วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 8, 2026
หน้าแรกต่างประเทศจีนศตวรรษ 21 "ความเป็นจีนที่โลกพึงมี" ถอดรหัส "ศูนย์ถ่วง" โลก “ตะวันออกลอยสูง ตะวันตกคล้อยต่ำ”

Related Posts

ศตวรรษ 21 “ความเป็นจีนที่โลกพึงมี” ถอดรหัส “ศูนย์ถ่วง” โลก “ตะวันออกลอยสูง ตะวันตกคล้อยต่ำ”

“ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ทุกยุคสมัยย่อมมี “ศูนย์ถ่วง” ของตัวเอง คริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นของยุโรป ศตวรรษที่ 20 เป็นของสหรัฐอเมริกา และศตวรรษที่ 21 กำลังกลายเป็นของจีนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ หัวข้อ “ความเป็นจีนที่โลกพึงมี” จึงไม่ใช่คำถามเชิงอุดมการณ์ว่าโลก “ควร” จะเป็นจีนหรือไม่ หากแต่เป็นคำถามเชิงพรรณนาว่า โลกในปัจจุบัน “มี” จีนเป็นปัจจัยกำหนดอยู่แล้วในระดับใด และโลก “จำเป็น” ต้องปรับตัวต่อความจริงข้อนี้อย่างไร”

บทความโดย  สันติ ตั้งรพีพากร

ข้อเสนอที่ว่า “ตะวันออกลอยสูง ตะวันตกคล้อยต่ำ” (东升西降) มิใช่คำขวัญชวนเชื่อ หากแต่เป็นคำอธิบายภาวะวิสัย (objective condition) ที่ตั้งอยู่บนข้อมูลเชิงประจักษ์ และการที่ภาษาจีนจะกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารร่วมของชาวโลก ก็เป็นผลสืบเนื่องเชิงตรรกะจากความจริงทางเศรษฐกิจและการเมือง มิใช่ความปรารถนาทางวัฒนธรรมเพียงลำพัง

จีนกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เมื่อวัดด้วย GDP ที่แท้จริง  และเป็นอันดับหนึ่งเมื่อวัดด้วยอำนาจ purchasing power parity มาตั้งแต่ปี 2014 มากไปกว่านั้น จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกว่า 120 ประเทศ มากกว่าสหรัฐอเมริกาที่เป็นคู่ค้าหลักของราว 60 ประเทศ ตัวเลขนี้มิได้เป็นเพียงสถิติ หากแต่หมายความว่าเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ในโลก “ผูก” อยู่กับจีนในระดับที่สูงกว่าสหรัฐฯ แล้ว

ในด้านห่วงโซ่การผลิต จีนเป็น “โรงงานของโลก” ที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม คิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของทั้งโลก มากกว่าสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่นรวมกัน ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) ได้ขยายเครือข่ายการลงทุนไปยังกว่า 150 ประเทศ สร้างถนน ท่าเรือ ทางรถไฟ และท่อส่งพลังงานที่ผูกเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเข้ากับจีนในเชิงกายภาพ ไม่ใช่เพียงเชิงพาณิชย์

ในด้านเทคโนโลยี จีนนำโลกในด้านการชำระเงินดิจิทัล (Alipay, WeChat Pay) รถยนต์ไฟฟ้า (BYD, CATL) พลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ และ 5G จำนวนสิทธิบัตรด้าน AI ของจีนแซงหน้าสหรัฐฯ แล้วในหลายตัวชี้วัด ความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีนี้ ทำให้มาตรฐานทางเทคนิคของจีนมีแนวโน้มกลายเป็นมาตรฐานโลก เช่นเดียวกับที่ระบบ NTSC ของสหรัฐฯ หรือ GSM ของยุโรปเคยเป็น

หลังสงครามเย็น สหรัฐฯ เคยเป็นมหาอำนาจเดียวที่กำหนดวาระโลกได้เกือบทั้งหมด แต่ในปัจจุบัน จีนสามารถยับยั้งหรือผลักดัน resolutions ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ มีบทบาทนำใน BRICS, SCO (องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้), RCEP และ AIIB (ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย) สถาบันพหุภาคีเหล่านี้มิใช่เพียงเวทีพูดคุย หากแต่เป็นการสร้าง “สถาปัตยกรรม” ทางเลือกที่ลดการพึ่งพาสถาบันตะวันตก

สิ่งที่จีนเสนอมิใช่เพียงสินค้า หากแต่เป็น “แบบจำลองการพัฒนา” ที่บอกว่าประเทศหนึ่งสามารถ Modernize ได้โดยไม่ต้อง Westernize ข้อเสนอนี้มีเสน่ห์อย่างมหาศาลต่อประเทศกำลังพัฒนาในแอฟริกา  เอเชียกลาง และละตินอเมริกา ที่เคยถูกบอกว่าทางรอดมีเพียงทางเดียว คือประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและเศรษฐกิจตลาดเสรี เมื่อแบบจำลองตะวันตกประสบวิกฤต (วิกฤตการเงิน 2008, วิกฤตผู้อพยพ, วิกฤตประชาธิปไตยภายใน) ทางเลือกแบบจีนจึงกลายเป็นจริงจังขึ้นเรื่อยๆ

หลักการ “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน” ของจีนดึงดูดรัฐบาลหลายประเทศที่เบื่อหน่ายการถูกตำหนิเรื่องสิทธิมนุษยชนจากตะวันตก นี่คือ “อำนาจอ่อน” (soft power) รูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากตะวันตก ไม่ได้มาจากการเป็นแบบอย่างทางวัฒนธรรม แต่มาจากการเป็น “พันธมิตรที่ไม่ยุ่งเรื่องของเจ้า” ทางเลือกนี้ทำให้จีนมีเพื่อนมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ

คำกล่าวที่ว่า “ตะวันออกลอยสูง ตะวันตกคล้อยต่ำ” มิได้หมายความว่าทุกประเทศตะวันออกกำลังเจริญและทุกประเทศตะวันตกกำลังเสื่อม แต่หมายถึงแนวโน้มเชิงโครงสร้างของดุลอำนาจโลก ที่กำลังเคลื่อนจากตะวันตกไปสู่ตะวันออก โดยมีตัวชี้วัดที่สนับสนุน ได้แก่ สัดส่วน GDP โลก กลุ่ม G7 เคยครองสัดส่วนกว่า 60% ของ GDP โลกในปี 1990 ปัจจุบันลดลงเหลือราว 40% ขณะที่ BRICS+ ครองสัดส่วนใกล้เคียงหรือมากกว่า การเติบโตของจีน อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เติบโตในอัตราที่สูงกว่าประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ต่อเนื่องหลายทศวรรษ ประเทศตะวันตกหลายแห่งมีหนี้สาธารณะสูงเกิน 100% ของ GDP ขณะที่จีนและประเทศเอเชียตะวันออกส่วนใหญ่มีวินัยการคลังที่สูงกว่า ขณะที่ประชากรตะวันตกมีเพียง 12% ของโลก และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่เอเชียยังมีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี การมองว่ากระบวนการนี้ “ไม่อาจมีใครเปลี่ยนแปลงได้” ควรได้รับการตรวจสอบอย่างซื่อตรง เพราะจีนเองก็เผชิญความท้าทายด้านประชากรสูงวัย หนี้สินภาคอสังหาริมทรัพย์ ความตึงเครียดทางการค้ากับตะวันตก และความไม่แน่นอนภายใน ส่วนตะวันตกยังมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ระบบกฎหมาย สถาบันการเงิน (ดอลลาร์ยังเป็นสกุลเงินสำรองหลัก) มหาวิทยาลัยชั้นนำ และพันธมิตรทางทหาร (NATO, QUAD, AUKUS)

“ความเป็นจีนที่โลกพึงมี” จึงมิใช่คำประกาศชัยชนะของอารยธรรมหนึ่งเหนืออารยธรรมอื่น หากแต่เป็นคำอธิบายการเปลี่ยนผ่านของดุลอำนาจโลกที่เกิดขึ้นจริงและวัดได้ การที่จีนกลายเป็นปัจจัยกำหนดทางเศรษฐกิจและการเมือง และการที่ภาษาจีนขยายตัวออกไปพร้อมกับอิทธิพลนั้น ล้วนเป็นผลสืบเนื่องเชิงตรรกะของน้ำหนักทางเศรษฐกิจ มิใช่การโฆษณาชวนเชื่อ

แต่การอ่านประวัติศาสตร์อย่างซื่อตรงย่อมต้องยอมรับด้วยว่า แนวโน้มมิใช่ชะตากรรม และ “ตะวันออกลอยสูง ตะวันตกคล้อยต่ำ” มิได้แปลว่าตะวันตกจะล่มสลายหรือตะวันออกจะชนะอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นมากกว่าคือ โลกหลายขั้ว (multipolar world) ที่จีนเป็นหนึ่งในเสาหลัก และในโลกเช่นนั้น ภาษาจีนจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญที่สุด แต่จะไม่ใช่เครื่องมือเดียว

โลกที่พึงมีจึงไม่ใช่โลกที่จีนแทนที่ตะวันตก แต่เป็นโลกที่จีนและตะวันตก และส่วนอื่นๆ ของโลก ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน โดยมีจีนเป็นปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป และนั่นคือความหมายที่แท้จริงของ “ความเป็นจีนที่โลกพึงมี”

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

Latest Posts