เบื้องหลังตัวเลขส่งออกที่ดูสวยหรู และตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ขยายตัวได้ 2.8% กำลังซ่อนวิกฤตเงียบที่น่ากลัวที่สุดในรอบ 10 ไตรมาส เมื่อรายงานล่าสุดจากสภาพัฒน์ เผยให้เห็นภาพความจริงอันโหดร้ายของภาคอุตสาหกรรมไทยที่กำลังแยกออกเป็นสองขั้ว หรือ “K-Shaped Economy” อย่างชัดเจน นั่นคือ… กลุ่มทุนใหญ่ยังคงติดปีกบินสูง แต่ผู้ประกอบการรายย่อย SME กำลังล้มตายลงอย่างช้าๆ
นี่คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ไม่น่าจดจำ เพราะเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีครึ่ง ที่ยอดโรงงานโบกมือลาจอกิจการ พุ่งแซงหน้าโรงงานที่เปิดใหม่แบบไม่เห็นฝุ่น โดยโรงงานเปิดใหม่ยุบฮวบเหลือเพียง 139 แห่ง ดิ่งลงน่าใจหายถึง -63.9% ขณะที่โรงงานปิดกิจการ พุ่งทะยานไปถึง 156 แห่ง เพิ่มขึ้น +11.4%
โดยเฉพาะเดือนมกราคมเปิดศักราชปี 2569 เดือนเดียว มีโรงงานกระเด็นออกจากระบบไปแล้วถึง 79 แห่ง สร้างความเสียหายจมไปกว่า 2,656 ล้านบาท
สาเหตุที่อุตสาหกรรมรากหญ้าของไทยเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจาก 4 ปัจจัยรุมเร้าที่เหมือนยาพิษของผู้ประกอบการ คือ
พิษภูมิรัฐศาสตร์ ดันต้นทุนโลกพุ่ง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ลากยาว ตรึงราคาพลังงานและวัตถุดิบให้สูงลิ่ว รายย่อยแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถผลักภาระไปขึ้นราคากับผู้บริโภคได้
สงครามสินค้าราคาถูกทุ่มตลาด โดนซ้ำเติมจากการทะลักเข้ามาอย่างบ้าคลั่งของสินค้าต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีนที่มาพร้อมต้นทุนที่ต่ำกว่า จนโรงงานไทยหมดทางสู้ ยอดขายหดหาย
อุตสาหกรรมหลักทรุดตัว แรงงานสะเทือน กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ, ยานยนต์, และเครื่องจักรกล คือกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เฉพาะไตรมาสนี้มีบิ๊กโรงงานปิดตัวไป 8 แห่ง สะเทือนคนงานตกงานทันทีเกือบ 4,000 ชีวิต
ท่อน้ำเลี้ยงอุดตัน แบงก์ตั้งกำแพงสูง สถาบันการเงินเมินปล่อยกู้เพราะกลัวหนี้เสีย (NPL) ส่งผลให้ยอดสินเชื่อ SME ติดลบยาวนานถึง 13 ไตรมาส ขาดสภาพคล่องจนไม่มีเงินทุนไปปรับปรุงเทคโนโลยี
ท่ามกลางอุตสาหกรรมรายย่อยทยอยปิดกิจการ หลายโรงงานพลิกบทบาทขัดตาทัพจาก “ผู้ผลิต” สู่ “ผู้ค้า” คือ “เลิกผลิตเอง” แล้วหันไปเป็น “Trader” นำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามาขายแทนการตั้งโรงงาน
แม้จะเป็นทางรอดเฉพาะหน้าเพื่อรักษาชีวิตธุรกิจ แต่ในระยะยาว เทรนด์นี้จะเข้ามาทำลายห่วงโซ่อุปทานของประเทศ และจะทำให้ตำแหน่งงานในภาคอุตสาหกรรมไทยหายไปอย่างถาวร
นี่อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะในประเทศไทยยังมี Micro SMEs นอกระบบโรงงานอุตสาหกรรมอีกกว่า 4.2 แสนราย ที่กำลังเผชิญภาวะ “หยุดกิจการชั่วคราว” หรือทยอยเจ๊งเงียบๆ โดยที่ไม่มีใครรู้



