ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง สำหรับท่าทีของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)
แม้เหตุผลหลักจะอยู่ที่ความล่าช้ากว่า 7 ปีที่ยังไม่มีการเริ่มก่อสร้าง แต่ประเด็นนี้ถูกมองว่าเป็นการปรับเปลี่ยนแนวทางอย่างสิ้นเชิงจากสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่พยายามผลักดันการแก้ไขสัญญาเพื่อผ่าทางตันให้โครงการเดินหน้าต่อได้
ข้อสังเกตเรื่อง “แลนด์บริดจ์” กับความสมบูรณ์ของแผน
ในขณะที่โครงการอีอีซีมีผลการศึกษา EIA-EHIA รองรับเกือบครบถ้วนและเอกชนหลายรายเริ่มลงทุนไปแล้ว แต่กระทรวงคมนาคมกลับหันไปเร่งผลักดันโครงการ “แลนด์บริดจ์” ระนอง-ชุมพร วงเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตจากนักวิชาการและภาคประชาชนว่า แผนแม่บทในปัจจุบันมีความสมบูรณ์เพียงพอแล้วหรือไม่? โดยเฉพาะผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อแนวปะการังเลื่องชื่อในพื้นที่ ซึ่งอาจกลายเป็น “ซอยตัน” เหมือนโครงการในอดีตหากไม่ศึกษาให้รอบด้าน
ประเด็นสำคัญที่น่ากังวลคือ หากโครงการไฮสปีดเทรนล้มครืนลง จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อโครงการ “เมืองการบินอู่ตะเภา” เนื่องจากในสัญญาระบุเงื่อนไขการมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อไว้ชัดเจน หากรัฐไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขนี้ได้ อาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและถูกเอกชนเรียกร้องค่าเสียหายในอนาคต
นอกจากนี้ การอนุมัติงบประมาณซื้อลิขสิทธิ์ MotoGP กว่า 3,900 ล้านบาทที่ผ่านมา ยังคงเป็นจุดที่สังคมนำมาเปรียบเทียบกับความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลัก ซึ่งกระทรวงคมนาคมจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า การเลือกเดินเส้นทางนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จหรือความเสี่ยงที่รัฐต้องแบกรับกันแน่



