วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 19/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้
2.กสม. ตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางสุรินทร์ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกาย ระบุการลงโทษไม่เป็นไปตามกฎหมายราชทัณฑ์ เสนอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ร่วมตรวจสอบ
นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องซึ่งเป็นอดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายหนึ่ง ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 ขณะผู้ร้องถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางสุรินทร์ เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสุรินทร์รายหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) กล่าวหาผู้ร้องว่าลักลอบส่งจดหมายออกนอกแดนขัง จึงขู่เข็ญและใช้กำลังทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้รับสารภาพ โดยใช้ไม้ทุบตีบริเวณหลังและท้ายทอย และใช้ท่อพีวีซีทุบตีบริเวณลำตัวจนท่อพีวีซีแตกหัก จากนั้นใช้ท่อพีวีซีที่แตกหักทิ่มแทงบริเวณใบหน้าของผู้ร้อง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับแดนซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ไม่ได้ห้ามปรามการกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำรายดังกล่าว จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 ให้การรับรองว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการห้ามทรมานตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยที่พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 69 กำหนดว่า เมื่อผู้ต้องขังกระทำผิดวินัย จะถูกลงโทษสถานหนึ่งสถานใดได้แก่ ภาคทัณฑ์ งดการเลื่อนชั้นโดยมีกำหนดเวลา ลดชั้น ตัดการอนุญาตให้ได้รับการเยี่ยมเยียนหรือติดต่อไม่เกินสามเดือน ลดหรืองดประโยชน์และรางวัล ขังเดี่ยวไม่เกินหนึ่งเดือน หรือตัดจำนวนวันที่ได้รับการลดวันต้องโทษ
ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบรับฟังได้ว่า ผู้ร้องถูกกล่าวหาว่าพยายามส่งจดหมายออกนอกแดน โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำผู้ถูกร้องอ้างว่าได้ลงโทษด้วยการอบรมทางวินัยด้วยวาจาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จากคำให้การของพยานผู้ต้องขัง 1 รายที่เห็นเหตุการณ์โดยตรง ระบุว่า เจ้าหน้าที่ใช้ไม้และท่อพีวีซีตีผู้ร้อง รวมทั้งใช้ท่อพีวีซีที่แตกแทงบริเวณใบหน้าและหัวไหล่ของผู้ร้อง ขณะที่ผู้ต้องขังอีก 5 ราย พบเห็นร่องรอยบาดแผลและฟังผู้ร้องเล่าเหตุการณ์ในวันเดียวกัน นอกจากนี้ ภาพถ่ายร่างกายของผู้ร้องยังปรากฏรอยฟกช้ำบริเวณหลัง แขน และท้ายทอย รวมถึงบาดแผลบริเวณใบหน้า ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของพยานและคำยืนยันของบิดามารดาผู้ร้องที่พบร่องรอยบาดแผลระหว่างเข้าเยี่ยมในเดือนเมษายน 2567 อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุ 7 วัน บิดาและมารดาของผู้ร้องถูกปฏิเสธการเข้าเยี่ยม โดยอ้างว่าผู้ร้องถูกกักบริเวณจากการกระทำผิดวินัย แต่กลับไม่ปรากฏหลักฐานหรือบันทึกการลงโทษทางวินัยของผู้ร้องในระบบเรือนจำแต่อย่างใด ต่อมาผู้ร้องได้ร้องเรียนต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ทำให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ และส่งผลสอบให้กรมราชทัณฑ์พิจารณา ทั้งนี้ หลังพ้นโทษ ผู้ร้องยังมีอาการหวาดกลัวและวิตกกังวลจากการถูกโทรศัพท์ข่มขู่เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว เมื่อพิจารณาพยานหลักฐาน ประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม และข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จึงมีน้ำหนักเพียงพอให้เชื่อได้ว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำผู้ถูกร้องทำร้ายร่างกายผู้ร้องจริง และการดำเนินการของเรือนจำกลางสุรินทร์มีลักษณะเข้าข่ายปกปิดการกระทำดังกล่าว จึงถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี
ทั้งนี้ กสม. มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำไม่ได้บันทึกภาพเหตุการณ์หรือจัดทำบันทึกรายงานเหตุการณ์ที่ผู้ร้องกระทำผิดวินัยด้วยการพยายามส่งเอกสารข้ามแดน จึงถือเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 อีกทั้งยังปฏิเสธไม่ให้บิดามารดาเข้าเยี่ยมโดยไม่มีหลักฐานรายงานประวัติการกระทำผิดวินัย จึงกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในการติดต่อบุคคลภายนอกและสิทธิในการชี้แจงข้อกล่าวหา ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 นอกจากนี้ ภายหลังพ้นโทษ ผู้ร้องยังได้รับผลกระทบทางจิตใจ มีความหวาดกลัวและวิตกกังวลจากการถูกโทรศัพท์ข่มขู่ จึงสมควรได้รับการช่วยเหลือและเยียวยาต่อไป
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะให้กรมราชทัณฑ์ เร่งพิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จากกรณีที่เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสุรินทร์ และเรือนจำกลางสุรินทร์ ลงโทษทางวินัยผู้ร้องไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 รวมทั้งกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 โดยให้ใช้ข้อมูลความเห็นจากรายงานฉบับนี้ในการพิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย หากพบว่า มีการกระทำความผิดหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ให้ดำเนินการลงโทษตามสัดส่วนความรับผิดของการกระทำ รวมถึงให้ผู้ถูกร้องชดเชยเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ร้องตามความเหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ ให้กำกับดูแล และกำชับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เรือนจำ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 โดยเฉพาะในส่วนที่กำหนดหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่เรือนจำต้องปฏิบัติตาม รวมถึงให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ควรสนับสนุนให้เรือนจำสามารถทำการบันทึกภาพและเสียงจากกล้องวงจรปิดได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่
และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายติดตามการพิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงของกรมราชทัณฑ์ โดยใช้รายงานฉบับนี้ร่วมในการพิจารณาเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย พร้อมทั้งช่วยเหลือเยียวยาผู้ร้องตามสิทธิที่จะได้รับ






