เพื่อนร่วมรุนหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม โดยสมาคมตำรวจ ภาคภูมิใจในความกล้าหาญและความซื่อสัตย์ในการทำหน้าที่ พร้อมเข้ามอบดอกไม้ให้กำลังใจ “บิ๊กเต่า” ด้านเจ้าตัว ยืนยันเรียกร้องความเป็นธรรมให้พี่น้องเพื่อนตำรวจ ไม่มีแบล็คหลัง ไม่เกียร์ว่าง และไม่เคยได้ตั๋วช้างถึง 3 ครั้ง
วันนี้ (29 ส.ค. 68) เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม รองประธานมูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉิน พร้อมคณะของหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม ที่ได้มีการเปิดอบรมโดยสมาคมตำรวจ ได้เดินทางเข้ามอบช่อดอกไม้เพื่อเป็นกำลังใจแก่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นศิษย์เก่า โดยแสดงความชื่นชมในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้องและเรียกร้องความเป็นธรรมในกระบวนการแต่งตั้งตำแหน่งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ดร.สุปรีดิ์ กล่าวว่า ตนเองในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น ได้ติดตามข่าวของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มาโดยตลอด และรู้สึกภาคภูมิใจในความกล้าหาญและความซื่อสัตย์ในการทำหน้าที่ ยืนยันว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจควรยึดหลัก “ความรู้ความสามารถ” และ “ความมือสะอาด” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และการแต่งตั้งควรพิจารณาจากผลงาน ความสามารถ และความซื่อสัตย์ ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมควรได้รับการสนับสนุน ไม่ใช่ยึดตามความใกล้ชิดหรือสายสัมพันธ์ เพราะหากตำรวจไร้สองสิ่งนี้ ความหวังของประชาชนก็จะไม่มี
ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว เปิดเผยว่า รู้สึกซาบซึ้งกับกำลังใจที่ได้รับ แต่ไม่ได้คาดหวังให้ใครมาแสดงออก เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการจัดตั้ง อย่างไรก็ตาม หลายคนมีความคิดเห็นตรงกันว่าการลุกขึ้นท้วงติงครั้งนี้ เกิดจากความหวังดีและต้องการให้ระบบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเป็นไปตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยดำเนินการตาม พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ. 2565 ที่มุ่งเน้นให้การแต่งตั้งเป็นไปตามขั้นตอน มีการประเมินความรู้ ความสามารถ และผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นธรรม ซึ่งต่างจากอดีตที่มีการข้ามขั้นโดยใช้มติของคณะกรรมการ หรือการเลือกปฏิบัติ
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังระบุว่า ตนได้ยื่นหนังสือต่อผู้แทนราษฎรเพื่อแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน และไม่หวั่นไหวต่อผลที่จะตามมา แม้จะไม่ได้รับการแต่งตั้งก็ไม่เป็นไร ขอเพียงให้ได้คนที่มีความสามารถและตั้งใจทำงานเข้าสู่ระบบ ตนไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่มุ่งหวังให้ระบบแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดีขึ้นกว่าเดิม
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ อาจส่งผลต่อวินัยหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มองว่าการเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ใช่เรื่องผิดวินัย เราไม่ได้กล่าวหาใคร แต่เพียงต้องการให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนและพิจารณาอย่างเป็นธรรมกับตำรวจทุกคน อย่าเลือกเฉพาะคนที่ใกล้ชิดหรือตามติดอย่างเดียว ยืนยันด้วยว่าการมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ ตนไม่มีแบล็คหลัง และไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือผลประโยชน์ใด ๆ ตนทำงานด้านปราบปรามทุจริตมานาน และเชื่อว่าหากมีใครสักคนที่ควรออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ คนนั้นก็คือผม เพราะผมรู้ดีว่าอะไรเป็นปัญหาในระบบ และหากการมาร้องเรียนในครั้งนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็เชื่อว่าตนทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะไม่เปลี่ยนแปลงก็ไม่เสียใจ และจะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป เพราะผมเชื่อว่าความยุติธรรมต้องไหลจากบนลงล่าง ไม่ใช่สวนทาง
ทั้งนี้ ยังมีคำถามว่าหากทุกคนลุกขึ้นร้องเหมือน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ จะส่งผลต่อระบบการแต่งตั้งหรือไม่ เจ้าตัวระบุว่า “การเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ควรถูกมองในแง่ลบ หากทำตามกรอบของกฎหมาย และยึดผลการปฏิบัติงานจริง ทุกคนควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม”
สำหรับกรณีที่มีข้อสังเกตว่า มีการแต่งตั้งเฉพาะบุคคลใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนหรือรุ่น 41 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ตนไม่ขอพูดเรื่องนี้ เพราะหากพูดไปอาจกระทบหลายฝ่าย แต่ก็เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่าผู้ที่มีอำนาจในการจัดทำบัญชีแต่งตั้งนั้นมีความใกล้ชิดกับบางกลุ่ม แม้ผมจะไม่ได้ตำแหน่งในครั้งนี้ ก็ไม่เสียใจ เพราะสิ่งที่ผมทำคือการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพล.ต.ต.จรูญเกียรติเคยได้รับตั๋วช้างถึง 3 ครั้งนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง โดยอธิบายว่า ในช่วงดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการฯ มีกฎเกณฑ์เรื่องวาระห้าปี ซึ่งบางช่วงได้รับการยกเว้นไปสองปี ทำให้การเลื่อนตำแหน่งเป็นไปตามวาระตามปกติ มิใช่ได้สิทธิพิเศษหลายครั้งดังที่ถูกกล่าวหา ถ้าเปรียบเทียบในระดับ บช. ผมถือว่าเป็นผู้ที่มีอาวุโสสูงกว่าคนอื่น เพราะผู้ที่เลื่อนขึ้นมาในช่วงเดียวกันก็เป็นลูกน้องผมทั้งสิ้น ดังนั้นหากพูดเรื่องความอาวุโส ผมมีความชัดเจนกว่า แต่ท้ายที่สุดรัฐบาลเป็นผู้พิจารณาเลือกบุคคลที่เหมาะสม และผมก็ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตลอด


