วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 5, 2026
หน้าแรกต่างประเทศจีน“ส่อง” เกมการทูตจีนกลางวิกฤตสหรัฐฯ–อิหร่าน ไม่เติมไฟ ไม่เลือกข้าง สู่ยุทธศาสตร์สันติภาพถาวร

Related Posts

“ส่อง” เกมการทูตจีนกลางวิกฤตสหรัฐฯ–อิหร่าน ไม่เติมไฟ ไม่เลือกข้าง สู่ยุทธศาสตร์สันติภาพถาวร

“ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นในตะวันออกกลาง จากกรณีพิพาทระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งสร้างความหวั่นวิตกไปทั่วประชาคมโลกนั้น การวางตัวของรัฐบาลจีน ได้กลายเป็นจุดสนใจสำคัญของนานาชาติ เพราะจีนมิได้เลือกข้างหรือเติมเชื้อไฟในความขัดแย้ง หากแต่ยืนหยัดในแนวทางที่หนักแน่นมั่นคง มุ่งประสานเชื่อมโยงกับประเทศในย่านอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดง พร้อมยืนยันในแนวทางการสร้างสันติภาพอย่างถาวร การวางตัวเช่นนี้มิใช่เพียงมุมสะท้อนทางการทูตในภาวะวิกฤต หากแต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว ในการกำกับทิศทางโลกไปสู่ยุคสังคมสันติสุข”

บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร

สังคมสันติสุขมิได้หมายถึงเพียงการปราศจากสงคราม หากแต่หมายถึงสภาวะที่ประเทศต่างๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนซึ่งกันและกัน การแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกพหุภาคี ในโลกที่เชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง  สันติภาพจึงมิใช่สินค้าฟุ่มเฟือย หากแต่เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น จำเป็นต่อการพัฒนาและการอยู่รอดร่วมกันของมนุษยชาติ

กรณีพิพาทสหรัฐฯ–อิหร่าน แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การใช้มาตรการกดดันสูงสุด และการตอบโต้แบบตาต่อตา ทำให้ความขัดแย้งลุกลามเป็นวงกว้าง สร้างความไม่แน่นอนต่อตลาดพลังงานโลก เส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง รวมถึงความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศ ผลกระทบมิได้จำกัดอยู่เพียงคู่ขัดแย้ง หากแต่ลามไปถึงประเทศที่สาม ที่มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง นี่คือบทเรียนว่า ตรรกะ “ผู้ชนะได้ทั้งหมด” ไม่สอดคล้องกับโลกที่พึ่งพาอาศัยกันในปัจจุบัน

จุดเด่นของการวางตัวของจีนในวิกฤตนี้ ประกอบด้วยสามมิติ คือ

มิติที่หนึ่ง — การไม่เลือกข้างอย่างมีหลักการ จีนมิได้ประกาศสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเปิดเผย หากแต่ย้ำเสมอว่าการแก้ไขปัญหาต้องทำผ่านการเจรจาและการทูต มิใช่การคุกคามด้วยกำลัง นี่มิใช่ความไม่ชัดเจน หากแต่เป็นการวางตำแหน่งเป็น “ผู้สร้างเสถียรภาพ” มากกว่าผู้เล่นที่แสวงหาผลประโยชน์ระยะสั้น

มิติที่สอง — การไม่เติมไฟ จีนหลีกเลี่ยงการส่งอาวุธหรือการยั่วยุทางวาทกรรม ที่อาจทำให้สถานการณ์บานปลาย ในขณะที่มหาอำนาจบางประเทศ เลือกใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวและมาตรการทางทหาร จีนกลับเน้นการลดระดับความตึงเครียด ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทางการทูตที่จีนยึดถือมาอย่างยาวนาน

มิติที่สาม — การเดินหน้าประสานเชื่อม จีนมิได้หยุดนิ่งในภาวะวิกฤต หากแต่ใช้โอกาสนี้กระชับความสัมพันธ์กับประเทศในย่านอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดง ผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โครงการโครงสร้างพื้นฐานและการทูตเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยสร้าง “ผลประโยชน์ร่วม” ที่ทำให้สันติภาพมีราคาที่ทุกฝ่ายยินดีจ่าย

การที่จีนยืนยันในแนวทางสร้างสันติภาพอย่างถาวร มิใช่เพียงวาทกรรม หากแต่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมของภูมิภาค กล่าวคือ

· เสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลกและของจีน การรักษาสันติภาพจึงเท่ากับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก

· การเชื่อมโยงผ่านข้อริเริ่มเส้นทางสายไหม ทะเลแดงและอ่าวเปอร์เซียเป็น node สำคัญของ Belt and Road Initiative ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

· การสร้างบรรทัดฐานใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จีนเสนอทางเลือกที่สามระหว่าง “การแทรกแซง” กับ “การเพิกเฉย” นั่นคือการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ผ่านกลไกพหุภาคี

อย่างไรก็ตาม แม้การวางตัวเช่นนี้จะมีจุดแข็ง แต่ก็เผชิญความท้าทายที่ต้องพิจารณา

ประการแรก การรักษาสมดุลระหว่างการเป็น “คนกลางที่วางใจได้” กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีนเองในภูมิภาค อาจถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลาง โดยเฉพาะเมื่อจีนมีความสัมพันธ์ทางพลังงานที่แน่นแฟ้นกับบางประเทศ

ประการที่สอง การไม่เติมไฟอาจถูกตีความว่าเป็นการ “หลบเลี่ยงความรับผิดชอบ” ในสายตาของบางฝ่ายที่ต้องการให้มหาอำนาจแสดงบทบาทชัดเจนมากขึ้น

ประการที่สาม สันติภาพอย่างถาวรต้องอาศัยสถาบันและกลไกที่ยั่งยืน มิใช่เพียงความปรารถนาดี หากแต่ต้องมีการสร้างกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

วิกฤตตะวันออกกลางในครั้งนี้ ได้เผยให้เห็นทางแยกสำคัญของโลก ระหว่างเส้นทางแห่งการเผชิญหน้าและการสะสมอาวุธ กับเส้นทางแห่งการเจรจาและการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การวางตัวของจีนที่หนักแน่น ไม่เติมไฟ และเดินหน้าประสานเชื่อมนั้น มิได้เป็นเพียงทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศหนึ่ง หากแต่เป็นแบบอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า มหาอำนาจสามารถมีบทบาทในการ “กำกับทิศทาง” โลกไปสู่สังคมสันติสุขได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างหรือใช้กำลัง

สันติภาพอย่างถาวร มิใช่ผลผลิตของชัยชนะทางการทหาร หากแต่เป็นผลผลิตของความอดทนทางการทูต ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ในโลกที่ท้าทายด้วยความขัดแย้งซับซ้อน การยืนหยัดในหลักการเหล่านี้อย่างหนักแน่น คือหนทางเดียวที่จะนำพามนุษยชาติไปสู่ยุคสังคมสันติสุขอย่างแท้จริง

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

Latest Posts