วันอาทิตย์, มีนาคม 29, 2026

ก.ทรัพย์ฯ ปลดล็อคแผ่นดิน 12.5 ล้านไร่

“…ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมหาศาลต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงามืดของคำว่า “ผู้บุกรุก” พวกเขาถูกตราหน้าว่าทำผิดกฎหมาย เพียงเพราะความขัดสนและทางเลือกที่จำกัดในการหาเลี้ยงชีพ ณ วันนี้ ผืนป่าสงวนแห่งชาติรวมกว่า 12.5 ล้านไร่ กำลังถูกรัฐบาลใช้เป็นเดิมพันสุดท้ายในการแก้ไขความขัดแย้งที่ฝังรากลึก ด้วยมติคณะรัฐมนตรีปี 2561 โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดพร้อมเป็นแม่งานขับเคลื่อน เพื่อเปลี่ยนสถานะจาก “ผิดกฎหมาย” ให้เป็น “ถูกกฎหมาย” และที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนทั้งไทยและเทศเข้ามาครอบครองพื้นที่เหล่านี้ โดยใช้กลไกการห้ามซื้อขายตลอดไป นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การจัดการที่ดินของชาติ…”

“คนเราไม่มีเงินอยู่ได้ ถ้าเรามีที่ เราสามารถใช้ที่นั้นทำมาหากินได้ ประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้… อยากให้ย้อนไปนึกถึงตอนที่เกิดโควิด หรือว่าเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ คนที่อยู่ในเมืองทุกคน ลูกหลานกลับไปสู่บ้านหมด”

จุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 2561 เมื่อมติ ครม. 26 พ.ย. 61 ได้ถือกำเนิดขึ้น เจตนารมณ์หลักคือการแก้ไขปัญหาที่ทำกินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่ของรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่แค่กรมป่าไม้ รัฐต้องการ “ขีดเส้นและบล็อกไว้” ว่าประชาชนที่อยู่ผิดกฎหมายเดิมสามารถทำให้ถูกกฎหมายได้ ภายใต้โครงการ คทช. (โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล) โดยจำกัดพื้นที่ไม่เกิน 20 ไร่ และสิทธิที่ได้รับนั้นสามารถตกทอดเป็นมรดกได้ แต่มีข้อแม้ที่เด็ดขาดคือ ห้ามซื้อขาย จ่ายโอน แลกเปลี่ยน หรือปล่อยเช่าโดยเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้ากับความจริงเปิดเผยถึงความล้มเหลวในช่วงแรก พื้นที่กลุ่มที่ 2 (ลุ่มน้ำ 3-5 อยู่ระหว่างปี 45-57) ใช้เวลากว่า 4 ปี (62-66) ในการดำเนินงาน สำเร็จเพียง 774 ไร่ จาก 3.7 ล้านไร่ นี่คือหลักฐานของระบบราชการที่เชื่องช้า ซึ่งทำให้ชาวบ้าน “เสียโอกาส” และ “เกิดความเหลื่อมล้ำสูง”

แต่เมื่อผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสั่งเร่งรัด กรมป่าไม้จึงปรับกระบวนการครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนจากการขออนุญาตผ่านผู้ว่าฯ หรือท้องถิ่น (มาตรา 16) มาใช้มาตรา 19 ที่ให้อำนาจแก่อธิบดีกรมป่าไม้โดยตรง และนี่คือหัวใจของการปฏิรูป: ท่านอธิบดีได้ตัดสินใจ กระจายอำนาจ การอนุมัติจากศูนย์กลาง (ส่วนกลาง) ไปสู่ผู้อำนวยการสำนักจัดทรัพยากรป่าไม้ในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงนี้เหมือนการปลดล็อก จากที่เคยล่าช้า ในปีเดียวสามารถทำเพิ่มได้ถึง 440,000 ไร่ในกลุ่มที่ 2 และ 1.2 ล้านไร่ในกลุ่มลุ่มน้ำ 1-2

ด้วยการเร่งรัดเชิงนโยบาย พื้นที่ทั้ง 4 กลุ่มเป้าหมายถูกกำหนดให้สำรวจและอนุญาตแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปีงบประมาณ 2569 แม้จะยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน แต่รัฐได้มอบ “สมุดประจำตัวผู้ได้รับอนุญาต” เพื่อยืนยันความถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการผลิตสมุดเล่มจริง กรมป่าไม้ได้พัฒนา “สมุดดิจิทัล” (RFD Book)

สมุดดิจิทัลนี้คืออาวุธสำคัญของประชาชน: เพียงแค่พิมพ์เลขบัตรประชาชนในแอปพลิเคชัน ก็จะปรากฏหน้าสมุดที่มีชื่อ พิกัดแปลง และขนาดพื้นที่ ทำให้พวกเขาสามารถใช้เอกสารนี้ในการติดต่อราชการ หรือขอรับความช่วยเหลือจากรัฐได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ เกษตรกรที่ปลูกทุเรียน (หลง-หลินลับแล) ได้ใช้สมุดดิจิทัลนี้เพื่อขอรับรอง GAP (Good Agricultural Practice) สำหรับการส่งออกได้สำเร็จ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นจริง
[ภาพ: ข้อความบนจอ (คำพูดเด่นที่ 2)]

“ถึงแม้ท่านยังไม่ได้รับสมุดดิจิทัล… ไม่ต้องกังวลฮะ เพราะระบบฐานข้อมูลนี้ คือผู้บังคับใช้กฎหมายก็คือเจ้าหน้าที่ป่าไม้… ถ้าท่านมั่นใจว่าอยู่ก่อนปี 2557 ท่านก็ไม่ต้องกังวลใจ”

บทเรียนและคำเตือนสุดท้าย:

รัฐได้ยื่น “โอกาสครั้งสุดท้าย” ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างกำแพงเหล็กเพื่อสกัดกั้นนายทุน ระบบการตรวจสอบของกรมป่าไม้จะดำเนินการอย่างเข้มงวด โดยเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่และให้ผู้ครอบครองมา แสดงตนเป็นระยะ พร้อมถ่ายรูปอัปโหลดขึ้นแอปพลิเคชัน หากมีการซื้อขายหรือเป็นนอมินี ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว การตรวจสอบก็จะพบความผิด และสิทธิในการทำกินที่ได้รับจากรัฐก็จะถูกเพิกถอนไปตลอดกาล นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด: ที่ดินผืนนี้คือหลักประกันชีวิตที่ต้องตกทอดสู่ลูกหลาน ห้ามนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา เพื่อให้มั่นใจว่าการแก้ไขปัญหานี้จะ “ไม่ตกอยู่ในมือของนายทุน”

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

กลุ่ม ปตท. สั่งลุยเต็มกำลัง! โรงกลั่นเดินเครื่องทะลุ 100% เร่งกระจายน้ำมันทั่วทิศ เผยข้อมูลสต็อกโปร่งใส ยันไทยมีใช้ไม่ขาดมือ

https://youtu.be/ugxuK8cdz10 กลุ่ม ปตท. ประกาศเดินหน้าเต็มสูบ! สั่งโรงกลั่นในเครือปั๊มผลิตน้ำมันเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมเปิดคลังกระจายสินค้า 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด ยอมดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้จนเกือบแตะเพดานกฎหมาย เพื่อการันตีว่าคนไทยจะมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอท่ามกลางวิกฤตราคาโลกผันผวน เร่งผลิตเต็มกำลัง กระจายน้ำมัน 24 ชั่วโมง บมจ. ปตท. เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เร่งการผลิตและกระจายน้ำมันอย่างสุดกำลังเพื่อรองรับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น โดยโรงกลั่น 3 ยักษ์ใหญ่ในเครือ ทั้ง TOP, GC และ IRPC ได้เดินเครื่องผลิตเฉลี่ยสูงถึง 105% พร้อมสั่งเปิดคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันรวด เพื่อส่งน้ำมันให้ถึงปั๊มและผู้ค้าส่งทั่วประเทศอย่างไม่ขาดสาย ดีเซลพุ่ง! ดันยอดผลิตรับดีมานด์ในประเทศ เจาะลึกข้อมูลการผลิต พบว่า ปตท. ได้ดันยอดผลิตน้ำมันดีเซลจากปกติ 48 ล้านลิตร เพิ่มเป็น 51.4...

ปตท. เคียงข้างคนไทย มอบ 10 ล้านบาท ร่วมฟื้นฟูโรงพยาบาลหาดใหญ่หลังมหาอุทกภัยภาคใต้

https://youtube.com/shorts/OHWwjzZrNvU?feature=share บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) มอบเงินบริจาค 10,000,000 บาท พร้อมด้วยเงินสนับสนุนจากชมรมพลังไทยใจอาสา กลุ่ม ปตท. จำนวน 155,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีนายแพทย์ วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เป็นผู้แทนรับมอบ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูโรงพยาบาลที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ภัยพิบัติ และสนับสนุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับการรักษาผู้ป่วย อาทิ รถพยาบาล Super Advance พร้อมอุปกรณ์ฉุกเฉินประจำรถ เครื่องช่วยนวดหัวใจและฟื้นคืนชีพผู้ป่วยอัตโนมัติ เครื่องช่วยใส่ท่อหายใจแบบพกพา และเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดไบเฟสิคพร้อมภาควัดออกซิเจนในเลือด ตลอดช่วงสถานการณ์มหาอุทกภัยภาคใต้ ปตท. ได้ยืนหยัดเคียงข้างคนไทย ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค และเรือยนต์ รวมมูลค่าความช่วยเหลือกว่า 129 ล้านบาท #ปตท #PTT #พลังไทยเพื่อไทย #เคียงข้างคนไทย...

GAC AION Thailand รุกหนัก Motor Show 2026 เปิดตัว AION V 500 Premium

(กรุงเทพฯ, 23 มีนาคม 2569) - GAC AION Thailand ประกาศความยิ่งใหญ่ในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ขนทัพยนตรกรรมพลังงานทางเลือกใหม่จัดแสดงแบบเต็มพิกัด พร้อมไฮไลต์สำคัญถึง 3 ประการ ได้แก่ การเผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด GAC AION V 500, การประกาศนโยบาย GAC CARE เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการหลังการขายแบบครบวงจร,และเปิดตัวโครงการ GAC Easy Trade-in, สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบและยั่งยืนในประเทศไทย ต่อยอดความสำเร็จสู่ "Thailand Action 2.0" ในปี 2569 Mr. Wanye Wei...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.