วันจันทร์, กันยายน 26, 2022
หน้าแรกไม่มีหมวดหมู่(กสม.แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 22/2565)

(กสม.แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 22/2565)

“…กสม. ชี้กรณีสลายการชุมนุมเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิผู้ชุมนุมและเสรีภาพสื่อมวลชน
– ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น จ.ตราด ชงแก้ไขระเบียบที่สร้างภาระในการขอสถานะ…”

[inline_related_posts title=”คุณอาจสนใจเรื่องเหล่านี้” title_align=”left” style=”list” number=”4″ align=”none” ids=”” by=”categories” orderby=”rand” order=”DESC” hide_thumb=”no” thumb_right=”no” views=”no” date=”yes” grid_columns=”2″ post_type=”” tax=””]

วันที่ 16 มิถุนายน 2565 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 22/2565 โดยมีวาระสำคัญ ดังนี้

1. กสม. เผยผลการตรวจสอบเหตุสลายการชุมนุมเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเมื่อเดือนธันวาคม 2564 – ชี้เจ้าหน้าที่ละเมิดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ แนะ สตช. ทบทวนแนวปฏิบัติในการจัดการการชุมนุม

ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 ณ บริเวณทำเนียบรัฐบาล สืบเนื่องจากเครือข่ายฯ กว่า 30 คน ได้เดินทางมารวมตัวเพื่อทวงสัญญาจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา โดยให้มีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) แบบมีส่วนร่วมก่อนดำเนินการโครงการ นั้น

กสม. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีดังกล่าวมีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า เหตุการณ์การสลายการชุมนุมของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน ผู้ถูกร้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลดุสิต มีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นหรือไม่ โดยพิจารณาออกเป็น 3 ประเด็น ได้ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการเข้าควบคุมตัวผู้ชุมนุมของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เห็นว่า การชุมนุมของเครือข่ายฯ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 เป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธที่ไม่ถือว่าเป็นความรุนแรง ในส่วนของเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมการชุมนุมเป็นไปตามแผนปฏิบัติการ โดยมีการเจรจากับผู้ชุมนุมหลายครั้งเพื่อขอให้เคลื่อนย้ายไปชุมนุมนอกบริเวณพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล แต่เมื่อล่วงเลยเวลาที่กำหนดให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนย้าย กลับใช้วิธีเข้าสลายการชุมนุมและควบคุมตัวผู้ชุมนุมเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยอ้างว่า เนื่องจากในวันที่ 7 ธันวาคม 2564 เป็นวันเปิดทำการ จะมีการใช้เส้นทางหนาแน่น และการชุมนุมมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 การชุมนุมดังกล่าวเป็นการชุมนุมโดยผิดกฎหมาย กสม. เห็นว่า เหตุผลตามที่กล่าวอ้างนี้ยังไม่อาจพิจารณาได้ว่า เป็นเหตุแห่งความจำเป็นในการเข้าสลายการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมของผู้ชุมนุมเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้ชุมนุมตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองและคุ้มครองไว้ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ประเด็นที่สอง การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิตต่อผู้ชุมนุมมีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมจากการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายควรพิจารณาถึงความได้สัดส่วนเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุม ตลอดจนไม่กระทำการอันใดที่เป็นการจำกัดหรือสร้างภาระแก่ผู้ใช้เสรีภาพดังกล่าวเกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวในฐานความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 ส่งผลให้ผู้ชุมนุมที่ถูกจับต้องเดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกอยู่เป็นระยะจนถึงปัจจุบัน กสม. เห็นว่า การดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมกรณีนี้ไม่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เนื่องจากการชุมนุมมีวัตถุประสงค์เพื่อการติดตามทวงถามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลต่อโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งสุดท้ายแล้วรัฐบาลได้รับข้อเสนอของผู้ชุมนุมไว้เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง การกระทำของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุและสร้างภาระแก่ผู้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ประเด็นที่ 3 การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในเหตุการณ์การชุมนุมของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อสื่อมวลชนหรือไม่ จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริง พบว่า ในการสลายการชุมนุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศให้สื่อมวลชนออกจากพื้นที่การชุมนุมและมีการใช้อุปกรณ์ยิงแสงเลเซอร์ส่องไปยังสื่อมวลชนและอุปกรณ์ถ่ายภาพ ทำให้สื่อมวลชนไม่สามารถถ่ายภาพขณะเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการสลายการชุมนุมและควบคุมตัวผู้ชุมนุมได้ ทั้งยังอาจทำให้เซ็นเซอร์กล้องได้รับความเสียหายและมีผลต่อการมองเห็นชั่วคราวของดวงตาได้ ดังนั้น หากการใช้สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ เจ้าหน้าที่จะต้องอำนวยความสะดวกและไม่ปิดกั้นสื่อมวลชนในการทำหน้าที่รายงานสถานการณ์และข้อเท็จจริงอย่างเสรี โดยไม่สร้างอุปสรรคอันเป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนเกินความจำเป็น จึงเห็นว่า การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ เป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองและคุ้มครองไว้ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 จึงมีข้อเสนอแนะแนวทางในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สรุปได้ดังนี้

1) ทบทวนแนวทางปฏิบัติในการควบคุมและจัดการการชุมนุมซึ่งจะต้องไม่กระทำการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ชุมนุม และจัดสถานที่ที่ปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

2) กำชับแนวทางปฏิบัติต่อการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมอันสืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ โดยให้ดำเนินการอย่างระมัดระวังซึ่งต้องคำนึงถึงความได้สัดส่วนและความจำเป็นตามแต่ละกรณี โดยหลีกเลี่ยงการตั้งข้อหาหรือฐานความผิดที่เป็นการจำกัดหรือสร้างภาระแก่ผู้ใช้สิทธิและเสรีภาพดังกล่าวเกินสมควรแก่เหตุ

3) กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมและดูแลสถานการณ์การชุมนุม อำนวยความสะดวกและเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนทำหน้าที่รายงานสถานการณ์และข้อเท็จจริงอย่างเสรี โดยไม่สร้างอุปสรรคอันเป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่เกินความจำเป็น หากการใช้สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้

ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งรายงานผลการตรวจสอบกรณีนี้

กสม. ชี้กรณีสลายการชุมนุมเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิผู้ชุมนุมและเสรีภาพสื่อมวลชน
– ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น จ.ตราด ชงแก้ไขระเบียบที่สร้างภาระในการขอสถานะ

วันที่ 16 มิถุนายน 2565 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 22/2565 โดยมีวาระสำคัญ ดังนี้

1. กสม. เผยผลการตรวจสอบเหตุสลายการชุมนุมเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเมื่อเดือนธันวาคม 2564 – ชี้เจ้าหน้าที่ละเมิดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ แนะ สตช. ทบทวนแนวปฏิบัติในการจัดการการชุมนุม

ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 ณ บริเวณทำเนียบรัฐบาล สืบเนื่องจากเครือข่ายฯ กว่า 30 คน ได้เดินทางมารวมตัวเพื่อทวงสัญญาจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา โดยให้มีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) แบบมีส่วนร่วมก่อนดำเนินการโครงการ นั้น

กสม. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีดังกล่าวมีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า เหตุการณ์การสลายการชุมนุมของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน ผู้ถูกร้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลดุสิต มีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นหรือไม่ โดยพิจารณาออกเป็น 3 ประเด็น ได้ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการเข้าควบคุมตัวผู้ชุมนุมของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เห็นว่า การชุมนุมของเครือข่ายฯ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 เป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธที่ไม่ถือว่าเป็นความรุนแรง ในส่วนของเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมการชุมนุมเป็นไปตามแผนปฏิบัติการ โดยมีการเจรจากับผู้ชุมนุมหลายครั้งเพื่อขอให้เคลื่อนย้ายไปชุมนุมนอกบริเวณพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล แต่เมื่อล่วงเลยเวลาที่กำหนดให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนย้าย กลับใช้วิธีเข้าสลายการชุมนุมและควบคุมตัวผู้ชุมนุมเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยอ้างว่า เนื่องจากในวันที่ 7 ธันวาคม 2564 เป็นวันเปิดทำการ จะมีการใช้เส้นทางหนาแน่น และการชุมนุมมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 การชุมนุมดังกล่าวเป็นการชุมนุมโดยผิดกฎหมาย กสม. เห็นว่า เหตุผลตามที่กล่าวอ้างนี้ยังไม่อาจพิจารณาได้ว่า เป็นเหตุแห่งความจำเป็นในการเข้าสลายการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมของผู้ชุมนุมเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้ชุมนุมตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองและคุ้มครองไว้ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ประเด็นที่สอง การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิตต่อผู้ชุมนุมมีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมจากการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายควรพิจารณาถึงความได้สัดส่วนเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุม ตลอดจนไม่กระทำการอันใดที่เป็นการจำกัดหรือสร้างภาระแก่ผู้ใช้เสรีภาพดังกล่าวเกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวในฐานความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 ส่งผลให้ผู้ชุมนุมที่ถูกจับต้องเดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกอยู่เป็นระยะจนถึงปัจจุบัน กสม. เห็นว่า การดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมกรณีนี้ไม่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เนื่องจากการชุมนุมมีวัตถุประสงค์เพื่อการติดตามทวงถามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลต่อโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งสุดท้ายแล้วรัฐบาลได้รับข้อเสนอของผู้ชุมนุมไว้เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง การกระทำของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุและสร้างภาระแก่ผู้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ประเด็นที่ 3 การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในเหตุการณ์การชุมนุมของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อสื่อมวลชนหรือไม่ จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริง พบว่า ในการสลายการชุมนุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศให้สื่อมวลชนออกจากพื้นที่การชุมนุมและมีการใช้อุปกรณ์ยิงแสงเลเซอร์ส่องไปยังสื่อมวลชนและอุปกรณ์ถ่ายภาพ ทำให้สื่อมวลชนไม่สามารถถ่ายภาพขณะเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการสลายการชุมนุมและควบคุมตัวผู้ชุมนุมได้ ทั้งยังอาจทำให้เซ็นเซอร์กล้องได้รับความเสียหายและมีผลต่อการมองเห็นชั่วคราวของดวงตาได้ ดังนั้น หากการใช้สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ เจ้าหน้าที่จะต้องอำนวยความสะดวกและไม่ปิดกั้นสื่อมวลชนในการทำหน้าที่รายงานสถานการณ์และข้อเท็จจริงอย่างเสรี โดยไม่สร้างอุปสรรคอันเป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนเกินความจำเป็น จึงเห็นว่า การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ เป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองและคุ้มครองไว้ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 จึงมีข้อเสนอแนะแนวทางในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สรุปได้ดังนี้

1) ทบทวนแนวทางปฏิบัติในการควบคุมและจัดการการชุมนุมซึ่งจะต้องไม่กระทำการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ชุมนุม และจัดสถานที่ที่ปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

2) กำชับแนวทางปฏิบัติต่อการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมอันสืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ โดยให้ดำเนินการอย่างระมัดระวังซึ่งต้องคำนึงถึงความได้สัดส่วนและความจำเป็นตามแต่ละกรณี โดยหลีกเลี่ยงการตั้งข้อหาหรือฐานความผิดที่เป็นการจำกัดหรือสร้างภาระแก่ผู้ใช้สิทธิและเสรีภาพดังกล่าวเกินสมควรแก่เหตุ

3) กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมและดูแลสถานการณ์การชุมนุม อำนวยความสะดวกและเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนทำหน้าที่รายงานสถานการณ์และข้อเท็จจริงอย่างเสรี โดยไม่สร้างอุปสรรคอันเป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่เกินความจำเป็น หากการใช้สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้

ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งรายงานผลการตรวจสอบกรณีนี้

2. กสม. ลงพื้นที่จังหวัดตราดรับฟังสถานการณ์ปัญหาของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น – ภาคประชาสังคมชงแก้ไขระเบียบที่สร้างภาระให้แก่ผู้ยื่นคำขอเกินจำเป็น

เมื่อวันที่ 8 – 10 มิถุนายน 2565 นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ทรงคุณวุฒิของ กสม. ด้านสิทธิของกลุ่มเปราะบาง และกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และประชุมหารือร่วมกับนายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ผู้แทนกรมการปกครอง และเครือข่ายภาคประชาสังคมกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นในอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด กว่า 300 คน ถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานะของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ณ จังหวัดตราด

กสม. ได้รับรายงานว่า กรมการปกครองได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น โดยสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติและเอกสารแสดงตนของผู้ที่มีเชื้อสายไทยที่อยู่ในเงื่อนไขที่จะได้รับการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นตามกฎหมาย จำนวน 17,903 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตราด จังหวัดตาก จังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดระนอง ทั้งนี้ กรมการปกครองได้อนุมัติสัญชาติไทยให้แก่กลุ่มดังกล่าวไปแล้วกว่าร้อยละ 70 เฉพาะในพื้นที่จังหวัดตราดได้รับการรับรองสถานะเป็นคนไทยพลัดถิ่นแล้ว จำนวน 3,079 คน อย่างไรก็ดี ยังคงเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้ยื่นคำขอรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นอีกถึง 1,869 คน

จากการรับฟังสถานการณ์ของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นในจังหวัดตราด พบว่ามีกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่ประสบปัญหาในการขอสถานะ อาทิ กลุ่มที่ได้ยื่นเอกสารหลักฐานแล้วแต่ตกหล่นหรือถูกจำหน่ายทางทะเบียน กลุ่มที่ยังไม่ได้ยื่นเอกสารเลยเนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการยื่นคำขอและเงื่อนไขตามกฎหมาย ขณะที่บางกลุ่มไม่มีเอกสาร หลักฐานหรือเครือญาติตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นได้ สำหรับอุปสรรคในการพิจารณารับรองสถานะ อาทิ ความยุ่งยากของขั้นตอนในการพิจารณา ซึ่งต้องใช้พยานหลักฐานจำนวนมาก ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และผังเครือญาติ ความล่าช้าในการดำเนินการระดับพื้นที่ ซึ่งทำให้จำนวนคำขอที่จะส่งต่อให้คณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นของกรมการปกครองพิจารณารับรองมีจำนวนน้อยและไม่ต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดหากจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจสารพันธุกรรม DNA เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงเครือญาติ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้คนไทยพลัดถิ่นจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นได้ ขณะที่จำนวนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับอำเภอเพื่อรับคำขอและดำเนินการตามกระบวนการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นมีจำนวนไม่เพียงพอกับปริมาณคำขอ อีกทั้งมีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่บ่อยครั้ง ทำให้การปฏิบัติงานขาดความต่อเนื่อง และขาดผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

ในการนี้ กสม. ได้หารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ซึ่งได้มอบนโยบายให้ส่วนราชการในจังหวัดแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น โดยให้ทุกอำเภอในจังหวัดตราดเร่งสำรวจและจัดทำข้อมูลทะเบียนสถานะแก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่ยังคงตกค้างและกลุ่มที่ยังไม่ได้ยื่นคำขอให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงให้จัดทำแผนดำเนินงานและเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นร่วมกัน

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังเสนอให้กรมการปกครองพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลไกการพิจารณารับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยไม่สร้างภาระแก่ผู้ยื่นคำขอเกินจำเป็น ทั้งนี้ อาจจัดทำฐานข้อมูลหรือระบบการดำเนินงานในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงข้อมูล ติดตาม และประเมินผลการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้แก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นได้อย่างเป็นระบบ

“สิทธิในสถานะบุคคลเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐต้องให้การรับรอง เพื่อให้บุคคลสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ได้ อาทิ สิทธิในการศึกษา สิทธิในการรักษาพยาบาล เสรีภาพในการเดินทาง และการได้รับความคุ้มครองทางสังคมในการทำงาน ทั้งนี้ กสม. จะติดตามสถานการณ์ของผู้มีปัญหาสถานะบุคคล เพื่อประสานการคุ้มครองและส่งเสริมให้รัฐดำเนินมาตรการเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบและประกันสิทธิของบุคคลทุกคนในประเทศตามหลักสิทธิมนุษยชนต่อไป” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
16 มิถุนายน 2565

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

“อ.เฉลิมชัย” ชี้เหตุผลวางมือเลิกวาดรูป หันไปขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยว

อาจารย์เฉลิมชัย ตอบชัด เหตุผลวางมือ เลิกวาดรูป ตะลุยขี่มอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยว ลั่น "ผมพอแล้ว ทำมาเยอะแล้ว อยากพักผ่อนใช้ชีวิตที่มีความสุขก่อนที่จะตาย" ชาวเน็ตฮือฮาคลิป "อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์" ศิลปินแห่งชาติ วัย 68 ปี ตอบคำถามของหลายคนที่ว่า ช่วงนี้ไม่ได้เห็นอาจารย์เฉลิมชัยจับพู่กันรังสรรค์วาดภาพให้ชมกันแล้ว จึงสอบถามกันเข้ามามากมาย เฟซบุ๊ก "นรินทร ทามาส" ลูกศิษย์คนสนิทของ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอของอาจารย์เฉลิมชัย พร้อมแคปชั่นสั้น ๆ ว่า "ข้อคิดในการขี่มอเตอร์ไซด์ของท่าน อ.เฉลิมชัย"  โดยคลิปวิดีโอที่อาจารย์เฉลิมชัยได้พูดไว้นั้นมีความยาวประมาณ 3 นาที และได้บรรยายอธิบายถึงเหตุผลที่ตอนนี้ได้ตะลุยท่องเที่ยว ใช้ชีวิต วางพู่กัน ขับมอเตอร์ไซค์ โดยระบุว่า "มีลูกศิย์ลูกหาถามว่า อาจารย์ตอนนี้ไม่ได้วาดภาพแล้วเหรอ เห็นขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยว เสียดายนะรูปก็แพง...

สาทิตย์ ชี้จะกวาด ส.ส.ภาคใต้ ต้องเลิกหลอกตัวเอง

อุณหภูมิประชาธิปัตย์พุ่งปรี๊ด! ’สาทิตย์’ ตีแสกหน้า ฟาดไม่ยั้ง ผู้บริหารพรรคต้องเลิกหลอกตัวเองได้แล้วว่ากำลังดีขึ้น ระบุสถานการณ์ไม่ดีกว่าเดิม ทุกวันนี้เราเสียตัวตนไปเยอะ ชี้ที่ผ่านมา การสนับสนุนคุณประยุทธ์ ไปส่วนหนึ่ง สิ่งที่เขาพลาด เราต้องกล้าพูด สิ่งที่เขาทำถูก เราก็ต้องกล้าพูด 26 ก.ย.2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวานนี้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แกนนำพรรคภาคใต้ กล่าวถึงการหาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ที่พบว่าหลายพรรคการเมืองทั้งพรรคที่มี ส.ส.ปัจจุบันและพรรคการเมืองตั้งใหม่ ตั้งเป้าเจาะพื้นที่ภาคใต้กันจำนวนมากว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ท้าทายมาก ได้คุยกับเพื่อน ส.ส.ภาคใต้และรองหัวหน้าพรรคภาคใต้ของพรรค ตนเปิดประเด็นนี้ว่า เราต้องถกกันให้ชัดถึงจุดยืน แนวทาง นโยบายพรรค ต้องทำนโยบายภาคให้ชัด จุดยืนของพรรคต้องชัด สำหรับความคาดหวังต่อจำนวน ส.ส.เขตในภาคใต้ รองหัวหน้าพรรคภาคใต้ของพรรคก็ตั้งเป้าว่า ต้องได้ 35 ที่นั่งขึ้นไป...

รถกระบะรับส่ง นร.คันเร่งค้าง พุ่งชนด่าน-พลิกคว่ำ

กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพรถกระบะ บรรทุกเด็กนักเรียนปอเนาะ เกิดอุบัติเหตุรถเสียหลักพุ่งเข้าชนด่านจนพลิกคว่ำจนเกิดควันโขมง เด็กนักเรียนรีบหนีตายออกจากรถจ้าละหวั่นแรง   วันที่ 25 ก.ย. 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (วันที่ 24 กันยายน) พ.ต.ต.เสนห์ จันทร์หอม สว.สส.สภ.กะพ้อ จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.16 น. ที่ผ่านมา โดยมี นายซูโกด์ บากา คนขับรถรับส่งนักเรียนปอเนาะอีนอ ต.ตะโละดือรมัน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี จำนวน 15 ราย เพื่อเดินทางไปยังพื้นที่สายบุรี เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นด่านของเจ้าหน้าที่ทหารพราน ชุด ร.4403 ในพื้นที่ ม.3...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.