วันพุธ, ตุลาคม 7, 2026

ล่อ ลวง หลอก สร้าง “ความกลัว” ก่อน “ตบทรัพย์” เรื่องจริงของสแกมเมอร์ใน “อเมริกา”

หากใครยังคิดว่าสแกมเมอร์กระจุกตัวหรือมีต้นทางมาจากประเทศใดประเทศหนึ่ง คงต้องเปลี่ยนความเชื่อนี้ เพราะในความเป็นจริง กลุ่มสแกมเมอร์กระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ภาพจำที่ว่าขบวนการหลอกลวงมีอยู่เฉพาะในดินแดนห่างไกลหรือประเทศกำลังพัฒนา กำลังถูกลบล้างด้วยข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ “สแกมเมอร์มีอยู่ทุกที่ทั่วโลก”

และนี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประเทศที่เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา

โดยเอฟบีไอเปิดเผยกรณีนี้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 เหยื่อรายนี้เป็นหญิงอเมริกันอายุ 70 กว่า มีบ้านเป็นของตัวเอง มีเงินเก็บ และที่สำคัญเธอไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่องอาชญากรรม ตรงกันข้ามเธอเป็นถึงอาจารย์ด้านอาชญวิทยา มีความรู้เรื่องอาชญากรรม มีความรู้เรื่องเหยื่อ และน่าจะเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่จะโดนมิจฉาชีพหลอก

แต่วันหนึ่งมีคนโทรมาหาเธอ บอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ รู้ชื่อ รู้ข้อมูลบางอย่างของเธอ และบอกว่าชื่อกับหมายเลขประกันสังคมของเธอ กำลังเชื่อมโยงกับบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด และการฟอกเงิน ที่หนักกว่านั้นคือตอนนี้มีหมายจับเธอแล้ว แน่นอนว่าแม้เธอจะแน่ใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด  แต่ก็ใจหายและเกิดความวิตกกังกลแบบฉับพลัน

มิจฉาชีพรู้ว่าเหยื่อกำลังสับสน แต่แทนที่จะเพิ่มความกลัวให้กับเหยื่อ คนที่โทรมากลับเปลี่ยนบทบาท โดยบอกว่า “เราเชื่อว่าคุณไม่ได้เป็นอาชญากร จริงๆแล้วคุณต่างหากที่เป็นเหยื่อ ข้อมูลส่วนตัวของคุณน่าจะถูกขโมยไป” พอฟังมาถึงตรงนี้ จากคนที่ทำให้เธอกลัว กลายเป็นคนที่กำลังจะช่วยเธอ และนี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะ

เธอถูกสั่งว่าห้ามบอกใคร ห้ามปรึกษาคนอื่น แม้แต่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ เพราะถ้าต้องการปกป้องทรัพย์สิน ต้องย้ายเงินทั้งหมดไปเก็บไว้ในสิ่งที่คนร้ายเรียกว่า Federall Locker สุดท้ายเธอส่งทั้งเงินสด เงินโอน รวมแล้วมากกว่า 5 แสนดอลลาร์ ไม่เพียงเท่านั้น บ้านที่เคยผ่อนหมดแล้ว เธอยังนำไปสร้างหนี้เพิ่มเพื่อนำเงินมาส่งให้คนร้ายอีก ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือคนที่เอฟบีไอกำลังตามสืบในคดีนี้ ไม่ได้อยู่ในอเมริกา แต่เชื่อมโยงกับคอลเซ็นเตอร์ในอินเดีย

อีกหนึ่งกรณีศึกษาคือมหากาพย์ลวงโลก 47 ล้านดอลลาร์ และการล่มสลายของธนาคารท้องถิ่น  เป็นหนึ่งในคดีสะเทือนขวัญที่ FBI ใช้เป็นกรณีศึกษาหลักในการชี้แจงต่อสภาคองเกรส คือคดีของ ชาน เฮนส์ อดีตซีอีโอของ Heartland Tri-State Bank ในรัฐแคนซัส

เรื่องราวเริ่มต้นจากการทักทายผ่าน WhatsApp โดยหญิงสาวนิรนามที่ใช้รูปโปรไฟล์หน้าตาดี อ้างว่าส่งข้อความผิดคน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบทสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เมื่อสร้างความไว้ใจได้แล้ว ผู้ก่อเหตุได้แนะนำแพลตฟอร์มเทรดคริปโทเคอร์เรนซีที่อ้างว่า “มีอัลกอริทึมวงใน” ทำกำไรได้มหาศาล

เหยื่อเริ่มโอนเงินก้อนเล็กหลักหมื่นดอลลาร์เข้าพอร์ต บนหน้าจอแดชบอร์ดแสดงผลกำไรพุ่งขึ้น 300% และเหยื่อสามารถกดถอนเงินต้นพร้อมกำไรออกมาได้จริงบางส่วน เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าระบบโปร่งใส

ต่อมาคนร้ายชักชวนให้ระดมทุนก้อนใหญ่เพื่อเข้าถึงโควตาพิเศษ เหยื่อเริ่มถอนเงินเก็บส่วนตัว  กู้ยืมกองทุนเกษียณ และลุกลามไปถึงการลักลอบยักยอกเงินสำรองของธนาคารท้องถิ่นที่ตนเองบริหารอยู่รวมกว่า 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อเหยื่อพยายามถอนเงินทั้งหมด ระบบแจ้งว่าพอร์ตถูกล็อกเนื่องจาก “ต้องจ่ายภาษีส่วนต่างกำไรและค่าธรรมเนียมป้องกันการฟอกเงิน” อีกหลายล้านดอลลาร์ เมื่อเหยื่อไม่สามารถหาเงินมาเติมได้อีก ช่องทางการติดต่อทั้งหมดก็ถูกตัดขาดในทันที ส่งผลให้สถาบันการเงินดังกล่าวล้มละลาย และตัวผู้บริหารต้องเผชิญโทษจำคุก

ทั้งสองกรณีแสดงให้เห็นว่าคนที่ถูกสแกม ไม่ได้แปลว่าเขาโง่ แต่แปลว่าในช่วงเวลานั้นคนร้ายสามารถควบคุมความกลัวและความโลภของเขาได้สำเร็จ และเมื่อเข้าใจประโยคนี้ เราจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมอเมริกา หนึ่งในประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดในโลกก็ยังโดนสแกมเมอร์จากอีกฟากโลกเล่นงานได้

รายงานสถิติล่าสุดจากศูนย์รับเรื่องร้องเรียนอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตของเอฟบีไอ (FBI IC3)  และคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) สะท้อนตัวเลขที่น่าตกใจว่า ความเสียหายจากการฉ้อโกงออนไลน์และคอลเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯพุ่งทะลุ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เปลี่ยนจากคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจทั่วไป ให้กลายเป็น “ภัยคุกคามความมั่นคงระดับชาติ” ที่ทำเนียบขาวและสภาคองเกรสต้องจับตาเป็นพิเศษ

โครงข่ายสแกมเมอร์ที่เจาะตลาดสหรัฐฯ ถูกแบ่งออกเป็น 2 โมเดลหลักตามฐานที่ตั้งและพฤติกรรมศาสตร์ของเหยื่อ คือ สายอินเดีย เน้นเล่นกับความกลัวและความสับสน สวมรอยเป็นฝ่ายสนับสนุนของ Microsoft, Apple, Amazon หรือหน่วยงานรัฐอย่างกรมสรรพากร เหยื่อมักถูกหลอกให้ลงโปรแกรมรีโมตคอนโทรลเข้าควบคุมเครื่อง ก่อนกวาดเงินจากบัญชีธนาคาร หรือหลอกซื้อ Gift Card มูลค่าสูง

อีกสายหนึ่งคือ สายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้ปฏิบัติการจากนิคมคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนเมียนมา กัมพูชา และลาว ใช้การผูกสัมพันธ์ระยะยาวผ่านข้อความและแอปหาคู่ ชักจูงให้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีผ่านแอปพลิเคชันเทรดปลอม เมื่อเหยื่อลงเงินก้อนโตจนหมดหน้าตัก ระบบจะปิดตัวหนีทันที

กลุ่มประชากรในสหรัฐฯที่ตกเป็นเหยื่อและสูญเสียเม็ดเงินมากที่สุดคือ กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งถือครองสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งเงินบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และบ้านปลอดภาระหนี้สิน กลวิธีที่ใช้ไม่ได้จำกัดแค่ระบบดิจิทัล แต่พัฒนาไปถึงขั้นส่ง “Money Courier” หรือพนักงานบริการรับส่งเงินด่วน มารับเงินสดและทองคำแท่งถึงหน้าประตูบ้าน หลังข่มขู่เหยื่อว่าเงินในธนาคารไม่ปลอดภัยและต้องนำมาฝากไว้ใน “ตู้เซฟของรัฐบาลกลาง”

เมื่อการปราบปรามภายในประเทศไม่สามารถตัดต้นตอได้ รัฐบาลสหรัฐฯจึงปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็นการกดดันระดับรัฐต่อรัฐ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตร อายัดทรัพย์สิน และตัดขาดระบบการเงินสากลต่อกลุ่มทุนและเครือข่ายคาสิโนในประเทศที่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ ขณะที่ FBI และหน่วยสืบราชการลับ ตั้งทีมปฏิบัติการร่วมกับตำรวจอินเดีย บุกทลายสำนักงานคอลเซ็นเตอร์ในเมืองสำคัญอย่างนิวเดลีและกัลกัตตา พร้อมจับตามองเส้นทางฟอกเงินผ่านบล็อกเชน

สงครามสแกมเมอร์ในสหรัฐฯ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความรู้เท่าทันเทคโนโลยีรายบุคคล แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างกลไกรัฐกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนระดับแสนล้านบาท โดยมิจฉาชีพทำงานเป็นขบวนการ ใช้ความชำนาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและเครือข่ายบัญชีม้าท้องถิ่น  เริ่มจากต้นน้ำ แฮกเกอร์ในสหรัฐฯเจาะฐานข้อมูลเพื่อขโมยชื่อ เบอร์โทร และประวัติส่วนบุคคล ส่งต่อสู่กลางน้ำ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในอินเดียหรือฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำข้อมูลมาใช้โทรลวงเหยื่อ สร้างสถานการณ์กดดันหรือหว่านล้อมให้โอนเงิน และ ตัดจบที่ปลายน้ำ  เครือข่ายคนท้องถิ่นในประเทศของเหยื่อแปลงเงินสด ซื้อบัตรเติมเงิน หรือใช้บัญชีม้ากระจายเงินเข้าสู่ระบบบล็อกเชน

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนข้อเท็จจริงว่า “สแกมเมอร์มีอยู่ทุกที่ทั่วโลก”

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

“หยิน-หยาง” แห่งอนาคต จาก “อารยธรรม 5,000 ปี” สู่ปฏิบัติการขับเคลื่อน ‘จีนยุคใหม่’

“ภาพลักษณ์ของจีนในเวทีโลกปัจจุบัน เป็นภาพของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทว่าสิ่งที่ทำให้จีนแตกต่างจากมหาอำนาจสมัยใหม่อื่น ๆ คือการที่ความก้าวหน้านั้นตั้งอยู่บนรากฐานของอารยธรรมต่อเนื่องยาวนานกว่า 5,000 ปี ส่องแนวทาง "สองขั้ว" แห่งความเป็นจีน ความทันสมัยและมรดกอารยธรรม หล่อหลอมบทบาทของจีนในฐานะประเทศก้าวหน้ายุคใหม่อย่างไร” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร อารยธรรมจีนมิได้เป็นเพียงมรดกทางพิพิธภัณฑ์ หากแต่ทำหน้าที่เป็นกรอบความคิด (conceptual framework) ที่กำหนดวิธีที่จีนมองโลกและมองตนเอง โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ลัทธิขงจื่อและระบบคุณธรรมการปกครอง เน้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับราษฎร บนพื้นฐานของคุณธรรมและความไว้วางใจ ซึ่งสะท้อนในวาทกรรมการปกครองสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ "ความผาสุกของประชาชน" (民生) แนวคิด "ไท่จี๋/หยินหยาง" และความกลมกลืน ส่งผลต่อวิธีคิดแบบเปี้ยนเจิ้งฝ่า​ (辩证法) ที่มองว่าความขัดแย้งสามารถนำไปสู่ความสมดุล มิใช่การทำลายกัน แนวคิด "เทียนเซี่ย" (天下) แผ่นดินใต้ฟ้า ที่ให้กรอบคิดเรื่องความเป็นสากลนิยม (universalism) ของจีน...

