“จีนใช้เวลาเพียง 70 กว่าปี ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลก จากประเทศเกษตรกรรม สู่ “โรงงานของโลก” และก้าวเป็น “มหาอำนาจนวัตกรรม” ในปัจจุบัน ทว่าการก้าวกระโดดนี้ ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เกิดจากสมการทางยุทธศาสตร์ ที่ร้อยเรียงกันอย่างมีตรรกะ ตั้งแต่การดึงส่วนเกินจากภาคเกษตรมาปั้นอุตสาหกรรม การโหนคลื่น WTO เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยี จนถึงการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมยุคใหม่ที่พึ่งพาตนเองได้ เจาะลึกกลไกเชื่อมโยง 3 ยุคสมัยเข้าด้วยกัน? ตรรกะและบทเรียนการพัฒนาของความสำเร็จที่เหนือจินตนาการ”
ภายในระยะเวลาเพียงเจ็ดสิบกว่าปี จีนได้ก้าวข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงระดับฐานรากทางเศรษฐกิจ จากการเป็นประเทศเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม สู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของโลก และกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นประเทศนวัตกรรมชั้นนำ การก้าวกระโดดในสามช่วงเวลานี้ มิใช่เป็นกระบวนการเชิงเส้นตรง หากแต่เป็นผลจากการขับเคลื่อนร่วมกัน ระหว่างยุทธศาสตร์ของรัฐ ปฏิรูปสถาบัน และการสั่งสมปัจจัยการผลิต วิเคราะห์พลวัตและตรรกะเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นความต่อเนื่องและเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันของแต่ละช่วงพัฒนา
๑. ฐานราก : การสะสมทุนจากภาคเกษตรและการปฏิรูปสถาบัน
ปี ค.ศ. 1949 จีนเป็นประเทศเกษตรกรรมโดยสมบูรณ์ มูลค่าผลผลิตภาคเกษตร คิดเป็นกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่าผลผลิตทั้งหมด ประชากรกว่าร้อยละ 90 อาศัยอยู่ในชนบท ภายใต้ข้อจำกัดนี้ ทุนเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรม ย่อมต้องมาจากส่วนเกินของภาคเกษตรเป็นหลัก ผ่านระบบจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรแบบผูกขาด และการเว้นช่วงราคา ระหว่างสินค้าเกษตรกับสินค้าอุตสาหกรรม รัฐสามารถดูดซับเงินออมจากชนบท ไปสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก แผนห้าปีฉบับแรก เริ่มในปี ค.ศ. 1953 ได้จัดตั้งโครงการสำคัญ 156 โครงการ ซึ่งปูโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมหนัก และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ปลดล็อกศักยภาพของภาคเกษตรอย่างแท้จริง คือการปฏิรูปสถาบันในยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ ระบบความรับผิดชอบในการผลิตแบบครัวเรือน ได้ปลดปล่อยชาวนาจากกับดักแรงจูงใจของแรงงานรวมหมู่ ส่งผลให้ระหว่างปี ค.ศ. 1978–1984 มูลค่าผลผลิตทางการเกษตร เติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 7.7 ต่อปี การเพิ่มผลิตภาพแรงงานในภาคเกษตร ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความอดอยาก หากยังป้อนแรงงาน วัตถุดิบ และตลาดเริ่มต้น ให้แก่วิสาหกิจชนบท ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “การอุตสาหกรรมในชนบท” อันเป็นเอกลักษณ์ของจีน
ตรรกะสำคัญในช่วงนี้คือ ภาคเกษตรมิได้เป็นเพียงผู้ “สละส่วนเกิน” เฉย ๆ หากแต่ผ่านการปฏิรูปสถาบัน ภาคเกษตรกลับกลายเป็นแหล่งพักแรงงานขนาดใหญ่ ที่ค่อย ๆ ปล่อยแรงงานส่วนเกินสู่ภาคอุตสาหกรรม แรงงานนับร้อยล้านจากชนบท ย้ายสู่ภาคนอกเกษตรกรรม ได้กลายเป็นปัจจัยผลิตหลัก ที่ทำให้จีนกลายเป็น “โรงงานโลก”
๒. ทะยานขึ้น : การก้าวสู่ประเทศอุตสาหกรรมและการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าโลก
หากสามสิบปีแรก เป็นการวางรากฐานอุตสาหกรรมหนักในระบบปิด การเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี ค.ศ. 2001 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมของจีน ก้าวสู่จังหวะ “พ้องกับคลื่นโลก” อย่างเต็มตัว การรับโอนย้ายอุตสาหกรรมจากประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้เขตชายฝั่งทะเลของจีน ก่อตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ เครื่องจักรกล ฯลฯ อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งปี ค.ศ. 2010 มูลค่าเพิ่มภาคการผลิตของจีน แซงหน้าสหรัฐอเมริกา ขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลก ปัจจุบันจีนมีระบบอุตสาหกรรมครบถ้วน 41 ประเภทใหญ่ 207 ประเภทย่อย 666 สาขาย่อย เป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีอุตสาหกรรมครบทุกประเภท ตามการจัดประเภทของสหประชาชาติ
กลไกหลักในช่วงนี้คือวงจร “ขนาด–การเรียนรู้” ตลาดมหึมาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลักดันให้วิสาหกิจขยายกำลังการผลิต ผลจาก scale economy ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย กำไรที่ได้ถูกนำกลับมาลงทุนซื้อเทคโนโลยีและปรับปรุงเครื่องจักร ส่งผลให้คุณภาพและประสิทธิภาพสูงขึ้นตามลำดับ ขณะเดียวกัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานล่วงหน้า (รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ ระบบไฟฟ้า) ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และต้นทุนการทำธุรกรรม ทำให้ผลจากการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการเติบโตในช่วงนี้ อาศัยการเพิ่มปัจจัยนำเข้าเป็นหลัก ได้แก่ แรงงาน ทุน ทรัพยากรธรรมชาติ และพื้นที่ทางสิ่งแวดล้อม เมื่อจุดเปลี่ยนของประชากร (Population Dividend) มาถึง และอัตราส่วนทุนต่อผลผลิต (Incremental Capital–Output Ratio) เพิ่มสูงขึ้น พลังขับเคลื่อนของรูปแบบอุตสาหกรรมแบบเดิมเริ่มลดลง การปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเป้าหมาย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 สะท้อนให้เห็นการรับรู้ต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้อย่างชัดเจน
๓. หลอมรวม : การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี
การก้าวจาก “ประเทศอุตสาหกรรม” สู่ “ประเทศนวัตกรรม” มิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการพัฒนา หากแต่เป็นการเปลี่ยนพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโดยพื้นฐาน ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมแห่งชาติ ที่ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 2016 กำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า ภายในปี ค.ศ. 2050 จีนจะต้องเป็นประเทศนวัตกรรมชั้นนำของโลก เหตุผลเชิงโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังยุทธศาสตร์นี้คือ สาขาสำคัญหลายด้าน เช่น ชิปขั้นสูง ซอฟต์แวร์การบิน เครื่องยนต์อากาศยาน เทคโนโลยีหลัก ไม่สามารถได้มาด้วยการ “แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้วยตลาด” อีกต่อไป ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ ฯลฯ กลับเปิดโอกาสให้จีน “แซงทางโค้ง” ได้
ข้อมูลสะท้อนความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจน งบประมาณการวิจัยและพัฒนาของจีน เพิ่มจาก 1.03 ล้านล้านหยวน ในปี ค.ศ. 2012 เป็นประมาณ 3.6 ล้านล้านหยวน ในปี ค.ศ. 2025 คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 2.6 ของ GDP ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของประเทศใน OECD ในด้านยานยนต์พลังงานใหม่ จีนครองอันดับหนึ่งด้านปริมาณการผลิต และการจำหน่ายติดต่อกันหลายปี เทคโนโลยีแบตเตอรี่ อยู่ในระดับแนวหน้า ด้านการสื่อสาร 5G คอมพิวเตอร์ควอนตัม และสถานีอวกาศ จีนก้าวขึ้นสู่แถวหน้าของโลก สิ่งที่น่าสังเกตคือ นวัตกรรมมิได้จำกัดอยู่แค่ในห้องปฏิบัติการ หากแต่ถูกหลอมรวมเข้ากับระบบอุตสาหกรรมอย่างลึกซึ้ง โดยงบประมาณการวิจัยและพัฒนาของวิสาหกิจ คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 77 ของงบประมาณทั้งประเทศ วิสาหกิจอย่าง หัวเว่ย, บีวายดี และเอทีแอล ต่างกลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก
สัญลักษณ์ที่แท้จริงของประเทศนวัตกรรม มิใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ด้าน หากแต่เป็นระบบนิเวศทางสถาบันที่เป็นระบบ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ–มหาวิทยาลัย–ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการสำรวจ “ระบบรวมพลังแบบใหม่” ในภารกิจสำคัญ ล้วนกำลังหล่อหลอมฟังก์ชันนวัตกรรมรูปแบบใหม่ของจีน
ตรรกะภายใน : สายโซ่เหตุปัจจัยของการก้าวกระโดดสามครั้ง
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงสามช่วงของเศรษฐกิจจีน มิได้แยกขาดจากกัน หากแต่เรียงลำดับเหตุปัจจัยต่อเนื่องกัน ส่วนเกินทางการเกษตรและการปฏิรูปสถาบัน ปูทางให้แก่อุตสาหกรรม ระบบอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ และตลาดขนาดมหึมา เป็นเวทีทดลองและฐานการผลิตของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ขณะที่ความสามารถทางนวัตกรรมที่สั่งสมขึ้น ก็ย้อนกลับมาปรับปรุงภาคเกษตร ยกระดับเป็นเกษตรอัจฉริยะ และยกระดับอุตสาหกรรมการผลิต เป็นการผลิตอัจฉริยะ ก่อเกิดเป็นวัฏจักรคุณภาพสูงขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางนี้มีเอกลักษณ์แบบจีนโดยเฉพาะ ไม่ได้พึ่งพาการสะสมทุนดั้งเดิม ผ่านการล่าอาณานิคมเหมือนชาติตะวันตก และมิได้อาศัยกลไกตลาดล้วน ๆ อย่างประเทศเสรีนิยม หากแต่เป็นการหาจุดสมดุลพลวัต ระหว่างยุทธศาสตร์นำของรัฐ การเปิดประเทศ และการพัฒนาตลาดภายในประเทศ การเลือกเชิงยุทธศาสตร์ในจุดเปลี่ยนสำคัญ จากแผนห้าปีฉบับแรก การปฏิรูปและเปิดประเทศ การเข้า WTO ได้ย่นระยะเวลาการพัฒนาให้สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ
เจ็ดสิบกว่าปีพิสูจน์ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของจีน คือประวัติศาสตร์ของปัจจัยสามประการ ได้แก่ การปฏิรูปสถาบัน การสั่งสมปัจจัยการผลิต และยุทธศาสตร์ของรัฐ ขับเคลื่อนร่วมกัน ภาคเกษตรหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเป็นฐานของนวัตกรรม และนวัตกรรมย้อนกลับมาเติมพลังให้เกษตรและอุตสาหกรรมในระดับใหม่ นี่คือเส้นทางที่ผ่านพ้นมา และก็คือวัฏจักรแห่งอนาคต ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ที่รวดเร็วดังที่ไม่เคยมีมาก่อน การทำความเข้าใจตรรกะเบื้องหลัง “สามช่วงพัฒนา” นี้ มิเพียงช่วยให้มองเห็นอดีตของจีนได้ชัดเจนขึ้น หากยังช่วยประเมินโอกาสและความท้าทาย ในการก้าวสู่ประเทศนวัตกรรมชั้นนำในอนาคต ได้อย่างรอบคอบยิ่งขึ้น



