“การบริหารประเทศของจีนเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิชาการทั่วโลกต่างจับตามอง ด้วยเพราะจีนสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่รวดเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ หัวใจของความสำเร็จนี้ ไม่ได้อยู่ที่การลอกเลียนแบบโมเดลใดโมเดลหนึ่ง หากแต่อยู่ที่ “เอกลักษณ์” อันเกิดจากการหลอมรวมระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและเป็นพลวัต เป็น “ทฤษฎีที่ไม่แยกจากการปฏิบัติ และการปฏิบัติที่ไม่ละทิ้งทฤษฎี” เป็นกระบวนการที่พัฒนาควบคู่กันอย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งอาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องค้นหาเส้นทางของตนเอง ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”
บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร
จีนเริ่มต้นจากการยึดมั่นในลัทธิมาร์กซ์-เลนินและความคิดเหมาเจ๋อตุง แต่สิ่งที่ทำให้จีนแตกต่างคือการไม่หยุดอยู่ที่ตำรา หากแต่พัฒนา “ลัทธิสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน” (socialism with Chinese characteristics) ผ่านการสังเคราะห์ประสบการณ์จริงของการปฏิรูปและเปิดประเทศ ภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิง และต่อเนื่องมาสู่ยุคสมัยใหม่ภายใต้ความคิดของสีจิ้นผิง
จุดสำคัญคือ ทฤษฎีของจีนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสูตรสำเร็จตายตัว หากแต่เป็น “แนวทางที่มีชีวิต” ที่ต้องปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจ นี่คือลักษณะวิภาษวิธี (dialectical) ที่ทำให้ทฤษฎีกับการปฏิบัติไม่ได้แยกจากกัน แต่เป็นกระบวนการที่หล่อหลอมกันไปมา
ในทางปฏิบัติ จีนใช้วิธี “ลองก่อนแล้วค่อยขยายผล” ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้นในปี 1980 ซึ่งเป็นการทดลองนโยบายตลาดเสรีในกรอบสังคมนิยม ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น เมื่อได้ผลจึงยกระดับเป็นนโยบายระดับชาติ วิธีนี้สะท้อนหลักการ “การแสวงหาความจริงจากข้อเท็จจริง” ที่ทำให้จีนหลีกเลี่ยงทั้งการยึดติดอุดมการณ์แบบตายตัว และการปฏิรูปที่ไร้ทิศทาง
ในยุคปัจจุบัน แนวคิด “การพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” การจัดการสิ่งแวดล้อมภายใต้เป้าหมาย “carbon peak และ carbon neutrality” และนโยบาย “ความมั่งคั่งร่วมกัน“ ล้วนเป็นการผสานทฤษฎีกับการปฏิบัติที่ต้องปรับตัวตามปัญหาจริงของสังคม
เอกลักษณ์ของจีนจึงไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง ทฤษฎี กับ การปฏิบัติ หากแต่เป็นการเดินสองขาพร้อมกัน คือ การนำทฤษฎีมาสู่การปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงวาทกรรม และ การปฏิบัติที่สะท้อนกลับสู่ทฤษฎี นำผลลัพธ์จากภาคสนามกลับมาปรับปรุงกรอบคิดอย่างเป็นระบบ
สำหรับผู้สังเกตการณ์ภายนอก การทำความเข้าใจจีนจึงต้องหลีกเลี่ยงทั้งการมองว่าเป็น “ระบบที่ตายตัว” และการมองว่าเป็นเพียง “การทดลองแบบสุ่ม” ความสำเร็จของจีนเกิดจากการสร้างสมดุลที่ละเอียดอ่อนระหว่างความต่อเนื่องทางอุดมการณ์กับความยืดหยุ่นในการปฏิบัติ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะลอกเลียนแบบได้โดยตรง
ท้ายที่สุด เอกลักษณ์ของการบริหารประเทศจีนอาจสรุปได้ว่า คือ “ทฤษฎีที่ไม่แยกจากการปฏิบัติ และ การปฏิบัติที่ไม่ละทิ้งทฤษฎี” เป็นกระบวนการที่ทั้งสองพัฒนาควบคู่กันไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งอาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องค้นหาเส้นทางของตนเองท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา



