“ในทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้เปลี่ยนสถานะจาก “โรงงานของโลก” ไปสู่การเป็นผู้เล่นหลักด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ควบคู่กับการผลิตอุตสาหกรรมระดับสูง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากแต่กำลังปรับโครงสร้างระบบนิเวศของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Ecosystem) ทั้งในระดับจีนเองและระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิตอุตสาหกรรมของจีน ส่งผลต่อการยกระดับระบบนิเวศห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในมิติเทคโนโลยี ต้นทุน ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน จนสามารถเปลี่ยนผลงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว”
บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร
จีนลงทุนด้าน R&D คิดเป็นสัดส่วนกว่า 2.5% ของ GDP และมีจำนวนสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น AI, แบตเตอรี่ลิเธียม, แผงโซลาร์, ชิป ติดอันดับต้นของโลก การเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการของรัฐ และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ (Huawei, CATL, BYD, SMIC) ทำให้จีนสามารถเปลี่ยนผลงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว
จุดแข็งสำคัญคือ “ระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเร่งรัด” ที่รัฐให้การสนับสนุนด้านนโยบาย เงินทุน และตลาดภายในขนาดใหญ่ ทำให้การผลิตอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงการประกอบชิ้นส่วน แต่เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีหลักภายในประเทศมากขึ้น
จีนลดการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ เซลล์แสงอาทิตย์ และ เซมิคอนดักเตอร์บางประเภท ทำให้ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศมีความครบวงจรมากขึ้น นโยบาย “dual circulation” และการพัฒนาภูมิภาคตะวันตกและกลาง ทำให้ฐานการผลิตกระจายออกจากชายฝั่งตะวันออก ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว
การนำ AI, IoT, Big Data และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะมาใช้ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานจีนมีความโปร่งใส ติดตามได้แบบเรียลไทม์ และตอบสนองต่อความผันผวนได้เร็วขึ้น การผลิตขนาดใหญ่ของจีนทำให้ราคาเทคโนโลยีสะอาด โซลาร์ แบตเตอรี่ EV ลดลงอย่างรวดเร็ว ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แม้มีความพยายาม “decoupling” จากสหรัฐฯ และพันธมิตร แต่โลกยังพึ่งพาจีนในฐานะซัพพลายเออร์หลักของหลายอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันจีนก็ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีระดับสูงจากต่างประเทศในบางด้าน
จีนเริ่มมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐาน 5G, EV charging, และระบบราง ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกปรับตามมาตรฐานจีนมากขึ้น ขณะที่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์นำไปสู่การตั้งกำแพงภาษี การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี และการย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม อินเดีย เม็กซิโก ซึ่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกมีความซับซ้อนและมีหลายศูนย์กลางมากขึ้น
จีนลงทุนมหาศาลในพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ก็ยังเผชิญปัญหามลพิษจากการผลิตแบตเตอรี่และการขุดแร่ การยกระดับอุตสาหกรรมสร้างงานทักษะสูง ทำให้แรงงานทักษะต่ำบางส่วนถูกแทนที่ ซึ่งยังมีประเด็นด้านแรงงานบังคับและสิทธิมนุษยชนในบางพื้นที่
การวิจัยวิทยาศาสตร์และการผลิตอุตสาหกรรมของจีน กำลังยกระดับระบบนิเวศห่วงโซ่อุปทานทั้งในประเทศและโลกไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีสะอาด ดิจิทัล และการบูรณาการแนวตั้ง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นบวกเสมอไป เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาของจีน
ประเทศต่างๆ ควรมองจีนทั้งในฐานะคู่แข่งและหุ้นส่วน เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านมาตรฐานเทคโนโลยีสะอาดและ AI จะช่วยให้ระบบนิเวศห่วงโซ่อุปทานโลกเติบโตอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกัน จีนก็ควรเสริมความโปร่งใสและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และธรรมาภิบาลในห่วงโซ่อุปทานให้มากกว่านี้



