วันศุกร์, กรกฎาคม 17, 2026
หน้าแรกต่างประเทศจีนรัฐบาลเก่งกาจ + ตลาดมีประสิทธิภาพ ผ่ากลยุทธ์ “การทะลวงผ่านสองทิศทาง” ยุทธศาสตร์ล้มกระดานเดิม ก้าวสู่ภูมิทัศน์ใหม่ของจีน

Related Posts

รัฐบาลเก่งกาจ + ตลาดมีประสิทธิภาพ ผ่ากลยุทธ์ “การทะลวงผ่านสองทิศทาง” ยุทธศาสตร์ล้มกระดานเดิม ก้าวสู่ภูมิทัศน์ใหม่ของจีน

“แนวโน้มการพัฒนาประเทศของจีนในปัจจุบัน มักถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นการเติบโตเชิงเส้นตรงของปริมาณทางเศรษฐกิจ หรือการแซงโค้งในด้านเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ตรรกะเชิงลึกที่อยู่เบื้องหลังอย่างถ่องแท้ จะพบแนววิวัฒนาการที่ชัดเจนประการหนึ่ง นั่นคือการทำลายการปิดกั้นทางเทคโนโลยีและกฎเกณฑ์จากภายนอกด้วย “การทะลวงผ่าน” และการทำลายการพึ่งพาเส้นทางเดิมและความฝืดตัวของโครงสร้างจากภายในด้วย “การทะลวงผ่านตนเอง” การฝ่าวงล้อมแบบสองทิศทางเช่นนี้ประกอบขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐานที่ทำให้จีนเปลี่ยนจาก “ผู้ไล่ตาม” ไปสู่ “ผู้นำ” บทความนี้จะอภิปรายจากสามมิติ ได้แก่ กระบวนทัศน์ทางเทคโนโลยี ปรัชญาการบริหารปกครอง และ เรื่องเล่าทางอารยธรรม เพื่อยืนยันว่าการพัฒนาของจีนในปัจจุบันกำลังดำเนินไปตามทิศทางของ “การทะลวงผ่าน” และ “การทะลวงผ่านตนเอง” เพื่อบรรลุการปรับเปลี่ยนเชิงระบบอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่ง”

หนึ่ง : การทะลวงผ่านกระบวนทัศน์ทางเทคโนโลยี การปฏิวัติทางความคิด จากการ “ไล่ตามเชิงเส้นตรง” สู่ “การเปลี่ยนลู่วิ่ง (跑道) เพื่อแซงนำ”

ในช่วงเวลาที่ยาวนาน กระบวนการทำให้ทันสมัยของประเทศที่พัฒนาภายหลัง มักดำเนินตามวิถีการไล่ตามเชิงเส้นตรง กล่าวคือเดินซ้ำเส้นทางที่ผู้บุกเบิกเคยเดินมาแล้ว การทำให้เป็นอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของจีนในช่วงแรก มีร่องรอยเช่นนี้อยู่บ้าง แต่แนวโน้มการพัฒนาในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า กำลังเกิดการทะลวงผ่านที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า มิใช่การไล่ตามขบวนรถไฟบนรางเดิมอีกต่อไป หากแต่เป็นการบุกเบิกรันเวย์ใหม่

ลองดูตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ หากดำเนินตามตรรกะทางเทคโนโลยีของเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิม จีนคงยากที่จะก้าวข้ามกำแพงสิทธิบัตรที่ยุโรปและอเมริกาสั่งสมมานับร้อยปี แต่ด้วยการมุ่งเข้าสู่สนามแข่งใหม่ว่าด้วยแบตเตอรี่ ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ และการขับขี่อัจฉริยะอย่างเด็ดขาด จีนไม่เพียงแต่เลี่ยงคอขวดของสนามแข่งเก่าได้เท่านั้น หากยังปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์อุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกอีกด้วย ในทำนองเดียวกัน ในสาขาควอนตัมคอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์ และอวกาศยาน การทะลวงผ่านจำนวนมาก ไม่ใช่การ “ทำได้ดีกว่า” หากแต่เป็นการ “ทำในวิธีที่ต่างออกไป”  นี่คือการเอาชนะตนเองทางจิตวิทยา ในการติดตามเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม และเป็นการยกระดับทฤษฎี  “ความได้เปรียบของผู้ตามหลัง” โดยไม่พอใจเพียงการเป็นผู้ตามหลังอีกต่อไป แต่มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้เริ่มก่อน การ “ทะลวงผ่านตนเอง” ในแง่การเลือกใช้เทคโนโลยีเช่นนี้ โดยแก่นแท้แล้วคือการปฏิวัติทางความคิดครั้งหนึ่ง นั่นคือการปฏิเสธที่จะนับถือผลลัพธ์เฉพาะช่วงขั้น ของการทำให้เป็นอุตสาหกรรมแบบตะวันตก ว่าเป็นสัจธรรมสูงสุด แต่หันไปสู่นวัตกรรมดั้งเดิม ที่มุ่งแก้ไขปัญหาความยากลำบาก ที่มนุษยชาติเผชิญร่วมกัน

สอง : การทะลวงผ่านตนเองของปรัชญาการบริหารปกครอง การก้าวข้ามการแบ่งขั้วตรงข้าม ระหว่าง “รัฐทำทุกอย่าง” กับ “ปล่อยเสรี”

หากกล่าวว่าการทะลวงผ่านในแดนเทคโนโลยี กำลังเผชิญหน้ากับการปิดกั้นจากภายนอก เช่นนั้นการทะลวงผ่านตนเอง ในแดนการบริหารปกครอง ก็บังเกิดจากการวินิจฉัยอย่างรู้ตัว ถึงความขัดแย้งในการพัฒนาของตนเอง

ในช่วงแรกของการปฏิรูปและเปิดประเทศ เพื่อปลดปล่อยพลังที่ถูกกดทับไว้ เราจำเป็นต้องทำลายพันธนาการของระบบถัวเฉลี่ยเด็ดขาด แล้วปล่อยให้กลไกตลาดได้แสดงบทบาท แต่เมื่อปริมาณทางเศรษฐกิจของจีนเติบโตถึงระดับหนึ่ง แบบจำลองที่มุ่งแสวงหาอัตราการเติบโตเพียงอย่างเดียว ก็ค่อย ๆ แสดงข้อจำกัดของมันออกมา ปัญหาต่าง ๆ อาทิ ระบบนิเวศถูกใช้เกินกำลัง ความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่ง  และความเสี่ยงทางการเงิน เริ่มปรากฏให้เห็น สิ่งนี้ผลักดันให้จีนเกิดการทะลวงผ่านตนเองครั้งสำคัญ  ในทางปรัชญาการบริหารปกครอง นั่นคือไม่หมุนวนอยู่ในกรอบคิดเก่า ๆ ระหว่าง “รัฐใหญ่” กับ “รัฐเล็ก” หรือ “การวางแผน” กับ “ตลาด” อีกต่อไป หากแต่เสนอการผสมผสานในระดับสูง ระหว่าง “รัฐบาลที่เก่งกาจ” กับ “ตลาดที่มีประสิทธิผล”

สงครามขจัดความยากจน คือบันทึกเชิงประจักษ์ ที่เป็นแบบอย่างของการทะลวงผ่านตนเอง มันมิใช่การปล่อยให้ผลกระทบแบบหยดซึมของกลไกตลาด ลดทอนความยากจนไปเอง หากแต่อาศัยการออกแบบระบบที่แม่นยำ หลอมรวมพลังการจัดตั้งของรัฐ เข้ากับความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรของตลาดอย่างลึกซึ้ง นี่คือการสลัดทิ้งการช่วยเหลือสงเคราะห์แบบเดิม และยังเป็นการก้าวข้ามลัทธิตลาดเสรีสุดขั้วแบบตะวันตก ท่าทีที่ริเริ่มทำลายเขตสบายของการบริหารปกครองแบบเก่า และกล้าที่จะปฏิรูปไปยังเขตลึกล้ำน้ำเชี่ยวนี้เอง คือการสำแดงออกอย่างเข้มข้นของจิตวิญญาณแห่ง “การทะลวงผ่านตนเอง” ในระดับการบริหารปกครองประเทศ

สาม : การทะลวงผ่านเรื่องเล่าทางอารยธรรม การก้าวออกจากกับดักซ้ำซ้อนของ “ยึดตะวันตกเป็นศูนย์กลาง” และ “ถอยกลับปิดประเทศ”

สิ่งค้ำจุนที่ลึกซึ้งที่สุดของการพัฒนาประเทศ คือความเชื่อมั่นในอารยธรรมตนเอง นับตั้งแต่ยุคใกล้มาจนถึงปัจจุบัน จีนเคยเผชิญกับกับดักทางเรื่องเล่าอย่างยาวนาน นั่นคือหากไม่ปฏิเสธทุกสิ่งแบบตะวันตก  ก็ย่อมเห็นว่าการทำให้ทันสมัย คือการกลายเป็นตะวันตก หรือไม่ก็ยึดมั่นของเก่าแบบงมงาย จนตกอยู่ในกองตำราที่หลุดพ้นจากยุคสมัย การทะลวงผ่านที่แท้จริงของจีนในปัจจุบัน อยู่ที่การกระโดดออกจากการเล่าเรื่องแบบสองขั้ว ที่มิขาวก็ดำเช่นนี้

การเสนอ “การทำให้ทันสมัยแบบจีน” นับเป็นเครื่องหมายของการทะลวงผ่านตนเอง ของเรื่องเล่าทางอารยธรรม จีนยอมรับว่าการทำให้ทันสมัยมีกฎเกณฑ์ทั่วไปที่เป็นสากล ขณะเดียวกันก็ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่า ทุกอารยธรรมล้วนมีสิทธิที่จะนิยามความทันสมัย ตามสภาพประเทศและคุณลักษณะทางวัฒนธรรมของตนเอง เรื่องเล่าเช่นนี้ไม่ใช่แบบจำลองแบบ “ถูกท้าทาย-ต้องโต้ตอบ” อีกต่อไป และก็ไม่มุ่งไปสู่แบบจำลอง “ต่อต้าน-ปิดกั้น” หากแต่กำลังสร้างตรรกะการอยู่ร่วมกันแบบ “สร้างคุณค่าให้ตนเองแล้วแผ่ขยายสู่ผู้อื่น”

นี่เป็นทั้งการหวนกลับคืนสู่จิตวิญญาณ แห่งการเปลี่ยนแปลงของยีนอารยธรรมตนเองที่ว่า “หากวันนี้ใหม่อยู่ได้ ก็จงใหม่ทุกวัน ทุกวันจงใหม่อยู่เสมอ” และยังเป็นการตอบคำถามระดับโลกที่ว่า ในยุคโลกาภิวัตน์ อารยธรรมอันหลากหลายจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เราจะไม่ใช้ไม้บรรทัดของผู้อื่น มาวัดเส้นทางของตนเองอีกต่อไป จะไม่แสวงหาการยอมรับในระบบวาทกรรมของผู้อื่นอีกต่อไป ความสุกงอมทางทัศนคติเช่นนี้ คือ “การทะลวงผ่านตนเอง” ในระดับสูงที่สุด

บทสรุป “การทะลวงผ่าน” คือการมุ่งไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ ในแดนสนามที่ไร้ผู้คน “การทะลวงผ่านตนเอง” คือการปฏิรูปอย่างรู้ตัว ภายใต้รัศมีแห่งความสำเร็จ แนวโน้มการพัฒนาของจีนในปัจจุบัน  กำลังตั้งอยู่ ณ จุดบรรจบของพลังทั้งสองนี้ ภายนอกคือการทลายกำแพงเทคโนโลยี และการครองอำนาจทางกฎเกณฑ์ ด้วยกำลังที่มากยิ่งกว่า บุกเบิกแนวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของมนุษยชาติ  ภายในคือการทลายความเฉื่อยชาของระบบ ด้วยความกล้าหาญที่ลึกซึ้งกว่า ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารปกครอง และความมั่นใจในอารยธรรมขึ้นใหม่ ตรรกะสองทิศทางเช่นนี้ มิใช่มาตรการชั่วคราวตามสถานการณ์ หากแต่เป็นเส้นทางอันจำเป็น แห่งการผงาดขึ้นมาของประเทศใหญ่ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ มิเพียงแต่ทะลวงผ่านการปิดกั้นจากภายนอก แต่ทะลวงผ่านข้อจำกัดของตนเองอย่างไม่หยุดยั้งด้วย จึงจะสามารถบรรลุการก้าวกระโดดทางประวัติศาสตร์ จากการ “เดินตามยุคสมัย” ไปสู่การ “นำพายุคสมัย” ได้อย่างแท้จริง

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts