“ประชาธิปไตยประชาชนตลอดกระบวนการ” คือระบบการเมืองที่แตกต่างจากตะวันตกซึ่งยึดติดกับการเลือกตั้งเป็นช่วงๆ เพราะนี่คือกระบวนการที่พาดผ่านทุกห่วงโซ่ ตั้งแต่การตัดสินใจ การปฏิบัติ ไปจนถึงการตรวจสอบ รหัสลับเชิงระบบนี้ คือเบื้องหลังภารกิจชิ้นโบแดงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการขจัดความยากจนครั้งประวัติศาสตร์ การควบคุมโรคระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการก่อสร้างเมกะโปรเจกต์ระดับโลก ที่ผ่านกลไกการรับฟังเสียงรากหญ้า การมีส่วนร่วมของประชาชน และการปรึกษาหารืออย่างรอบด้าน พลังของการมีส่วนร่วมนี้ หลอมรวมเจตจำนงของประชาชนหลายร้อยล้านคน ให้กลายเป็นพลังของชาติ ทำให้ภารกิจที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง บนฐานเสียงที่กว้างขวางที่สุด และกลายเป็นกุญแจสำคัญ ไขปริศนาความสำเร็จของการปกครองแบบจีน ในสายตาชาวโลก”
บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร
ในมุมมองมากมายที่ใช้ทำความเข้าใจปาฏิหาริย์การพัฒนาของจีน “ประชาธิปไตยประชาชนตลอดกระบวนการ” คือทางเข้าสำคัญทางหนึ่ง มันแตกต่างจาก “ประชาธิปไตยแบบเป็นช่วงๆ” ของตะวันตก ที่ยึดการเลือกตั้งเป็นแกนกลาง หากแต่เป็นระบบที่พาดผ่านทุกห่วงโซ่ของการตัดสินใจ การปฏิบัติ และการตรวจสอบ ภารกิจสำคัญต่างๆที่จีนสำเร็จในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการขจัดความยากจน การควบคุมโรคระบาด หรือการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ล้วนมีตรรกะเชิงระบบนี้อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะการขจัดความยากจน ถือเป็นต้นแบบคลาสสิกของการตัดสินใจแบบประชาธิปไตย และการรับฟังเสียงประชาชน
การขจัดความยากจนของจีน ได้รับการขนานนามว่าเป็นโครงการลดความยากจนขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ การรบครั้งนี้กินเวลาแปดปี การออกแบบนโยบายในช่วงแรก ไม่ได้มาจากจินตนาการในห้องทำงาน แต่มาจากการลงพื้นที่สำรวจของแกนนำระดับล่าง และทีมงานบรรเทาความยากจนหลายล้านคน
ปี 2013 ทั่วประเทศระบุหมู่บ้านยากจนได้ 128,000 หมู่บ้าน และประชากรยากจนเกือบ 100 ล้านคน เบื้องหลังตัวเลขแม่นยำนี้ คือการประเมินแบบประชาธิปไตยรายหมู่บ้าน รายครัวเรือน ที่หมู่บ้านสือป้าต้ง มณฑลหูหนาน บัญชีรายชื่อครัวเรือนยากจน ต้องผ่านการเสนอชื่อโดยกลุ่มชาวบ้าน การพิจารณาโดยที่ประชุมผู้แทนชาวบ้าน และการเปิดเผยเพื่อรับการตรวจสอบหลายรอบจึงจะสรุปได้ ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการตัดสินว่า “ใครจนใครไม่จน” ทำให้การจัดสรรทรัพยากรบรรเทาความยากจน มีฐานเสียงประชาชนอย่างกว้างขวาง
กระบวนการทั้งหมดของการรบขจัดความยากจน คือภาพสะท้อนที่มีชีวิตของประชาธิปไตยประชาชนตลอดกระบวนการ ในขั้นตอนการกำหนดนโยบาย คณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติ จัดให้มีการซักถามเฉพาะเรื่อง ผู้แทนประชาชนลงพื้นที่ยากจนเพื่อวิจัย ในขั้นตอนการปฏิบัติ เลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านกินอยู่หลับนอนกับชาวบ้าน ปรับแผนการช่วยเหลือตามเสียงสะท้อนของมวลชนตลอดเวลา ในขั้นตอนการตรวจสอบ ทีมประเมินจากบุคคลที่สาม เข้าตรวจสอบรายครัวเรือนอย่างอิสระ เพื่อยืนยันว่าผลลัพธ์เป็นจริง วงจรประชาธิปไตยแบบ “ตัดสินใจ-ปฏิบัติ-ตรวจสอบ” เช่นนี้ ทำให้โครงการระดับชาติขนาดมหึมา สามารถเข้าถึงทุกครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำ
การควบคุมโรคระบาด เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีการประสานอย่างมีประสิทธิภาพ ระหว่างการรวบรวมเสียงประชาชนกับการตัดสินใจเชิงวิทยาศาสตร์
ต้นปี 2020 โควิด-19 ระบาด ท่ามกลางความโกลาหลและความตื่นตระหนกในช่วงแรก จีนสร้างระบบป้องกันควบคุมที่ยึดสุขภาพประชาชนเป็นศูนย์กลางขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำงานของระบบนี้ สะท้อนคุณลักษณะของประชาธิปไตยประชาชนตลอดกระบวนการเช่นกัน
การตัดสินใจครั้งใหญ่เรื่องปิดเมืองอู่ฮั่น ไม่ใช่คำสั่งทางปกครองง่ายๆก่อนตัดสินใจ ทีมผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ลงพื้นที่อู่ฮั่นอย่างละเอียด นายแพทย์จงหนานซานและผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น แสดงความเห็นเชิงวิชาชีพอย่างเปิดเผย สังคมอภิปรายกันอย่างเต็มที่ ในกระบวนการตัดสินใจ คณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติ ให้อำนาจอย่างทันท่วงที สภาประชาชนท้องถิ่นออกกฎระเบียบประกอบ องค์กรระดับรากหญ้าอย่างชุมชนและคณะกรรมการหมู่บ้าน นำมาตรการป้องกันลงสู่ทุกอาคาร ทุกครัวเรือน
ที่ควรให้ความสนใจยิ่งกว่าคือการปรับเปลี่ยนเชิงพลวัตระหว่างการปฏิบัติ จากการ “ตรวจให้ครบทุกคนที่ควรตรวจ” ไปสู่ “การป้องกันแม่นยำ” จาก “ไดนามิกซีโร่” ไปสู่ “การจัดการแบบโรคติดต่อทั่วไป” การเปลี่ยนกลยุทธ์ทุกครั้ง ล้วนตั้งอยู่บนการวิเคราะห์ข้อมูลโรคระบาดเชิงวิทยาศาสตร์ และการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอย่างเต็มที่ การจัดการแบบ “ตารางกริด” ของชุมชนระดับรากหญ้า ทำให้ความคิดเห็นของประชาชนส่งถึงชั้นตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่แพลตฟอร์ม “อินเทอร์เน็ต+การตรวจสอบ” ของคณะรัฐมนตรี ก็เป็นช่องทางสำคัญ ให้มวลชนตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย ปฏิสัมพันธ์สองทางแบบบนลงล่างและล่างขึ้นบนนี้ คือลักษณะแกนกลางที่ทำให้ประชาธิปไตยประชาชนตลอดกระบวนการ แตกต่างจากรูปแบบการปกครองแบบดั้งเดิม
เช่นเดียวกับโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ที่มีข้อได้เปรียบเชิงระบบของการปรึกษาหารือแบบประชาธิปไตยกับการรวมพลังทำการใหญ่ จากสะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า ไปจนถึงทางรถไฟเสฉวน-ทิเบต จากโครงการผันน้ำใต้สู่เหนือ ไปจนถึงโครงการส่งก๊าซตะวันตกสู่ตะวันออก ขนาดและความเร็วของการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของจีน เป็นที่ตะลึงของโลก การที่โครงการเหล่านี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น แยกไม่ออกจากการสนับสนุนเชิงระบบที่ประชาธิปไตยประชาชนตลอดกระบวนการมอบให้
ยกตัวอย่างสถานีไฟฟ้าพลังน้ำไป๋เหอทาน สถานีไฟฟ้าพลังน้ำใหญ่อันดับสองของโลก การก่อสร้างเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายผู้อพยพหนึ่งแสนคน ก่อนเริ่มโครงการ รัฐบาลท้องถิ่นและหน่วยออกแบบ สอบถามความคิดเห็นของผู้อพยพซ้ำแล้วซ้ำเล่า แผนการโยกย้ายผ่านการหารือและปรับแก้หลายรอบ ชาวบ้านคนหนึ่งจากอำเภอเฉี่ยวเจีย มณฑลยูนนาน เล่าว่า “เฉพาะแผนการย้ายถิ่นก็เปิดประชุมชาวบ้านไปสิบกว่าครั้ง มาตรฐานการชดเชย จุดรองรับ วิถีการผลิต ทุกข้อล้วนปรึกษาหารือกับพวกเราทั้งหมด”
ประเพณีการปรึกษาหารือแบบประชาธิปไตยเช่นนี้ สืบย้อนไปถึงโครงการใหญ่ยุคแรกสถาปนาประเทศจีนใหม่ ตอนสร้างอ่างเก็บน้ำซานเหมินเสีย นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหล เรียกประชุมผู้แทนจากทุกวงการด้วยตนเอง เพื่ออภิปรายข้อดีข้อเสีย สุดท้ายรับฟังความเห็นคัดค้านของนายหวงว่านหลี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านชลศาสตร์ และปรับแผนโครงการ วันนี้จิตวิญญาณการปรึกษาหารือนี้ ได้รับการพัฒนาเป็นระบบมากขึ้น ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ตั้งแต่การอนุมัติจนถึงการตรวจรับ ต้องผ่านการพิจารณาของสภาประชาชน การพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญ การมีส่วนร่วมของสาธารณะ การตรวจสอบของสังคม ฯลฯ
ประชาธิปไตยประชาชนตลอดกระบวนการ ไม่ใช่คำขวัญการเมืองล่องลอย หากแต่เป็นรหัสลับเชิงระบบที่อธิบายว่า ทำไมจีนจึง “รวมพลังทำการใหญ่” ได้ มันหลอมรวมเจตจำนงของประชาชนหลายร้อยล้านคน ให้เป็นเจตจำนงของชาติ ผสานภูมิปัญญาของปัจเจกบุคคล เข้ากับการกระทำของส่วนรวม ทำให้ภารกิจใหญ่ทุกอย่างที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ สามารถก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง บนฐานเสียงประชาชนที่กว้างขวางที่สุด นี่คือที่มาอันลึกซึ้งของความมั่นใจในระบบของจีน และเป็นกุญแจสำคัญให้โลกเข้าใจ “การปกครองของจีน”



