เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 เม.ย.69 ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ถนนพหลโยธิน กทม. นายศรายุทธ รัตนพันธ์ อายุ 61 ปี ในฐานะตัวแทนครอบครัวรัตนพันธ์ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่และพวก โดยอ้างว่าพบพฤติการณ์ที่ไม่โปร่งใสเกี่ยวกับการใช้เอกสารในกระบวนการยุติธรรม
นายศรายุทธ ระบุว่า การเข้ามาพบพนักงานสอบสวนกองปราบปรามวันนี้เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม หลังเข้าแจ้งความไว้เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ให้ดำเนินคดีกับบริษัทฯ ร่วมทั้ง CEO กรรมการบริษัทและผู้รับมอบอำนาจบริษัท ฝ่ายบัญชี รวม 6-7 ราย ร่วมกันปลอมแปลงเอกสาร ใช้เอกสารปลอม จากกรณีคดีความทางแพ่งที่มีการฟ้องแย้งมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกา โดยตนได้ตรวจพบข้อพิรุธที่เชื่อว่าเป็นการนำเอกสารราชการที่อาจมีการดัดแปลงหรือทำปลอมขึ้น มาใช้ประกอบการไต่สวนพยานในชั้นศาล
โดย นายศรายุทธ กล่าวอ้างว่ามีการนำรายงานการประชุมบริษัทที่ไม่ครบถ้วน หรือมีการปลอมแปลงปกปิดข้อมูลบางส่วน มาใช้เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีเดิม
นายศรายุทธ ยังอ้างว่าพบการนำเอกสารคำสั่งเรียกพยานที่มีเนื้อหาไม่ตรงกับฉบับจริงของศาล มาใช้ซักถามพยานในการพิจารณาคดีเมื่อช่วงเดือน ก.พ. ถึง มี.ค. ที่ผ่านมา
นายศรายุทธ กล่าวว่า“ตนต้องการให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าคู่กรณีเป็นองค์กรขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนของรูปคดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย”
สำหรับคดีหลักในเรื่องซื้อขายที่ดิน 1,500 ล้านบาทนั้น นายศรายุทธ บอกว่าอยู่ในชั้นศาลฎีกา
ฝากถึงบริษัทฯ คู่กรณี ตนพร้อมดีเบต ด้วยทุกที่ทุกเวลา เอาความจริงออกมาพูดกันได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดที่นายศรายุทธมาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามนั้นเป็นเพียงการให้ข้อมูลจากฝั่งผู้ร้องด้านเดียว ซึ่งตามขั้นตอนของกฎหมาย พนักงานสอบสวนจะต้องทำการสอบปากคำ ตรวจสอบพยานเอกสารที่นำมามอบให้ และเรียกผู้ถูกกล่าวหามาขี้แจงข้อเท็จจริงตามระเบียบต่อไป
โดยผลแห่งคดีจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการรวบรวมพยานหลักฐานและดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนและศาล
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวอยู่ระหว่างการติดต่อฝั่งบริษัทที่ถูกกล่าวหาเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงอีกด้าน









