วันพุธ, ตุลาคม 7, 2026
หน้าแรกต่างประเทศจีน“หยิน-หยาง” แห่งอนาคต จาก “อารยธรรม 5,000 ปี” สู่ปฏิบัติการขับเคลื่อน ‘จีนยุคใหม่’

Related Posts

“หยิน-หยาง” แห่งอนาคต จาก “อารยธรรม 5,000 ปี” สู่ปฏิบัติการขับเคลื่อน ‘จีนยุคใหม่’

“ภาพลักษณ์ของจีนในเวทีโลกปัจจุบัน เป็นภาพของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทว่าสิ่งที่ทำให้จีนแตกต่างจากมหาอำนาจสมัยใหม่อื่น ๆ คือการที่ความก้าวหน้านั้นตั้งอยู่บนรากฐานของอารยธรรมต่อเนื่องยาวนานกว่า 5,000 ปี ส่องแนวทาง “สองขั้ว” แห่งความเป็นจีน ความทันสมัยและมรดกอารยธรรม หล่อหลอมบทบาทของจีนในฐานะประเทศก้าวหน้ายุคใหม่อย่างไร”

บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร

อารยธรรมจีนมิได้เป็นเพียงมรดกทางพิพิธภัณฑ์ หากแต่ทำหน้าที่เป็นกรอบความคิด (conceptual framework) ที่กำหนดวิธีที่จีนมองโลกและมองตนเอง โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ลัทธิขงจื่อและระบบคุณธรรมการปกครอง เน้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับราษฎร บนพื้นฐานของคุณธรรมและความไว้วางใจ ซึ่งสะท้อนในวาทกรรมการปกครองสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความผาสุกของประชาชน” (民生)

แนวคิด “ไท่จี๋/หยินหยาง” และความกลมกลืน ส่งผลต่อวิธีคิดแบบเปี้ยนเจิ้งฝ่า​ (辩证法) ที่มองว่าความขัดแย้งสามารถนำไปสู่ความสมดุล มิใช่การทำลายกัน แนวคิด “เทียนเซี่ย” (天下) แผ่นดินใต้ฟ้า ที่ให้กรอบคิดเรื่องความเป็นสากลนิยม (universalism) ของจีน ซึ่งต่อมาแปรเป็นวาทกรรม “ชุมชนที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ”

ในมิติวัตถุ จีนได้สร้างความก้าวหน้าหลายด้านที่ทำให้สถานะ “ประเทศก้าวหน้า” มีความหมายเป็นรูปธรรม ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม จีนกลายเป็นผู้นำด้าน AI, 5G, ยานยนต์ไฟฟ้า, พลังงานทดแทน และอวกาศ ทำให้ภาพจีนไม่ใช่เพียง “โรงงานของโลก” อีกต่อไป ด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา การยกระดับประชาชนหลายร้อยล้านคนพ้นจากความยากจนถือเป็นความสำเร็จที่ไม่มี precedent ในประวัติศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) สะท้อนความพยายามเชื่อมโยงโลกด้วยกรอบคิดที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้นทางสายไหมโบราณ

จีนใช้มรดกอารยธรรมเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมและอิทธิพลในเวทีโลก ผ่านแนวทางที่เรียกว่า “การทูตอารยธรรม” (civilizational diplomacy) การนำเสนอ “ความทันสมัยแบบจีน” ในฐานะทางเลือกที่แตกต่างจากโมเดลตะวันตก โดยอ้างอิงรากเหง้าอารยธรรมของตน การเชื่อมโยงเส้นทางสายไหมโบราณกับ BRI เพื่อสร้างความต่อเนื่องจากอดีตสู่ปัจจุบัน การส่งเสริม “คุณค่าร่วมของมนุษยชาติ” ที่ผสมผสานอุดมการณ์สังคมนิยมกับมรดกขงจื่อ

การดำรงอยู่ร่วมกันของสองขั้วนี้มิได้ปราศจากแรงเสียดทาน ความตึงเครียดระหว่างประเพณีกับความทันสมัย เช่น การควบคุมข้อมูลและเทคโนโลยีในนามของ “ความมั่นคง” ที่อาจขัดกับภาพสังคมเปิด  การถูกตั้งคำถามจากภายนอกว่าการอ้างอารยธรรมเป็นเพียงเครื่องมือสร้าง soft power หรือเป็นแก่นแท้จริง ช่องว่างระหว่างวาทกรรมกับความเป็นจริง เช่น ปัญหาสิทธิมนุษยชน การกดขี่ชนกลุ่มน้อย ที่ทำให้ภาพ “อารยธรรมกลมกลืน” ถูกท้าทาย

หากจีนสามารถรักษาสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับคุณค่าอารยธรรมได้ จีนอาจมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้เสนอทางเลือก” ต่อระเบียบโลกที่นำโดยตะวันตก โดยเฉพาะในประเด็นโมเดลการพัฒนาที่ไม่ยึดปัจเจกนิยมสุดขั้ว และแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับ “ความกลมกลืน” มากกว่า “การเผชิญหน้า” รวมถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดบรรทัดฐานโลกด้าน AI และเทคโนโลยีเกิดใหม่

จีนในฐานะประเทศก้าวหน้ายุคใหม่มิได้ปฏิเสธอดีต หากแต่พยายามทำให้อดีตกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่หนุนความทันสมัย บทบาทของจีนจึงเป็นบทบาทที่ซับซ้อน เป็นทั้งผู้สืบทอดอารยธรรมและผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ เป็นทั้งผู้ท้าทายระเบียบโลกและผู้ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบนั้น ความสำเร็จของจีนในการหลอมรวมสองขั้วนี้ จะไม่เพียงกำหนดอนาคตของจีนเอง  แต่จะส่งผลต่อทิศทางของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 อย่างมีนัยสำคัญ

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

Latest Posts