ภาพจำของ “สแกมเมอร์” ในอดีตที่เป็นเพียงแฮกเกอร์เดี่ยวหรือกลุ่มต้มตุ๋นขนาดย่อม ได้ล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อรายงานจากสหประชาชาติ (UNODC) และองค์กรป้องกันภัยกลโกงสากล (GASA) เผยให้เห็นว่า อาชญากรรมหลอกลวงทางเทคโนโลยีในปัจจุบันได้กลายสภาพเป็น “เครือข่ายอุตสาหกรรมข้ามชาติ” เต็มรูปแบบ มีการจัดตั้งสำนักงาน การบริหารทรัพยากรบุคคล การฟอกเงินผ่านคริปโทเคอร์เรนซี และกองกำลังคุ้มกันติดอาวุธ
ในสมรภูมินี้ โลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน คือ “ประเทศผู้ตั้งฐานปฏิบัติการ” และ “ประเทศผู้จ่ายเงินและตกเป็นเหยื่อ”
โดยประเทศที่ถูกจัดว่าเป็นแหล่งกำเนิดเครือข่ายหลอกลวงขนาดใหญ่ หรือเป็นศูนย์รวมคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ได้แก่ เมียนมา (พื้นที่ชายแดน เช่น เมียวดี / เล่าก์ก่าย) ปัจจุบันสหประชาชาติ และ หน่วยงานความมั่นคงสากล จัดให้เป็นศูนย์กลางคอลเซ็นเตอร์ และ Pig Butchering (หลอกลงทุน/หลอกรัก) ที่ใหญ่และรุนแรงที่สุดในโลก ดำเนินการโดยกลุ่มทุนเทาข้ามชาติและมีกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่นคุ้มกัน มีการบังคับใช้แรงงานและค้ามนุษย์นับแสนราย
กัมพูชาและลาว (เขตเศรษฐกิจพิเศษ) เป็นฐานที่มั่นสำคัญของขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงเหยื่อทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบสีหนุวิลล์และสามเหลี่ยมทองคำ
อินเดีย แหล่งกำเนิดสแกมเมอร์อันดับต้น ๆ ของโลกในสาย Tech Support Scam แอบอ้างเป็น Microsoft/Apple และ Call Center หลอกเก็บภาษีหรือขโมยข้อมูล มุ่งเป้าหมายหลักไปที่เหยื่อในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย
ไนจีเรีย ต้นตำรับสแกมระดับโลกอย่าง 419 Advance-Fee Scam คือ รูปแบบการฉ้อโกงออนไลน์หรือผ่านข้อความที่คนร้ายใช้เรื่องราวชวนเชื่อหรือคำสัญญาว่าจะมอบเงินก้อนโต มรดก เงินรางวัล หรือผลตอบแทนมหาศาลให้กับเหยื่อ แต่มีข้อแม้ว่าเหยื่อต้องโอนเงินค่าใช้จ่ายล่วงหน้า เช่น ค่าธรรมเนียม, ค่าภาษี, ค่าดำเนินการ หรือค่าขนส่ง มาให้ก่อน เมื่อเหยื่อโอนเงินไปแล้ว คนร้ายจะเรียกร้องเงินเพิ่มเรื่อย ๆ ก่อนจะตัดขาดการติดต่อและหนีหายไปพร้อมเงิน
รัสเซีย ครองอันดับต้น ๆ ในดัชนี World Cybercrime Index โดดเด่นในด้านอาชญากรรมไซเบอร์ระดับเทคนิคสูง เช่น Phishing, Ransomware และ มัลแวร์ดูดเงินธนาคาร
ใครคือ ‘เหยื่อตัวจริง’ ในสมการนี้?
ประเทศที่มีสัดส่วนประชากรตกเป็นเหยื่อสูงสุดเมื่อวัดจากเปอร์เซ็นต์ของประชากรที่ได้รับการติดต่อหรือถูกหลอกต่อเดือน ข้อมูลจาก Global Anti-Scam Alliance – GASA ระบุว่า กลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก (เช่น ไทย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน) มีอัตราการเผชิญหน้ากับสแกมเมอร์ผ่าน SMS, โทรศัพท์ และโซเชียลมีเดียติดอันดับสูงสุดในโลก โดยประชากรมากกว่า 60–70% ระบุว่าได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพอย่างน้อยเดือนละครั้ง
บราซิล และ แอฟริกาใต้ มีอัตราการถูกหลอกผ่านแอปพลิเคชันการเงิน มัลแวร์ธนาคาร (Banking Trojans) และการโจรกรรมข้อมูลตัวตนสูงมากในระดับภูมิภาค
ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ตกเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าความเสียหายรวมสูงที่สุดในโลกในแง่เม็ดเงิน หลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี เนื่องจากประชากรมีกำลังทรัพย์สูงและใช้ระบบการเงินดิจิทัล/คริปโทเคอร์เรนซีอย่างแพร่หลาย
ทางออกและการปิดเกมข้ามชาติ
การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ยุคใหม่ ไม่สามารถทำได้ด้วยกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง ตราบใดที่ช่องว่างทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น พื้นที่สงครามกลางเมืองในเมียนมา หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่การบังคับใช้กฎหมายเอื้อมไม่ถึง ยังคงทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังให้กลุ่มทุนเทา ความร่วมมือในการตัดสัญญาณโทรคมนาคมข้ามแดน การแกะรอยเส้นทางการเงินดิจิทัล และการปราบปรามเครือข่ายบัญชีม้า-ซิมม้า คือแนวรบสำคัญในการทำลายสายพานอุตสาหกรรมมืดนี้ก่อนที่จะขยายตัวไปมากกว่าเดิม





