วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 22, 2026
หน้าแรกต่างประเทศจีนผ่าพิมพ์เขียว “พลังขับเคลื่อนร่วมแห่งชาติใหม่” อาวุธเชิงยุทธศาสตร์บนฐานรากสังคมนิยมจีน

Related Posts

ผ่าพิมพ์เขียว “พลังขับเคลื่อนร่วมแห่งชาติใหม่” อาวุธเชิงยุทธศาสตร์บนฐานรากสังคมนิยมจีน

“ท่ามกลางสมรภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ทวีความดุเดือด คำศัพท์หนึ่งที่ปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเอกสารยุทธศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนคือ “ซินสิงจวี่กั๋วถี่จื้อ” หรือ “พลังขับเคลื่อนร่วมแห่งชาติรูปแบบใหม่” กลไกนี้ไม่ใช่แค่วาทกรรมเชิงนโยบายทั่วไป  หากแต่เป็นเครื่องยนต์หลักที่ปักกิ่งใช้ระดมสรรพกำลัง เพื่อพาประเทศก้าวข้ามกับดักทางเทคโนโลยีและแรงกดดันจากชาติตะวันตก พลังดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นจากสุญญากาศทางเทคนิค  หากแต่หยั่งรากอย่างเหนียวแน่นอยู่บน “ฐานกำหนดของระบอบสังคมนิยมจีน” ซึ่งเป็นดีเอ็นเอที่กำหนดทิศทาง กลไก ขอบเขต และนิยามความสำเร็จของการพัฒนาอย่างแยกไม่ออกจากระบอบการเมืองของพรรค-รัฐ”

บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร

โมเดลเดิมของ “ระบบรวมพลังทั้งชาติ” ในยุคทศวรรษ 1950–1960 เคยจารึกความสำเร็จผ่านโครงการประวัติศาสตร์ “สองลูกระเบิด หนึ่งดาวเทียม” ซึ่งจีนสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ ระเบิดไฮโดรเจน และส่งดาวเทียมดวงแรกสู่อวกาศได้ ภายใต้ภาวะปิดประเทศและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรง ทว่าจุดอ่อนสำคัญของโมเดลเดิมคือ การขับเคลื่อนด้วยคำสั่งแบบสั่งการจากบนลงล่างเพียงอย่างเดียว ซึ่งเหมาะกับภารกิจเร่งด่วนเฉพาะกิจ แต่ขาดพลวัตและความยืดหยุ่นที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น เมื่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 20 (ปี 2022) ได้นิยามคำว่า “รูปแบบใหม่” ไว้อย่างเป็นทางการ โดยปรับสถาปัตยกรรมเชิงสถาบันใน 3 มิติหลัก คือ

มิติด้านเป้าหมาย : มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมขั้นพื้นฐานและการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

มิติด้านกลไก : เปลี่ยนผ่านจากการสั่งการของรัฐฝ่ายเดียว มาเป็นการผนึกกำลังระหว่าง รัฐ + ตลาด + ภาคสังคม/วิชาการ รัฐทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์ ขณะที่กลไกตลาดช่วยคัดกรองและกระจายทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

มิติด้านขอบเขต : ขยายจากการทหารและความมั่นคง ไปสู่อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์แห่งอนาคต  ครอบคลุมทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีชีวภาพ

ความสามารถในการระดมทรัพยากรมหาศาลในชั่วพริบตาของจีน เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากโครงสร้างเชิงสถาบันที่ระบอบสังคมนิยมออกแบบไว้ คือ

ฐานอุดมการณ์ : ขับเคลื่อนภายใต้เป้าหมาย “ความมั่งคั่งร่วมกัน” และอุดมการณ์สังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์จีน นวัตกรรมและเทคโนโลยีต้องรับใช้ประโยชน์สาธารณะและความมั่นคงของชาติ มิใช่การแสวงหากำไรสูงสุดของกลุ่มทุนเอกชน

ฐานการเมือง : โครงสร้างที่มีพรรคเป็นศูนย์กลางอำนาจ ทลายอุปสรรคของการทำงานแบบไซโล  ทำให้สามารถประสานงานข้ามกระทรวง ข้ามมณฑล และจัดสรรงบประมาณได้อย่างฉับไว โดยปราศจากการต่อรองทางการเมืองแบบระบบสภาตะวันตก

ฐานเศรษฐกิจ : ระบบ “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” มอบเครื่องมือโครงสร้างแก่รัฐผ่านการถือครองที่ดิน ทรัพยากรหลัก และกลุ่มวิสาหกิจภาครัฐขนาดใหญ่ ทำให้ปักกิ่งสามารถอัดฉีดงบประมาณวิจัยพื้นฐานระยะยาวที่ไม่สร้างกำไรในระยะสั้น ได้อย่างต่อเนื่อง

ฐานธรรมาภิบาล : การบริหารแบบสองชั้น พรรคชี้นำทิศทาง รัฐบาลแปลงเป็นแผนปฏิบัติการ ถ่ายทอดผ่าน “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี” สร้างความต่อเนื่องของนโยบายข้ามทศวรรษ

“พลังขับเคลื่อนร่วมแห่งชาติใหม่” คือกลไกสร้างความสำเร็จของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในการทลายวงล้อมชิป การครองความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เซลล์แสงอาทิตย์ และสถานีอวกาศเทียนกง ถูกแปรสภาพเป็นหลักฐานยืนยันความเหนือกว่าของ “ข้อได้เปรียบเชิงระบบ” ภายใต้เป้าหมายการก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจสังคมนิยมสมัยใหม่ ภายในปี 2035

สำหรับประชาคมโลกและภูมิภาคเอเชีย โมเดลนี้กำลังเร่งอัตราการแข่งขันทางเทคโนโลยีและการแบ่งขั้วของมาตรฐานทางเทคนิค ชาติต่างๆจะต้องปรับตัวรับมือทั้งความท้าทายจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ และในขณะเดียวกันก็ต้องมองหาโอกาสความร่วมมือในโครงการข้ามพรมแดนด้านพลังงานสะอาด

ท้ายที่สุด ความแข็งแกร่งของจีนในศตวรรษที่ 21 มิได้วัดกันที่จำนวนเม็ดเงินหรือปริมาณประชากรเพียงอย่างเดียว หากแต่วัดกันที่ประสิทธิภาพของระบบการเมืองและเศรษฐกิจ ในการหลอมรวมพลังทั้งชาติ ให้เดินหน้าสู่เป้าหมายเดียวกัน การทำความเข้าใจ “ฐานกำหนดของระบอบ” จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญในการอ่านยุทธศาสตร์ มิตรภาพ และการแข่งขันกับพญามังกรในยุคใหม่อย่างเท่าทัน

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

Latest Posts