่พอใจของชาวสหรัฐฯต่อการดึงสหรัฐฯเข้าสู่ความขัดแย้งทางทหารในต่างแดน โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งทำเนียบขาวออกมายอมรับว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกัน
ชัยชนะของพรรคเดโมแครตครั้งนี้ มีผลกระทบต่อสงครามอเมริกา–อิหร่านและตะวันออกกลาง โดยคาดว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ จะใช้ “อำนาจคุมงบประมาณ”มีแนวโน้มตัดทอนหรือผูกเงื่อนไขเข้มงวดในงบประมาณกลาโหม เพื่อไม่ให้ฝ่ายบริหารนำงบไปใช้ขยายปฏิบัติการเชิงรุกต่ออิหร่าน ซึ่งสภาคองเกรส เตรียมผลักดันมติบังคับให้ประธานาธิบดีต้องขออนุมัติ ก่อนเปิดฉากโจมตีฝ่ายเดียว ด้วยกฎหมาย War Powers Resolution เพื่อผ่อนคลายราคาน้ำมันโลก
ความกดดันทางการเมืองภายใน จะบีบให้วอชิงตันต้องมองหาทางลง ด้วยการเปิดพื้นที่เจรจา ผ่านตัวกลางทางการทูต เช่น กาตาร์ ขณะที่รัฐบาลเตหะรานมองว่า นี่คือโอกาสทองในการเพิ่มอำนาจต่อรอง เพื่อผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร
ด้านประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน และประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี กำลังเตรียมเผชิญหน้ากับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในสถานะทางการเมืองที่เปลี่ยนไป ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่อาจพลิกผันดุลสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกจับตามองคือ ท่าทีของมหาอำนาจจีน ซึ่ง เหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ออกแถลงข่าวในวันพุธที่ 4 พ.ย. 2026 ว่า “การเลือกตั้งกลางเทอมเป็นกิจการภายในของสหรัฐอเมริกา” จีนพร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อไป เพื่อรักษาและดำเนินการตามฉันทามติสำคัญที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้ รวมถึงยกระดับการติดต่อสื่อสาร บริหารจัดการความเห็นต่างอย่างเหมาะสม รวมทั้งขยายความร่วมมือ เดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ อย่างสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพ ตั้งอยู่บนหลักของการเคารพซึ่งกันและกัน
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 ทำหน้าที่เสมือน “เบรกเกอร์ทางการเมือง” ที่หยุดยั้งการขยายวงของสงครามที่สหรัฐฯเป็นผู้เปิดแนวรบโดยตรงอย่างกรณีอิหร่าน เปิดโอกาสให้โลกค่อยๆก้าวไปสู่ทิศทางของสันติภาพมากขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯน่าจะปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งภายในวอชิงตัน อาจดึงความสนใจของสหรัฐฯออกจากเวทีโลก เปิดทางให้จีนเร่งขยายอิทธิพลทางการทูตและเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ได้ราบรื่นมากขึ้น





