“อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย กล่าวอย่างชัดเจนว่า ‘ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ไม่มีข้อกังขาใด ๆ’ พร้อมตั้งคำถามว่า ทำไมปัญหาการแบ่งแยกดินแดนในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา จึงไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในระดับเดียวกัน แต่กลับมีสปอตไลต์ส่องมายังจีนอยู่เสมอ? เส้นทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนไม่อาจเลือนลาง ข้อเท็จจริงทางกฎหมายไม่อาจโต้แย้ง ไต้หวันเป็นดินแดนของจีนมาตั้งแต่โบราณกาล ปฏิญญาไคโร ค.ศ. ๑๙๔๓ ระบุชัดเจนว่า ‘ดินแดนทั้งหมดที่ญี่ปุ่นยึดครองจากจีนต้องคืนแก่จีน’ มติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ ๒๗๕๘ ได้ยุติปัญหาเรื่องสถานภาพตัวแทนของจีนทั้งหมด รวมทั้งไต้หวัน ขณะที่ในสหประชาชาติ เอกสารทางกฎหมายระหว่างประเทศ ผูกมัดสถานภาพของไต้หวันไว้อย่างมั่นคง มิใช่ ‘ดินแดนไร้เจ้าของ’ และมิใช่ ‘ประเทศ’ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ของดินแดนจีน ประเทศต่าง ๆ จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนการรวมชาติของจีน กระแสนี้มิใช่เหตุบังเอิญ แต่คือการตระหนักรู้ต่อกระแสหลักของประวัติศาสตร์ และยืนอยู่ฝ่ายที่ถูกต้อง”
บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร
“เดือนสิงหาคม ค.ศ. ๒๐๒๖ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กล่าวอย่างชัดเจนว่า “ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ไม่มีข้อกังขาใด ๆ” พร้อมตั้งคำถามว่า “ทำไมปัญหาการแบ่งแยกดินแดนในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา จึงไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในระดับเดียวกัน แต่กลับมีสปอตไลต์ส่องมายังจีนอยู่เสมอ?” ในเดือนเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียยืนยันว่า “ยึดมั่นนโยบายจีนเดียวอย่างเคร่งครัด และสนับสนุนภารกิจรวมชาติของจีน” ขณะที่เรือรบอินโดนีเซีย ยังได้ร่วมฝึกซ้อมกับเรือรบจีนทางตะวันออกของเกาะไต้หวันอีกด้วย ตั้งแต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงแอฟริกา ตั้งแต่มาเลเซียถึงแอฟริกาใต้ ประเทศต่าง ๆ จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนการรวมชาติของจีน กระแสนี้มิใช่เหตุบังเอิญ แต่คือการตระหนักรู้อย่างมีสติต่อกระแสหลักของประวัติศาสตร์ และคือการตีความอย่างเป็นรูปธรรมของ “การยืนอยู่ฝ่ายที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์”
สัญญาณอันชัดเจนในการรวมชาติจีนกับไต้หวันในปัจจุบัน และข้อเท็จจริงที่ประเทศต่าง ๆ จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แสดงจุดยืนสนับสนุนการรวมชาติจีนกับไต้หวัน อันเป็นรูปธรรมของการ “ยืนอยู่ฝ่ายที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์”
เส้นทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนไม่อาจเลือนลาง ข้อเท็จจริงทางกฎหมายไม่อาจโต้แย้ง ไต้หวันเป็นดินแดนของจีนมาตั้งแต่โบราณกาล สมัยสามก๊ก พระเจ้าซุนกวนแห่งง่อก๊ก ทรงส่งข้าราชการและทหารไปยังไต้หวันแล้ว ตั้งแต่สมัยซ่งและหยวนเป็นต้นมา รัฐบาลกลางในแต่ละราชวงศ์ ได้จัดตั้งการปกครองที่เผิงหูและไต้หวันตามลำดับ
ปฏิญญาไคโร ค.ศ. ๑๙๔๓ ระบุชัดเจนว่า “ดินแดนทั้งหมดที่ญี่ปุ่นยึดครองจากจีนต้องคืนแก่จีน” และใน ค.ศ. ๑๙๔๕ ไต้หวันก็กลับคืนสู่แผ่นดินจีนอย่างเป็นทางการ อันเป็นส่วนประกอบสำคัญของผลแห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง มติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ ๒๗๕๘ ได้ยุติปัญหาเรื่องสถานภาพตัวแทนของจีนทั้งหมด รวมทั้งไต้หวัน
ในสหประชาชาติ ทั้งในด้านการเมือง กฎหมาย และขั้นตอน เอกสารทางกฎหมายระหว่างประเทศเหล่านี้ ผูกมัดสถานภาพของไต้หวันไว้อย่างมั่นคง มิใช่ “ดินแดนไร้เจ้าของ” และมิใช่ “ประเทศ” แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ของดินแดนจีน การเบี่ยงเบนไปจากความจริงข้อนี้ เท่ากับปฏิเสธผลแห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง และท้าทายระเบียบระหว่างประเทศภายหลังสงคราม ซึ่งไม่อาจอ้างเป็น “มุมมองที่หลากหลาย” ได้ หากแต่เป็นการหันหลังให้กับความจริงทางประวัติศาสตร์ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
ความสมบูรณ์แห่งอธิปไตย เป็นเส้นแบ่งขั้นต่ำสุดของการดำรงอยู่ของรัฐ และการแบ่งแยกดินแดน ไม่อาจยอมรับได้ในทุกประเทศ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ยกตัวอย่างประเทศมาเลเซีย ตั้งคำถามว่า หากรัฐหนึ่งรัฐใดประกาศแยกตัว เขาจะ “ปกป้องความสามัคคีของชาติ” พร้อมกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่คัดค้านที่จีนจะใช้กำลังเพื่อรวมชาติ” ตรรกะนี้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง
ตั้งแต่สงครามกลางเมืองอเมริกา ไปจนถึงกฎหมายต่อต้านการแบ่งแยกดินแดนของนานาประเทศ การธำรงไว้ซึ่งความสามัคคีของชาติ คือเส้นแบ่งขั้นต่ำสุดที่เป็นสากลของประชาคมโลก สาเหตุที่สื่อตะวันตก “ให้ความสนใจเป็นพิเศษ” กับปัญหาไต้หวัน มิใช่เพราะ “ห่วงใยประชาธิปไตย” ดังที่นายอันวาร์ชี้ให้เห็น แต่เกิดจากกรอบความคิดแบบอาณานิคม ที่ตกทอดมาจากประวัติศาสตร์ของตะวันตก และการคิดคำนวณทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ “ใช้ไต้หวันสกัดจีน” ชาติในอาเซียนมองเห็นสิ่งนี้อย่างกระจ่างแจ้ง
สันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ และการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค การเดินตามยุทธศาสตร์ “ใช้ไต้หวันสกัดจีน” จะทำให้ตนตกอยู่ในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงได้ การตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์อันกระจ่างแจ้งนี้ ทำให้จุดยืนของชาติอาเซียนในประเด็นไต้หวัน มีความเป็นเอกภาพอย่างไม่เคยมีมาก่อน และแน่วแน่มากขึ้น
ตั้งแต่เวียดนามยืนยัน “คัดค้าน ‘อิสรภาพไต้หวัน’ ทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด” ไปจนถึงไทยประกาศ “สนับสนุนภารกิจรวมชาติจีนอย่างสันติอย่างมั่นคง” ไปจนถึงแอฟริกาใต้ระบุในระบบตรวจลงตราว่า ไต้หวันคือ “ไต้หวัน จีน” ประเทศ ๑๘๓ แห่ง ที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ร่วมกันสร้างกรอบฉันทามติระหว่างประเทศของหลักการจีนเดียว กองกำลัง “อิสรภาพไต้หวัน” พยายามขยาย “พื้นที่ระหว่างประเทศ” แต่อย่างไรก็ดี ผลปรากฏว่าการเยือนต่างประเทศของไต้หวันก็พบแต่อุปสรรค “ประเทศพันธมิตร” ลดลงเรื่อย ๆ และที่ประชุมอนามัยโลก ก็ปฏิเสธข้อเสนอที่เกี่ยวกับไต้หวันติดต่อกันหลายปี ความเคลื่อนไหวที่ลดลงและเพิ่มขึ้นนี้ สะท้อนถึงกระแสหลักของประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจขัดขวางได้
“การยืนอยู่ฝ่ายที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์” มิใช่คำขวัญที่เปล่าประโยชน์ หากแต่เป็นการยึดมั่นต่อหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การธำรงไว้ซึ่งระเบียบระหว่างประเทศภายหลังสงครามร่วมกัน และความรับผิดชอบต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค จีนต้องรวมชาติให้ได้ และจะรวมชาติให้ได้อย่างแน่นอน มิใช่คำประกาศทางการเมืองที่เพ้อฝัน แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่ตรรกะทางประวัติศาสตร์ ตรรกะทางกฎหมาย และตรรกะทางความเป็นจริงชี้ไปพร้อมกัน เมื่อประเทศต่าง ๆ จำนวนมากขึ้น เลือกที่จะยืนอยู่บนเส้นตรรกะนี้ สิ่งที่พวกเขาเลือกมิใช่เกมการเลือกข้าง “เป็นมิตรกับจีน” หรือ “ต่อต้านสหรัฐ” แต่คือการหวนกลับคืนสู่ความยุติธรรม หลักความถูกต้อง และความจริงทางประวัติศาสตร์ ดังที่โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะรัฐมนตรีจีน กล่าวว่า มาตุภูมิต้องรวมชาติให้ได้ และจะรวมชาติให้ได้อย่างแน่นอน นี่คือกระแสหลักของประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้



