“เขย่าวงการลงทุน! รัฐประกาศปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างชาติ เลิกใบอนุญาตซ้อนใบอนุญาต ตัดจบวงจรราชการที่เคยรอคอยนานกว่า 6 เดือน นี่คือสปีดใหม่ที่จะพาไทยพุ่งสู่ Regional Hub หรือจะเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาขยี้ SME ให้ตกที่นั่งลำบาก? เจาะลึกใครได้ประโยชน์ ใครเสียโอกาส และกลยุทธ์รับศึกทุนข้ามชาติที่คนทำธุรกิจต้องปรับตัว”
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ….. รวมทั้ง อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ…..ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปกฎหมายครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับความง่ายในการทำธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งหลายคนกำลังหวั่นวิตกว่านี่คือการ “เปิดเสรีจนไร้การควบคุม” หรือไม่
โดย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าของ “ร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” ว่าร่างกฎหมายดังกล่าว มิใช่การเปิดเสรีให้คนต่างด้าวดำเนินธุรกิจโดยไม่มีการกำกับดูแล แต่เป็นการปรับปรุงประเภทธุรกิจบางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงหรือธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะและหน่วยงานของรัฐกำกับดูแลอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เพื่อลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนการอนุญาต อำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่
ซึ่งในอดีตนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการทำธุรกิจบางประเภทในไทยต้องเผชิญกับภาวะ “ใบอนุญาตซ้อนใบอนุญาต” หรือการขออนุญาต 2 ต่อ คือ ขอจากหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจนั้นโดยตรง จากนั้นต้องย้อนมาขอใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอีกครั้ง ตามบัญชีสามท้าย พ.ร.บ. ต่างด้าวฯ แต่ร่างกฎหมายใหม่นี้จะถอดธุรกิจเหล่านี้ออกจากบัญชีสาม เพื่อให้ต่างชาติสามารถดำเนินการได้ทันทีหากได้รับอนุญาตจากหน่วยงานเฉพาะทางแล้ว ช่วยลดเวลาการรอคอยลงได้ถึง 2-6 เดือน โดยจำนวนธุรกิจที่ได้รับการ “ปลดล็อก” ออกจากบัญชีสามทั้งหมด 8 ประเภทธุรกิจ ที่คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจได้ทันที โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานเฉพาะทางที่กำกับดูแลอยู่แล้ว ประกอบด้วย
1. กลุ่มธุรกิจบริการโทรคมนาคม ประเภทธุรกิจบริการโทรคมนาคมสำหรับใบอนุญาตแบบที่ 1 (ไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเอง) หน่วยงานกำกับดูแล คือ สำนักงาน กสทช.
2. กลุ่มธุรกิจศูนย์บริหารเงิน ประเภทธุรกิจการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนระหว่างบริษัทในเครือ หน่วยงานกำกับดูแล คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย
3. กลุ่มธุรกิจบริการสนับสนุนภายในเครือบริษัท ประเภทธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ, ด้านทรัพยากรบุคคล และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่ม หน่วยงานกำกับดูแล คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
4. กลุ่มธุรกิจบริการค้ำประกันหนี้ ประเภทธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศ หน่วยงานกำกับดูแล คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย
5. กลุ่มธุรกิจพลังงาน (ขุดเจาะ) ประเภทธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม หน่วยงานกำกับดูแล คือ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน
6. กลุ่มธุรกิจคู่สัญญากับภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ ประเภทธุรกิจบริการที่เป็นคู่สัญญากับส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานกำกับดูแล คือ หน่วยงานเจ้าของโครงการ ภายใต้ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ
7. กลุ่มธุรกิจในตลาดทุน เป็นธุรกิจอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หน่วยงานกำกับดูแล คือ สำนักงาน ก.ล.ต.
8. กลุ่มธุรกิจที่ปรึกษา/ผู้จัดการสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ประเภทธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ในส่วนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยตรง) หน่วยงานกำกับดูแล คือ สำนักงาน ก.ล.ต.
หากมองข้อดีของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ข้อที่ชัดเจนที่สุดคือ ความง่ายในการทำธุรกิจ เพราะช่วยลดขั้นตอน “ใบอนุญาตซ้อนใบอนุญาต” นักลงทุนต่างชาติไม่ต้องเสียเวลา 2-6 เดือนในการรออนุมัติจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หากหน่วยงานเฉพาะทางอนุมัติแล้ว การโอนภาระการดูแลไปให้หน่วยงานเฉพาะทาง จะทำให้การควบคุมมีประสิทธิภาพกว่าการให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลแบบ “เหมาเข่ง” เพราะหน่วยงานเฉพาะทางจะเข้าใจความเสี่ยงของธุรกิจนั้นๆ ได้ดีกว่า ช่วยดึงดูดเม็ดเงินในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ไหลเข้าไทยได้รวดเร็วขึ้น
แต่ก็มีข้อเสียและข้อควรระวังในความท้าทายของทุนท้องถิ่น คือแรงกดดันต่อผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME แม้รัฐจะบอกว่ามีกฎหมายเฉพาะคุมอยู่แล้ว แต่การ “ลดกำแพง” อาจทำให้ทุนต่างชาติที่มีสายป่านยาวกว่า เช่น สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ หรือบริษัทพลังงานข้ามชาติ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดจากบริษัทคนไทยได้ง่ายขึ้น อำนาจต่อรองของไทยอาจลดลง เพราะ พ.ร.บ. ต่างด้าวเดิมถูกใช้เป็น “เครื่องต่อรอง” ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เมื่อเราปลดล็อกให้ก่อนโดยไม่ผ่านการเจรจา อาจทำให้เสียเปรียบในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในอนาคต



