สถานการณ์ราคาไข่ไก่และเนื้อไก่มีการประกาศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อวิเคราะห์ด้านต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงขึ้น และผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง
ล่าสุด เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้นมาอยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท (เพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อฟอง หรือแผงละ 6 บาท) มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม เป็นต้นไป ขณะที่เครือข่ายผู้เลี้ยงสุกรขยับราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 2 บาท ส่งผลให้ราคาอ้างอิงในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ขยับจาก 70 บาท เป็น 72 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคาขายปลีกหมูชำแหละหน้าเขียงที่อาจปรับตัวสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 10 บาท
วิกฤตการกระจุกตัวในอุตสาหกรรมไก่ไข่
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งกำลังศึกษาโครงสร้างตลาดไก่ไข่และการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาผลิตภัณฑ์ไก่ไข่ หรือ “Egg Board” ระบุว่า อุตสาหกรรมไก่ไข่ไทยมีการกระจุกตัวสูง อันเป็นผลมาจากข้อจำกัดในการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (GP) ซึ่งปัจจุบันมีการนำเข้าประมาณปีละ 440,000 ตัว แต่สิทธิในการนำเข้าตกอยู่ในมือผู้ประกอบการเพียง 16 ราย ส่งผลให้การขยายตัวของผู้เล่นรายใหม่ในอุตสาหกรรมทำได้ยาก พร้อมเสนอให้ Egg Board เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ได้รับการจัดสรรโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์มากขึ้น
ข้อสังเกตจากภาคประชาสังคมต่อ “อำนาจเหนือตลาด”
ด้านมูลนิธิชีววิถี หรือ “ไบโอไทย” (BIOTHAI) ตั้งข้อสังเกตต่อบทบาทของคณะกรรมการ Egg Board ในการบริหารจัดการโควตานำเข้า โดยระบุว่าแม้ความตั้งใจหลักจะเป็นการสร้างสมดุลไม่ให้เกิดภาวะ “สินค้าล้นตลาด” แต่โครงสร้างดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญเรื่องอำนาจเหนือตลาด เนื่องจากมีผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่ถือครองสัดส่วนต้นทางพรรณสัตว์ในระดับสูง โดยข้อมูลระบุว่าบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งมีสิทธิครอบครองพันธุ์ไก่ไข่สูงถึง 55.8% ของโควตาทั้งหมด
โครงสร้างอุตสาหกรรมเนื้อไก่และสุกร: รายใหญ่คุมเบ็ดเสร็จ?
ไบโอไทยเผยข้อมูลโครงสร้างการผลิตไก่เนื้อในประเทศไทย พบว่าส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของผู้ผลิตรายใหญ่ โดยบริษัทรายใหญ่ที่สุดมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 28-30% ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ 8 อันดับแรก ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 80% ทิ้งห่างเกษตรกรรายย่อยที่มีส่วนแบ่งเหลือเพียง 7-8% เท่านั้น
สำหรับอุตสาหกรรมสุกร ไบโอไทยระบุว่าตลาดหมูขุนมากกว่า 50% อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทใหญ่ 2 แห่ง โดยรายแรกครองสัดส่วน 30-33% และรายที่สอง 15-16% ในขณะที่เกษตรกรรายย่อยกว่า 1.7 แสนราย มีสัดส่วนการผลิตรวมกันเพียงไม่ถึง 30%
แนวโน้มราคาเนื้อสัตว์ในระยะสั้นยังคงมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น หากต้นทุนอาหารสัตว์และพลังงานยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์ในการกำกับดูแลโครงสร้างราคาให้เป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ท่ามกลางข้อสงสัยเรื่องการผูกขาดในต้นทางอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ



