วันพุธ, พฤศจิกายน 4, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวพลิกกระดานอำนาจ “วอชิงตัน” “คองเกรส”...

พลิกกระดานอำนาจ “วอชิงตัน” “คองเกรส” เปลี่ยนขั้ว ดึงเบรก “สงคราม” จับตา “มังกร” ชิงดุลอำนาจโลก

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างอำนาจในกรุงวอชิงตัน เมื่อพรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะและครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา ส่งผลให้สหรัฐฯ ก้าวเข้าสู่ภาวะ “รัฐบาลแบ่งแยก” อย่างเต็มรูปแบบ

ชัยชนะครั้งนี้ ไม่เพียงกำหนดทิศทางการเมืองภายในประเทศช่วงสองปีสุดท้ายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงสมรภูมิความขัดแย้งทั่วโลก

ผลลัพธ์ที่ปรากฏ สะท้อนเสียงเตือนจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระและชาวอเมริกันในเขตชานเมือง  โดยมีปัจจัยสำคัญคือ แรงกดดันทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภาระค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานโลก

การเลือกตั้งครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงกระแสปฏิเสธสงคราม ความไม่พอใจของชาวสหรัฐฯต่อการดึงสหรัฐฯเข้าสู่ความขัดแย้งทางทหารในต่างแดน โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งทำเนียบขาวออกมายอมรับว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกัน

ชัยชนะของพรรคเดโมแครตครั้งนี้ มีผลกระทบต่อสงครามอเมริกา–อิหร่านและตะวันออกกลาง    โดยคาดว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ จะใช้ “อำนาจคุมงบประมาณ”มีแนวโน้มตัดทอนหรือผูกเงื่อนไขเข้มงวดในงบประมาณกลาโหม เพื่อไม่ให้ฝ่ายบริหารนำงบไปใช้ขยายปฏิบัติการเชิงรุกต่ออิหร่าน    ซึ่งสภาคองเกรส เตรียมผลักดันมติบังคับให้ประธานาธิบดีต้องขออนุมัติ ก่อนเปิดฉากโจมตีฝ่ายเดียว ด้วยกฎหมาย War Powers Resolution เพื่อผ่อนคลายราคาน้ำมันโลก

ความกดดันทางการเมืองภายใน จะบีบให้วอชิงตันต้องมองหาทางลง ด้วยการเปิดพื้นที่เจรจา ผ่านตัวกลางทางการทูต เช่น กาตาร์ ขณะที่รัฐบาลเตหะรานมองว่า นี่คือโอกาสทองในการเพิ่มอำนาจต่อรอง เพื่อผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร

ด้านประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน และประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี กำลังเตรียมเผชิญหน้ากับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในสถานะทางการเมืองที่เปลี่ยนไป ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่อาจพลิกผันดุลสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกจับตามองคือ ท่าทีของมหาอำนาจจีน ซึ่ง เหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ออกแถลงข่าวในวันพุธที่ 4 พ.ย. 2026 ว่า “การเลือกตั้งกลางเทอมเป็นกิจการภายในของสหรัฐอเมริกา” จีนพร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อไป เพื่อรักษาและดำเนินการตามฉันทามติสำคัญที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้ รวมถึงยกระดับการติดต่อสื่อสาร บริหารจัดการความเห็นต่างอย่างเหมาะสม  รวมทั้งขยายความร่วมมือ เดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ อย่างสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพ ตั้งอยู่บนหลักของการเคารพซึ่งกันและกัน

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 ทำหน้าที่เสมือน “เบรกเกอร์ทางการเมือง” ที่หยุดยั้งการขยายวงของสงครามที่สหรัฐฯเป็นผู้เปิดแนวรบโดยตรงอย่างกรณีอิหร่าน เปิดโอกาสให้โลกค่อยๆก้าวไปสู่ทิศทางของสันติภาพมากขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯน่าจะปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งภายในวอชิงตัน อาจดึงความสนใจของสหรัฐฯออกจากเวทีโลก เปิดทางให้จีนเร่งขยายอิทธิพลทางการทูตและเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ได้ราบรื่นมากขึ้น

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ส่องอาณาจักร BYD ไม่ใช่แค่ผลิตรถยนต์ แต่คือฟันเฟืองขับเคลื่อนเทคโนโลยีของจีน

“เมื่อกล่าวถึงบริษัท BYD (Build Your Dreams) ภาพที่คนส่วนใหญ่เห็นในหัวคือผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของจีนและของโลก แต่แท้จริงแล้ว BYD มิได้เป็นเพียงบริษัทรถยนต์เท่านั้น หากแต่เป็น "อาณาจักรธุรกิจ" ที่แผ่ขยายอิทธิพลครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมสำคัญ ทั้งพลังงาน แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รถไฟ และระบบขนส่งมวลชน เป็นบริษัทเทคโนโลยีแบบบูรณาการ (Integrated Technology Company) มากกว่าผู้ผลิตรถยนต์เพียงอย่างเดียว” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร BYD ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1995 โดย หวัง ฉวนฝู (Wang Chuanfu) เริ่มต้นจากธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ rechargeable สำหรับโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก่อนจะขยายสู่การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และพลังงานสะอาดตามลำดับ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าซื้อกิจการบริษัทผลิตรถยนต์...

ภาพลวงตา “เชลฟ์ว่าง” “กักตุนอาหาร” ตื่นตระหนกผิดจุด เปิด 4 เช็กลิสต์รอดวิกฤตสงคราม

เมื่อสัญญาณความขัดแย้งระดับโลกเริ่มคุกรุ่น คำถามแรกที่ผุดขึ้นในใจผู้คนแทบทุกยุคสมัยคือ “เราจะอดตายไหม?” และภาพจำอันดับแรกที่ตามมาเสมอคือภาพผู้คนเบียดเสียดแย่งชิงสินค้า กว้านซื้อข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่มจนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตเกลี้ยงภายในพริบตา แต่สำหรับประเทศไทย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของโลก” คำถามสำคัญคือ ในยามวิกฤตสงคราม เราจำเป็นต้องตระหนกถึงขั้นกักตุนอาหารจริงหรือ? หากมองในเชิงโครงสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ตัวเลขเชิงประจักษ์บ่งชี้ชัดเจนว่า ประเทศไทยอยู่ในสถานะ ผู้ส่งออกอาหารสุทธิ (Net Food Exporter) มาโดยตลอด ในแต่ละปีประเทศไทยผลิตข้าวเปลือกได้ปริมาณมหาศาล แปรรูปเป็นข้าวสารได้เฉลี่ยราว 20 ล้านตัน ขณะที่คนไทยทั้งประเทศบริโภครวมกันเพียงประมาณ 10–11 ล้านตันต่อปี นั่นหมายความว่า หากการค้าโลกปิดประตูลง และการส่งออกหยุดชะงัก ข้าวสารส่วนเกินเกือบครึ่งหนึ่งจะถูกกักเก็บและหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ ไทยเป็นฐานการผลิตเนื้อไก่และสุกรชั้นนำ มีอุตสาหกรรมประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค โครงสร้างการผลิตอาหารโปรตีนพื้นฐานจึงไม่ขาดแคลน ประกอบกับภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการรอด สภาพอากาศ แหล่งน้ำธรรมชาติ และดินที่เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี ทำให้ชุมชนและต่างจังหวัดมีโครงข่ายอาหารธรรมชาติที่เข้มแข็ง ในเชิงกายภาพ ประเทศไทยไม่มีทางเผชิญภาวะ...

300 นักวิทย์หัวกะทิ-โนเบล บุก…เซี่ยงไฮ้ ผ่าทางรอดวิกฤตโลก

“การประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์โลกประจำปี 2026 (World Laureates Forum : WLF ) จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์หลินกั่ง (Lingang Science Center) นครเซี่ยงไฮ้ โดยมีนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลและรางวัลระดับโลกสาขาต่างๆ กว่า 300 คน จากกว่า 40 ประเทศเข้าร่วม พร้อมด้วยนักวิจัยรุ่นใหม่และตัวแทนภาคอุตสาหกรรม การประชุมปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม "วิทยาศาสตร์เปิดกว้าง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน" มุ่งเน้นการหารือเกี่ยวกับความก้าวหน้าล้ำสมัยและการแก้ปัญหาความท้าทายระดับโลก อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญญาประดิษฐ์ และสุขภาพโลก” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร การประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์โลก เกิดขึ้นจากแนวคิดริเริ่มของ ศาสตราจารย์โรเจอร์ คอร์นเบิร์ก นักชีวเคมีชาวอเมริกัน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี 2006...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.