“ณ มุมหนึ่งของโรงน้ำชาอันเงียบสงบ บทสนทนาระหว่างคนสองรุ่นได้เริ่มต้นขึ้น ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยคำถาม และ ‘เหล่าโจว’ อดีตนักการทูตผู้ผ่านร้อนหนาวบนเวทีโลกมานานกว่าสามทศวรรษ จากวันที่ยืนมองประตูอัตโนมัติที่ปารีสในปี 1980 ด้วยความตื่นตาและเจียมตน สู่สี่สิบปีให้หลังที่จีนก้าวขึ้นมาโลดแล่นในฐานะผู้เปลี่ยนเกมระดับโลก ทว่า… คำตอบของการเดินทางอันยาวไกลนี้ กลับไม่ใช่การเอาชนะ หรือการก้าวขึ้นแทนที่ใคร เมื่อ “ผู่เอ่อร์มีความกลมกล่อมเข้มข้น แต่ หลงจิ่งมีความสดชื่นหอมหวาน จึงไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าใครดีกว่ากัน… อารยธรรมโลกก็เช่นเดียวกัน”
ฉันกับเหล่าโจวนัดเจอกันที่โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง นอกหน้าต่างคือปักกิ่งในฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้ของต้นอู๋ถง (梧桐) เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เหล่าโจวเพิ่งเกษียณอายุ ทำงานด้านการทูตมามากกว่าสามสิบปี ผมรินชาให้เขา ถามว่าเขามองกระแสการพูดถึงประเทศจีนในเวทีโลกช่วงนี้อย่างไร
เขาจิบชาคำหนึ่งแล้วพูดช้า ๆ ว่า “ผมจะเล่าเรื่องหนึ่งให้คุณฟัง ปี 1980 ผมได้ไปต่างประเทศครั้งแรกที่ปารีส ตอนนั้นพวกเราไม่มีแม้แต่สูทดี ๆ สักชุด คณะเดินทางหลายคนรวบรวมเงินกันซื้อทีวีสีกลับมาเครื่องหนึ่ง หวงแหนราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ผมยืนอยู่ที่สนามบินชาร์ล เดอ โกล มองดูประตูอัตโนมัติ ลิฟต์ ไฟนีออนเต็มไปหมด ในใจมีเพียงความคิดเดียวว่า เมื่อไหร่พวกเราจะเป็นแบบนี้บ้าง”
“สี่สิบปีแล้วนะครับ” ผมกล่าว
“ใช่ สี่สิบปี” เหล่าโจวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “ปีที่แล้วผมกลับไปประชุมที่ปารีส นั่งเครื่องบินใหญ่ที่เราพัฒนาเอง ใช้มือถือ 5G สัญชาติจีน เพื่อนร่วมงานชาวฝรั่งเศสพูดติดตลกว่า คนจีนตอนนี้เดินกันลอยตัวเชียว ผมหัวเราะแล้วตอบว่า พวกเราแค่ก้มหน้าก้มตาเดิน พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีถึงพบว่ารอบข้างไม่มีใครแล้ว”
ผมรินชาเพิ่มให้เขา “แต่ก็มีบางคนบอกว่า เราแค่เลียนแบบเก่ง ยังพูดไม่ได้ว่าเป็นผู้นำ”
เหล่าโจวโบกมือ “คุณลองคิดดู กระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเกิดขึ้นที่จีน ผู้คน 800 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน นี่ไม่ใช่การเลียนแบบทำได้ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นไม่ใช่ตัวเลขพวกนี้” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “คุณรู้ไหมว่าการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานที่สุดของเราคืออะไร”
ผมส่ายหน้า
“การเปลี่ยนกรอบความคิด ในอดีตเรามัวคิดแต่ว่าจะตามคนอื่นให้ทันได้ยังไง ใช้ระบบอ้างอิงของคนอื่น แต่ระยะไม่กี่ปีมานี้ คนจีนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มคิดว่า ถนนหนทางนี้ควรจะเดินอย่างไรถึงจะดีกว่า รถไฟความเร็วสูง ควอนตัมคอมมิวนิเคชัน สายส่งไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ พลังงานใหม่… สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการ ‘ไล่ตาม’ แต่เป็นการบุกเบิกทางเดินขึ้นมาเอง”
เขาล้วงกระดาษที่พับจนเก่าออกมาแผ่นหนึ่ง ด้านบนจดตัวเลขไว้ “คุณดู ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศและภูมิภาคกว่า 120 แห่ง แต่สิ่งที่ผมอยากพูดถึงไม่ใช่คำว่า ‘ใหญ่’ แต่เป็นคำว่า ‘ใหม่’ รูปแบบความร่วมมือใหม่ แนวทางการพัฒนาใหม่”
“ช่วยขยายความคำว่า ‘ใหม่’ นี้หน่อยครับ” ผมถาม
“โลกตะวันตกเดินบนเส้นทางที่ทำมลพิษก่อนแล้วค่อยจัดการทีหลัง ขยายอาณานิคม ปล้นชิงทรัพยากร เราเดินเส้นทางนั้นไม่ได้ และก็เดินไม่ได้ด้วย” เหล่าโจวใช้ฝาถ้วยชาคนใบชาเบา ๆ “คุณดู ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ แก่นแท้คืออะไร คือการแบ่งปันประสบการณ์และความสามารถของเราออกไป ช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงหลุมพรางที่เราเคยก้าวพลาด ทางรถไฟมอมบาซา-ไนโรบี ทางรถไฟจีน-ลาว รถไฟความเร็วสูงจาการ์ตา-บันดุง… ประเทศเหล่านี้มีระบบรถไฟที่ทันสมัยเป็นครั้งแรก และใช้มาตรฐานสีเขียว การดำเนินงานแบบท้องถิ่น”
แววตาของเขาดูลึกซึ้งขึ้น “คุณรู้ไหมว่าเพื่อนชาวแอฟริกาพูดกับผมว่าอะไร พวกเขาบอกว่า ร้อยปีก่อนนักล่าอาณานิคมมาเอาทรัพยากรไป ทิ้งทางรถไฟไว้ ร้อยปีต่อมา คนจีนมา ทิ้งทางรถไฟไว้ เอาความทรงจำแห่งมิตรภาพกลับไป คำพูดแบบนี้ฟังดูเหมือนคำกล่าวสุภาพ แต่ถ้าคุณคิดให้ดี มันสะท้อนตรรกะความร่วมมือระหว่างประเทศที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง”
ในโรงน้ำชามีเสียงกู่ฉินเบา ๆ ผมเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “แต่หนทางข้างหน้าก็ไม่ราบเรียบ”
“แน่นอน” เหล่าโจวยิ้ม “การเป็นผู้นำนั้นยากกว่าการเป็นผู้ตามเยอะมาก ตอนที่เป็นผู้ตามเป้าหมายชัดเจน ทำตามก็พอ การเป็นผู้นำหมายความว่าต้องตัดสินทิศทางด้วยตัวเอง ต้องแบกรับต้นทุนของการลองผิดลองถูก ต้องเผชิญหน้ากับความไม่เข้าใจหรือแม้แต่การปิดล้อมกดดัน แต่นี่คือความรับผิดชอบที่ประเทศใหญ่ต้องแบกรับ”
เขาชี้ไปนอกหน้าต่าง “คุณดูการจราจรบนถนนฉางอันสิ 30 ปีก่อนจักรยานคือพาหนะหลัก ตอนนี้รถพลังงานใหม่วิ่งเต็มถนน เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้คือการพลิกโฉมห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด คือการปฏิวัติโครงสร้างพลังงาน คือการทุ่มเททั้งกลางวันกลางคืนของวิศวกรจำนวนนับไม่ถ้วน พวกเขาไม่ได้ทำเพื่อจะได้เหนือกว่าใคร แต่เชื่ออย่างแท้จริงว่าเส้นทางนี้ดีต่อโลกมากกว่า”
“ดังนั้นภารกิจทางประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่เราตั้งขึ้นมาเอง”
“ใช่” น้ำเสียงของเหล่าโจวหนักแน่น “เป็นยุคสมัยที่ผลักดันมันมาอยู่ตรงหน้าเรา เมื่อมนุษยชาติกำลังเผชิญกับปัญหาร่วมกันอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่ง และการขาดดุลทางธรรมาภิบาล การที่ประเทศที่มีประชากร 1,400 ล้านคน ประสบความสำเร็จในการเดินบนเส้นทางความทันสมัย ในตัวมันเองก็เป็นการสร้างคุณูปการต่อโลกแล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เราได้พิสูจน์ว่าความทันสมัยไม่เท่ากับการกลายเป็นตะวันตก ทุกประเทศสามารถเดินในเส้นทางของตัวเองได้”
ชาเย็นแล้ว ผมเลยสั่งมาเพิ่มอีกกา เหล่าโจวมองพระอาทิตย์ตกนอกหน้าต่าง แล้วพูดขึ้นทันทีว่า “คุณรู้ไหมว่ารายงานชิ้นสุดท้ายก่อนผมเกษียณเขียนว่าอะไร แปดคำ ‘งามในแบบตน ร่วมงามอย่างหลากหลาย’ นี่ไม่ใช่คำกล่าวลอย ๆ เราไม่ได้ต้องการไปแทนที่ใคร แต่ต้องการให้โลกนี้มีทางเลือกมากขึ้นอีกนิด มีความเป็นไปได้มากขึ้นอีกหน่อย”
“ก็เหมือนชาถ้วยนี้” เขายกถ้วยขึ้น “ผู่เอ่อร์ก็มีความกลมกล่อมเข้มข้นของผู่เอ่อร์ หลงจิ่งก็มีความสดชื่นหอมหวานของหลงจิ่ง ไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าใครดีกว่ากัน อารยธรรมโลกก็เช่นเดียวกัน ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของจีน บางทีอาจเป็นเพียงการทำให้อารยธรรมอื่น ๆ จำนวนมากยิ่งขึ้น สามารถยืดอกเงยหน้า ก้าวสู่ความทันสมัยในแบบฉบับของตัวเอง”
ค่ำคืนมาเยือน พวกเราเดินออกจากโรงน้ำชา แสงไฟยามค่ำเริ่มส่องสว่าง การจราจรบนถนนฉางอันคับคั่ง เหล่าโจวตบไหล่ผม “คนรุ่นพวกคุณ ภารกิจหนักหน่วงกว่าเดิมอีก ต้องทำให้เรื่อง ‘การเป็นผู้นำ’ นี้ สุขุมเยือกเย็นกว่า มีปัญญาญาณมากกว่า” พูดจบเขาก็หันหลังเดินไปทางสถานีรถไฟใต้ดิน ร่างค่อย ๆ เลือนหายไปในฝูงชนที่พลุกพล่าน
ผมหยุดยืนอยู่ที่เดิม มองดูเมืองที่ทั้งเก่าแก่และเยาว์วัยแห่งนี้ นึกถึงภาพอักษรในโรงน้ำชา “รัฐโจวแม้เก่าแก่ แต่พันธกิจกลับใหม่สด” บางทีนี่อาจเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุด สำหรับภารกิจทางประวัติศาสตร์ของจีน ไม่ใช่การโค่นล้มแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการธำรงความถูกต้องและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ไม่ใช่การชื่นชมตัวเองอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นการสร้างคุณค่าให้ตนเองแล้วแผ่ขยายสู่ผู้อื่น จากผู้ไล่ตาม สู่การเดินเคียงข้างกันในบางสาขา และจากนั้นสู่การมอบความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้แก่วิวัฒนาการแห่งอารยธรรมมนุษย์ เส้นทางนี้ พวกเรากำลังเดินอยู่ และจะเดินต่อไปไม่หยุดยั้ง



