ชี้เทคโนโลยีการแพทย์และดิจิทัลไปไกลกว่านโยบายรัฐ เสนอรัฐหนุนเอกชนไทย–สตาร์ตอัป สร้างเทคโนโลยีเพื่อผู้มีศักยภาพพิเศษ พร้อมการศึกษาฟรีด้าน AI และงานคอมพิวเตอร์ รองรับงานทางไกลทั่วโลก
รองศาสตราจารย์ ดร.โสภณ เอส. บิวโดอิน (ดร.โจ) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยรวมไทย แถลงนโยบายครั้งสำคัญว่า ประเทศไทยต้องเลิกมองคนพิการเป็น “ภาระทางสวัสดิการ” และยกระดับผู้ที่ได้รับการสนับสนุนด้านการแพทย์ การศึกษา และเทคโนโลยี ให้เป็น “ผู้มีศักยภาพพิเศษ” ที่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้จริงในศตวรรษที่ 21
ดร.โจ ระบุว่า วันนี้เทคโนโลยีแขน–ขาหุ่นยนต์ ระบบประสาทเทียม และเทคโนโลยีคืนการมองเห็น ทำให้ผู้สูญเสียแขน ขา หรือการมองเห็น กลับมาเดินได้ ใช้งานมือได้ และทำงานได้จริง
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดิจิทัลและงานระยะไกลได้เปิดโอกาสใหม่ ที่ไม่ผูกติดกับสภาพร่างกายหรือสถานที่ทำงานอีกต่อไป แต่รัฐไทยยังไม่เชื่อมสองโลกนี้เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
“ถ้าเทคโนโลยีทำให้คนกลับมาทำงานได้ หน้าที่ของรัฐไม่ใช่แค่ให้เงินประคองชีวิต แต่ต้องให้เครื่องมือ ความรู้ และโอกาส เพื่อให้เขายืนได้ด้วยศักยภาพของตัวเอง”
สวัสดิการพื้นฐาน 3,000 บาท: ฐานความมั่นคง ไม่ใช่เพดานชีวิต
ดร.โจ ประกาศว่า พรรคไทยรวมไทยเสนอ สวัสดิการพื้นฐานสำหรับผู้มีศักยภาพพิเศษ เดือนละ 3,000 บาท เพื่อสร้างความมั่นคงขั้นต่ำในการดำรงชีวิต ลดความเสี่ยง และทำให้กล้าก้าวเข้าสู่การเรียนรู้และการทำงาน
สวัสดิการนี้จะทำหน้าที่เป็น ฐานรองรับ ไม่ใช่กับดักที่ทำให้คนต้องอยู่กับความช่วยเหลือตลอดชีวิต โดยรายได้จากการทำงานหรือการทำงานเสริม จะไม่ถูกตัดสิทธิ
เพื่อไม่ลงโทษผู้ที่พยายามกลับมาสร้างคุณค่าให้ตนเองและสังคม
การศึกษาฟรีหลักสูตรใหม่: AI – คอมพิวเตอร์ – งานดิจิทัล
พรรคไทยรวมไทยชี้ว่า การคืนศักยภาพจะไม่สมบูรณ์ หากไม่ลงทุนใน การศึกษาที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง
นโยบายสำคัญคือ การศึกษาฟรีสำหรับผู้มีศักยภาพพิเศษ ในหลักสูตรใหม่ที่สามารถทำงานได้จากที่บ้านหรือทำงานระยะไกล เช่น
• ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
• โปรแกรมมิ่งและงานคอมพิวเตอร์
• Data / Digital Content / งานสนับสนุนระบบออนไลน์
• ทักษะดิจิทัลที่ตลาดแรงงานโลกต้องการ
“ร่างกายอาจมีข้อจำกัด แต่สมองและทักษะดิจิทัลไม่มีเพดาน”
แขน–ขาหุ่นยนต์ และ ‘ดวงตาใหม่’ คือประตูสู่อาชีพจริง
ดร.โจ ระบุว่า เทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในโรงพยาบาล แต่ต้องถูกเชื่อมเข้ากับ ระบบงานและอาชีพจริง
พรรคไทยรวมไทยจึงผลักดัน:
• การใช้แขน–ขาหุ่นยนต์และเทคโนโลยีคืนการมองเห็น เพื่อให้ผู้มีศักยภาพพิเศษ ทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่ใช้ชีวิตประจำวันได้
• การประเมินผู้รับการสนับสนุนจาก “ศักยภาพการทำงาน” ไม่ใช่จากกรอบความพิการแบบเดิม
รัฐต้องหนุนเอกชน สร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมนุษย์
ดร.โจ ย้ำว่า การเปลี่ยนคนพิการให้เป็นผู้มีศักยภาพพิเศษ ไม่ใช่แค่นโยบายสวัสดิการ แต่คือ ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่
พรรคไทยรวมไทยเสนอให้รัฐ:
• สนับสนุนบริษัทเอกชนและสตาร์ตอัปไทย ที่พัฒนาแขน–ขาหุ่นยนต์ เทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง และแพลตฟอร์มการเรียน–การทำงานระยะไกล
• ใช้การจัดซื้อภาครัฐและโครงการนำร่อง เป็นแรงขับเคลื่อนตลาดและมาตรฐานอุตสาหกรรม
• สร้างระบบรับรอง เพื่อให้เทคโนโลยีไทยแข่งขันได้ในระดับโลก
“นี่ไม่ใช่การใช้เงินรัฐแต่คือการลงทุนในศักยภาพมนุษย์และอุตสาหกรรมอนาคต”
ดร.โจ สรุปว่า ประเทศที่ก้าวหน้าในยุคดิจิทัล ไม่ใช่ประเทศที่แจกเงินเก่งที่สุด แต่คือประเทศที่ คืนศักยภาพแรงงานให้ประชาชนได้มากที่สุด
“เมื่อผู้มีศักยภาพพิเศษ ได้สวัสดิการที่พออยู่ ได้การศึกษาที่ใช้งานได้จริง และได้เทคโนโลยีที่ปลดล็อกร่างกาย ประเทศไทยจะไม่ได้แค่ช่วยคน แต่จะได้อนาคตกลับคืนมา”







