“จากภาพฝันในวรรณกรรมไซไฟ สู่ความจริงที่จับต้องได้บนแดนมนุษย์ จีนกำลังทลายกำแพงแห่ง “ความเป็นไปไม่ได้” ด้วยการขับเคลื่อนพลังการผลิตใหม่ ผสานเข้ากับระบบอุตสาหกรรมครบวงจรที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เปลี่ยนงานวิจัยล้ำสมัย ทั้งดวงอาทิตย์เทียม การสื่อสารควอนตัม และการสำรวจอวกาศ ให้กลายเป็นผลงานวิศวกรรมจริงที่สืบสานจิตวิญญาณแห่งอารยธรรมโบราณ นี่คือบทพิสูจน์ของการเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นปัจจุบัน และเป็นหมุดหมายสำคัญที่มหาอำนาจตะวันออก กำลังจุดประกายอนาคตให้สว่างไสวขึ้นจริง”
บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร
ครั้งหนึ่ง “อนาคต” เคยเป็นอีกฟากฝั่งที่มิอาจเอื้อมถึงในวรรณกรรมไซไฟ และเป็นภาพลวงตาที่ไม่อาจจับต้องได้ในห้องทดลอง ทว่าเมื่อแสงเรืองรองของดวงอาทิตย์เทียมสว่างขึ้น บนเกาะวิทยาศาสตร์เหอเฝย เมื่อกุญแจเข้ารหัสของการสื่อสารควอนตัมถูกสร้างขึ้น บนดาวเทียม “มั่วจื่อ” และเมื่อยานฉางเอ๋อ 6 ได้ทิ้งรอยสำรวจแรกของมนุษยชาติ ไว้บนด้านไกลของดวงจันทร์ เราก็พลันตระหนักได้ว่า อนาคตกำลังถูกอารยธรรมโบราณแห่งหนึ่ง ดึงลงมาสู่แดนมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรมและทรงพลังยิ่ง ประเทศจีนกำลังอาศัยพลังการผลิตใหม่ที่ปะทุขึ้น และระบบการผลิตที่ใหญ่โตครบวงจร เปลี่ยนโจทย์ที่เคยถูกนิยามว่า “เป็นไปไม่ได้” ให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้
การทลายกำแพงแห่ง “ความเป็นไปไม่ได้” เริ่มต้นจากการแสวงหาพลังการผลิตใหม่อย่างมุ่งมั่น พลังการผลิตใหม่คือพลังการผลิตขั้นสูง ที่ถือกำเนิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน และการผสานบรรจบของเทคโนโลยียุคหน้า ซึ่งมิได้ยึดถือการทุ่มเททรัพยากรและแรงงานเป็นหลัก แต่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมแบบพลิกผันเป็นแกนกลาง นับตั้งแต่เครือข่ายดาวเทียม “เป่ยโต่ว” การดำน้ำลึกของ “เฟิ่นโต้วเจ่อ” ต้นแบบคอมพิวเตอร์ควอนตัม “จิ่วจาง” ไปจนถึง “ดวงอาทิตย์เทียม” ที่กำลังทะลวงขีดจำกัดของการหลอมนิวเคลียร์แบบควบคุม นักวิจัยจีนได้ใช้ความกล้าที่จะ “เป็นที่หนึ่งในใต้หล้า” เปลี่ยนเส้นโค้งทฤษฎีในห้องแล็บ ให้กลายเป็นกระดูกสันหลังเหล็กกล้าของมหาประเทศ กำลังนวัตกรรมที่ปะทุจากภายในสู่ภายนอกนี้เอง ที่ทำให้ “ภาพอนาคต” มิใช่จินตนาการของนักเขียนไซไฟอีกต่อไป หากแต่เป็นพิมพ์เขียวที่วิศวกรได้ร่างขึ้น
การทำให้ “ความเป็นไปไม่ได้” กลายเป็นจริง ยังต้องอาศัยระบบการผลิตที่ใหญ่โตและครบวงจร หากนวัตกรรมขาดการสนับสนุนจากการผลิต ก็ย่อมเป็นเหมือนต้นไม้ไร้ราก จีนมีระบบอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก ตั้งแต่ชิ้นส่วนความแม่นยำสูง ไปจนถึงโครงการมหึมา จากโมเดลอัลกอริทึม ไปจนถึงอุปกรณ์อัจฉริยะ ความสามารถในการผลิตแบบ “ครบห่วงโซ่” เช่นนี้ ได้มอบข้อได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์แก่จีน ในการแปลงเทคโนโลยีล้ำสมัย ให้เป็นวิศวกรรมจริง และอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศอื่นยังคงลังเลกับคอขวดของชิ้นส่วนสำคัญ หรือกระบวนการผลิตบางอย่าง จีนกลับสามารถระดมเครือข่ายการผลิตอันมหาศาล ตั้งแต่วัสดุ การแปรรูป ไปจนถึงการประกอบรวม เพื่อพิชิตชิ้นส่วนหลักนับหมื่นของ “ดวงอาทิตย์เทียม” ทีละชิ้น และควบคุมความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยที่สุดของโครงการสำรวจดวงจันทร์ ให้แม่นยำในระดับมิลลิเมตร ความหนาแน่นของระบบเช่นนี้ คือรากฐานอันมั่นคง ที่ทำให้อนาคตหยั่งรากในแดนมนุษย์ได้
เมื่อมองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น กระบวนการที่จีนนำอนาคตมาปรากฏในแดนมนุษย์ มิใช่การแข่งขันทางเทคโนโลยีที่โดดเดี่ยว หากแต่เป็นการปฏิบัติจริงอันมีชีวิตชีวา เกี่ยวกับอุปนิสัยของอารยธรรม จีนโบราณเคยมีชวีหยวน ตั้งคำถามต่อฟากฟ้าว่า “เมื่อแรกเริ่มกาล ใครเล่าเป็นผู้ถ่ายทอดวิถี” และมีความพยายามอันน่าเศร้าของว่านหู่ ที่บินสู่ฟ้า ทุกวันนี้ “ฉางเอ๋อ” และ “กระต่ายหยก” ในโครงการสำรวจดวงจันทร์ “เจียวหลง” ในการสำรวจทะเลลึก และ “มั่วจื่อ” ในดาวเทียมควอนตัม ล้วนเป็นเสียงสะท้อนยุคใหม่ ต่อคำถามของบรรพชน นี่มิใช่เพียงการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยี หากยังเป็นการสืบต่อสายธารวัฒนธรรมอีกด้วย เมื่อโลกได้เห็นจีนเปลี่ยน “ความเป็นไปไม่ได้” ให้เป็น “ความเป็นไปได้” สิ่งที่เห็นจึงมิใช่เพียงการผงาดขึ้นของมหาอำนาจทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น หากยังเป็นความสามารถของชนชาติเก่าแก่ ในการเปลี่ยน “ความฝัน” ให้เป็น “ชีวิตความเป็นอยู่” และวาง “อนาคต” ไว้ใน “ปัจจุบัน”
“สายน้ำไหลรินมิเคยหยุดยั้ง ทั้งกลางวันและกลางคืน” อนาคตไม่เคยมาถึงเองโดยอัตโนมัติ อนาคตมักถูกนำพามาโดยชนชาติที่กล้ากำหนดอนาคต และกล้าทำให้อนาคตเป็นจริง ประเทศจีนในวันนี้ เปรียบเสมือนช่างฝีมือผู้ขยันขันแข็ง ใช้ค้อนแห่งปัญญาของพลังการผลิตใหม่ ใช้รากฐานอันมั่นคงของระบบการผลิตอันใหญ่โต ทำงานทั้งวันทั้งคืน เพื่อหลอมอนาคตให้เป็นรูปเป็นร่างในแดนมนุษย์ เมื่อมองไปทั่วโลก แนวโน้มใหญ่ของการพัฒนาสังคมมนุษย์ กำลังหันมาทางตะวันออกอย่างชัดเจน และจีนกำลังใช้ความเร็วและความเร่าร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ของตน ฉายแสงแห่งวันพรุ่งนี้ลงบนผืนแผ่นดินของวันนี้
อนาคตได้มาถึงแล้ว และจีนกำลังจุดอนาคตให้สว่างไสว ณ แดนมนุษย์