โลกตะวันตกเคยบอกว่า “ต้องทำตามสูตรนี้ถึงจะเจริญ” แต่จีนพิสูจน์ให้เห็นว่า…ไม่ใช่!

"ความทันสมัย" (Modernization) เป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่สังคมมนุษย์เปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่สังคมอุตสาหกรรม เมือง และเทคโนโลยีสารสนเทศ กระบวนการนี้ไม่ได้เป็นเส้นทางเดียวที่เป็นสากล หากแต่มีรูปแบบที่หลากหลายตามบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเมืองของแต่ละสังคม การวิเคราะห์วิวัฒนาการของสังคมโลกยุคทันสมัย จึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งกระแสหลักของตะวันตก และเส้นทางทางเลือกที่เกิดขึ้นในสังคมอื่น โดยเฉพาะ "ความทันสมัยแบบจีน" (中国式现代化) ซึ่งกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญ ที่ท้าทายสมมติฐานเดิมว่า ความทันสมัยต้องมาพร้อมกับประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและทุนนิยมแบบตะวันตก” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร รากฐานทางความคิดของความทันสมัยแบบตะวันตก เริ่มจากยุคแสงสว่าง (Enlightenment) ซึ่งเน้นเหตุผล วิทยาศาสตร์ ปัจเจกบุคคล และความก้าวหน้า ต่อมาถูกทำให้เป็นรูปธรรมผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของเมือง ชนชั้นกลาง และระบบทุนนิยม หลังสงครามโลกครั้งที่สอง นักวิชาการตะวันตก เช่น Talcott Parsons, Walt Rostow...

ผ่า!หน้ากาก “สแกมเมอร์” ไม่มี “สัญชาติ” เรื่องจริงจาก “อินเดีย”

หากใครคิดว่า “จีน” คือต้นทางสแกมเมอร์ คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะในขณะที่รัฐบาลจีนร่วมมือกับประเทศต่างๆ ไล่ปราบปราม ตามจับนำกลับไปประหารชีวิต จนสแกมเมอร์ในจีนสิ้นซาก เพราะกฎหมายที่เด็ดขาด แต่ขบวนการสแกมเมอร์ทั่วโลกยังคงผุดเป็นดอกเห็ด ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป สหราชอาณาจักร หรือ อินเดีย ที่สำคัญคือสแกมเมอร์ต่างๆทั่วโลก ไม่ได้มีต้นทางจากจีน ในความเป็นจริง สแกมเมอร์ไม่ได้ผูกขาดอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างที่สังคมเคยเข้าใจ แต่กระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาคทั่วโลกทั้ง อินเดีย ยุโรป หรือสหรัฐฯ ภาพจำที่ว่าขบวนการหลอกลวงมีอยู่เฉพาะในดินแดนห่างไกลหรือประเทศกำลังพัฒนา กำลังถูกลบล้างด้วยข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ “สแกมเมอร์มีอยู่ทุกที่ทั่วโลก” กลุ่มสแกมเมอร์จะปรับโมเดลธุรกิจและแบ่งบทบาทหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญ ก่อตัวเป็นห่วงโซ่อาชญากรรมข้ามชาติขนาดมหึมา ทุกคนที่มีทักษะคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต สามารถกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองได้ทันที การทำงานของขบวนการนี้ซ่อนอยู่หลังหน้าจอ ใช้บัญชีม้าข้ามประเทศ ใช้เซิร์ฟเวอร์แบบกระจายศูนย์ และฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล ไม่มีสัญชาติระบุตัวตนแน่ชัด ไม่มีสำนักงานใหญ่ที่เป็นรูปธรรม และไม่ยอมรับกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่ง อินเดีย คือหนึ่งในพื้นที่ใหญ่ของโครงข่ายสแกมเมอร์ ปัจจัยโครงสร้างที่ทำให้อินเดียเติบโตเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ เนื่องจากมีฐานประชากรวัยแรงงานที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และมีทักษะคอมพิวเตอร์พื้นฐานจำนวนมหาศาล...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.