วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 14, 2026

ก.ทรัพย์ฯ ปลดล็อคแผ่นดิน 12.5 ล้านไร่

“…ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมหาศาลต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงามืดของคำว่า “ผู้บุกรุก” พวกเขาถูกตราหน้าว่าทำผิดกฎหมาย เพียงเพราะความขัดสนและทางเลือกที่จำกัดในการหาเลี้ยงชีพ ณ วันนี้ ผืนป่าสงวนแห่งชาติรวมกว่า 12.5 ล้านไร่ กำลังถูกรัฐบาลใช้เป็นเดิมพันสุดท้ายในการแก้ไขความขัดแย้งที่ฝังรากลึก ด้วยมติคณะรัฐมนตรีปี 2561 โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดพร้อมเป็นแม่งานขับเคลื่อน เพื่อเปลี่ยนสถานะจาก “ผิดกฎหมาย” ให้เป็น “ถูกกฎหมาย” และที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนทั้งไทยและเทศเข้ามาครอบครองพื้นที่เหล่านี้ โดยใช้กลไกการห้ามซื้อขายตลอดไป นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การจัดการที่ดินของชาติ…”

“คนเราไม่มีเงินอยู่ได้ ถ้าเรามีที่ เราสามารถใช้ที่นั้นทำมาหากินได้ ประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้… อยากให้ย้อนไปนึกถึงตอนที่เกิดโควิด หรือว่าเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ คนที่อยู่ในเมืองทุกคน ลูกหลานกลับไปสู่บ้านหมด”

จุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 2561 เมื่อมติ ครม. 26 พ.ย. 61 ได้ถือกำเนิดขึ้น เจตนารมณ์หลักคือการแก้ไขปัญหาที่ทำกินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่ของรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่แค่กรมป่าไม้ รัฐต้องการ “ขีดเส้นและบล็อกไว้” ว่าประชาชนที่อยู่ผิดกฎหมายเดิมสามารถทำให้ถูกกฎหมายได้ ภายใต้โครงการ คทช. (โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล) โดยจำกัดพื้นที่ไม่เกิน 20 ไร่ และสิทธิที่ได้รับนั้นสามารถตกทอดเป็นมรดกได้ แต่มีข้อแม้ที่เด็ดขาดคือ ห้ามซื้อขาย จ่ายโอน แลกเปลี่ยน หรือปล่อยเช่าโดยเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้ากับความจริงเปิดเผยถึงความล้มเหลวในช่วงแรก พื้นที่กลุ่มที่ 2 (ลุ่มน้ำ 3-5 อยู่ระหว่างปี 45-57) ใช้เวลากว่า 4 ปี (62-66) ในการดำเนินงาน สำเร็จเพียง 774 ไร่ จาก 3.7 ล้านไร่ นี่คือหลักฐานของระบบราชการที่เชื่องช้า ซึ่งทำให้ชาวบ้าน “เสียโอกาส” และ “เกิดความเหลื่อมล้ำสูง”

แต่เมื่อผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสั่งเร่งรัด กรมป่าไม้จึงปรับกระบวนการครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนจากการขออนุญาตผ่านผู้ว่าฯ หรือท้องถิ่น (มาตรา 16) มาใช้มาตรา 19 ที่ให้อำนาจแก่อธิบดีกรมป่าไม้โดยตรง และนี่คือหัวใจของการปฏิรูป: ท่านอธิบดีได้ตัดสินใจ กระจายอำนาจ การอนุมัติจากศูนย์กลาง (ส่วนกลาง) ไปสู่ผู้อำนวยการสำนักจัดทรัพยากรป่าไม้ในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงนี้เหมือนการปลดล็อก จากที่เคยล่าช้า ในปีเดียวสามารถทำเพิ่มได้ถึง 440,000 ไร่ในกลุ่มที่ 2 และ 1.2 ล้านไร่ในกลุ่มลุ่มน้ำ 1-2

ด้วยการเร่งรัดเชิงนโยบาย พื้นที่ทั้ง 4 กลุ่มเป้าหมายถูกกำหนดให้สำรวจและอนุญาตแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปีงบประมาณ 2569 แม้จะยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน แต่รัฐได้มอบ “สมุดประจำตัวผู้ได้รับอนุญาต” เพื่อยืนยันความถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการผลิตสมุดเล่มจริง กรมป่าไม้ได้พัฒนา “สมุดดิจิทัล” (RFD Book)

สมุดดิจิทัลนี้คืออาวุธสำคัญของประชาชน: เพียงแค่พิมพ์เลขบัตรประชาชนในแอปพลิเคชัน ก็จะปรากฏหน้าสมุดที่มีชื่อ พิกัดแปลง และขนาดพื้นที่ ทำให้พวกเขาสามารถใช้เอกสารนี้ในการติดต่อราชการ หรือขอรับความช่วยเหลือจากรัฐได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ เกษตรกรที่ปลูกทุเรียน (หลง-หลินลับแล) ได้ใช้สมุดดิจิทัลนี้เพื่อขอรับรอง GAP (Good Agricultural Practice) สำหรับการส่งออกได้สำเร็จ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นจริง
[ภาพ: ข้อความบนจอ (คำพูดเด่นที่ 2)]

“ถึงแม้ท่านยังไม่ได้รับสมุดดิจิทัล… ไม่ต้องกังวลฮะ เพราะระบบฐานข้อมูลนี้ คือผู้บังคับใช้กฎหมายก็คือเจ้าหน้าที่ป่าไม้… ถ้าท่านมั่นใจว่าอยู่ก่อนปี 2557 ท่านก็ไม่ต้องกังวลใจ”

บทเรียนและคำเตือนสุดท้าย:

รัฐได้ยื่น “โอกาสครั้งสุดท้าย” ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างกำแพงเหล็กเพื่อสกัดกั้นนายทุน ระบบการตรวจสอบของกรมป่าไม้จะดำเนินการอย่างเข้มงวด โดยเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่และให้ผู้ครอบครองมา แสดงตนเป็นระยะ พร้อมถ่ายรูปอัปโหลดขึ้นแอปพลิเคชัน หากมีการซื้อขายหรือเป็นนอมินี ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว การตรวจสอบก็จะพบความผิด และสิทธิในการทำกินที่ได้รับจากรัฐก็จะถูกเพิกถอนไปตลอดกาล นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด: ที่ดินผืนนี้คือหลักประกันชีวิตที่ต้องตกทอดสู่ลูกหลาน ห้ามนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา เพื่อให้มั่นใจว่าการแก้ไขปัญหานี้จะ “ไม่ตกอยู่ในมือของนายทุน”

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

NRPT จับมือ Impossible Foods จากสหรัฐฯ ดันไทยสู่ฐานการผลิตเนื้อแพลนต์เบส ในเอเชียแปซิฟิก เดินหน้าส่งออกตลาดโลก

https://youtube.com/shorts/5gjoJZbL0xw?feature=share เมื่อเร็ว ๆ นี้ - บริษัท นิวทรา รีเจนเนอเรทีฟ โปรตีน จำกัด (NRPT) บริษัทร่วมทุนด้านอาหารแห่งอนาคตของกลุ่ม ปตท. ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Impossible Foods ผู้นำนวัตกรรมเนื้อแพลนต์เบสหรือเนื้อจากพืชระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา โดยใช้โรงงานผลิตเนื้อแพลนต์เบสของ NRPT ในประเทศไทย เป็นฐานการผลิตหลักแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อรองรับการขยายตลาดอาหารแห่งอนาคตที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ NRPT ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อแพลนต์เบส ด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตระดับสากล โดยโรงงานของ NRPT ถือเป็นโรงงานผลิตเนื้อแพลนต์เบส 100% แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน BRCGS Plant-based ระดับ A+ ด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารจากพืช ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพอาหารระดับสากลที่ได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบการค้าปลีกและแบรนด์อาหารชั้นนำทั่วโลก พร้อมความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย ด้าน Impossible...

ครบรอบ 48 ปี ปตท. ชวนร่วมส่งประกวดผลงานศิลปะดิจิทัล “𝗣𝗧𝗧 𝗗𝗶𝗴𝗶𝘁𝗮𝗹 𝗔𝗿𝘁𝘀 𝟮𝟬𝟮𝟲”

https://youtube.com/shorts/EVAV2PX8U1c?feature=share รางวัลเพียบ งานนี้ของจริง! 🤩 💯 ผลงานระดับ Masterpiece ของคุณอาจเป็นผู้ชนะ ส่งเลย!! ⬇️⬇️⬇️ ครบรอบ 48 ปี ปตท. ชวนร่วมส่งประกวดผลงานศิลปะดิจิทัล “𝗣𝗧𝗧 𝗗𝗶𝗴𝗶𝘁𝗮𝗹 𝗔𝗿𝘁𝘀 𝟮𝟬𝟮𝟲” ภายใต้หัวข้อ “ส่งพลัง สร้างอนาคต” 🏆ชิง 16 รางวัล เงินรางวัลรวมกว่า 270,000 บาท พร้อมโอกาสในการต่อยอดผลงาน สู่การออกแบบสินค้าชุมชน 📌ส่งผลงานระหว่าง วันที่ 1-7 กรกฎาคม 2569 • ระดับมัธยมต้น • ระดับมัธยมปลาย • ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป อายุไม่เกิน 35 ปี 📎หมายเหตุ : โปรดศึกษาระเบียบการประกวดอย่างละเอียด 📍ดาวน์โหลดที่นี่ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

ปตท. เดินหน้ายุทธศาสตร์ Portfolio Reshape หนุน GC จับมือ SCGC ยกระดับปิโตรเคมีไทยสู่ National Champion เสริมแกร่งขีดความสามารถการแข่งขันระดับโลก

https://youtu.be/P8L3i0l9f8w บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ตอกย้ำทิศทางการบริหารพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์ สนับสนุนการลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ในกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์ (Olefins) และ พอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) ระหว่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) ซึ่งเป็น Flagship ในธุรกิจปิโตรเคมีของกลุ่ม ปตท. และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) มุ่งสร้างพลังร่วม (Synergy) และขยายสเกลธุรกิจเพื่อรับมือความท้าทายจากสภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก การสนับสนุนความร่วมมือในธุรกิจ โอเลฟินส์...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.