
โดยดำเนินการในรายคดีที่เกี่ยวกับยาเสพติด การฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระและการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมจำนวน 1,379 รายการ 51 รายคดีมูลค่าทรัพย์สินกว่า 12,164 ล้านบาท และมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สิน 67 รายคดี
วันที่ 17 เมษายน 2569นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการ ปปง. และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 4/2569
ซึ่งมี นาย เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง.เป็นกรรมการและเลขานุการ และนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ว่าเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569นอกจากคณะกรรมการธุรกรรมจะมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน (เพิ่มเติม) ในรายคดีนางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM กับพวก มูลค่าประมาณ 8,269 ล้านบาท ซึ่งนำเสนอเป็นที่ทราบไปก่อนหน้านี้แล้ว คณะกรรมการธุรกรรมยังได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในรายคดีอื่นๆ ในความผิดมูลฐานที่เกี่ยวกับยาเสพติด การฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และดำเนินการในความผิดมูลฐานอื่นๆ อีก ดังนี้

1. ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 11 รายคดี ทรัพย์สิน 369 รายการ พร้อมดอกผล มูลค่าประมาณ8,561 ล้านบาท (รวมรายคดีนางสาวแตงไทยฯ ดังกล่าวข้างต้น) โดยมีข้อมูลรายคดีอื่นที่น่าสนใจ ดังนี้
1.1 รายคดี นายไมตรีฯ กับพวก ซึ่งเป็นกรณีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และความผิดฐานฟอกเงิน จากการขยายผลออกหมายจับผู้กระทำความผิด พบความเชื่อมโยงการทำธุรกรรมกับบัญชีเงินฝากธนาคารของนิติบุคคลหลายบริษัท โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในกรณีดังกล่าวไว้แล้วรวมมูลค่าประมาณ 19 ล้านบาท (ย.303/2568 – ย.304/2568)ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ 32/2569ในการนี้คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (เพิ่มเติม) จำนวน 249 รายการ(เช่น เงินสด ทองคำ
ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ สินค้าแบรนด์เนม และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 93 ล้านบาท (คำสั่ง ย.87/2569)
1.2 รายคดี นายเกียรติศักดิ์ฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการนี้คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (เพิ่มเติม) จำนวน 18 รายการ(ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 161 ล้านบาท (คำสั่ง ย.91/2569)
2. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 33 รายคดี ทรัพย์สินกว่า 738 รายการ มูลค่าประมาณ 692ล้านบาท เนื่องจากพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยมีข้อมูลรายคดีที่น่าสนใจ ดังนี้
2.1 รายคดี นายธาดาฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 51 รายการ(เช่น ที่ดิน สินทรัพย์ดิจิตอล และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 374 ล้านบาท (คำสั่ง ย.25/2569)
2.2 รายคดี Mr.Tonyฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 13 รายการ (เช่น ห้องชุด ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 14 ล้านบาท (คำสั่ง ย.33/2569)
2.3 รายคดีนายเฟรดี้ฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติ ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 9 รายการ (เช่น ห้องชุด ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 97 ล้านบาท (คำสั่ง ย.30/2569)
2.4 รายคดีไพบูลย์ฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการกรรโชกฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 30 รายการ(เช่น ห้องชุด ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 33 ล้านบาท (คำสั่ง ย.44/2569)
อนึ่ง ในคดีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน หรือการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระหรือความผิดที่มีผู้เสียหาย นั้น สำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย โดยให้บุคคล ที่ได้รับความเสียหายในรายคดีที่เกี่ยวข้องสามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานแสดงรายละเอียดแห่งความเสียหายและจำนวนความเสียหาย ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้น สำนักงาน ปปง. จะตรวจสอบและรวบรวมรายชื่อผู้เสียหายและจำนวนความเสียหายเพื่อพิจารณาก่อนส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งให้มีคำสั่ง ให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต่อไป โดยผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากเว็บไชต์สำนักงาน ปปง. (www.amlo.go.th)
3. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย) จำนวน 7 รายคดี ทรัพย์สิน 272 รายการ มูลค่าประมาณ 2,911 ล้านบาท ในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน หรือการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยมีข้อมูลรายคดีที่น่าสนใจ ดังนี้
3.1 รายคดีกลุ่มบุคคลที่ใช้โทรศัพท์หลอกลวง รายนายทวีศักดิ์ฯ กับพวก อันเป็นความผิดมูลฐานเกี่ยวกับ การฉ้อโกงประชาชน และการฉ้อโกง อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ ในการนี้คณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (กรณีคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจำนวน 598 ราย) ซึ่งเป็นการดำเนินการกับทรัพย์สิน11 รายการมูลค่าประมาณ 350 ล้านบาท (คำสั่ง ย.270/2568)
3.2 รายคดี นายสฤษฎ์ฯ กับพวก กรณีเป็นความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน กรณีพฤติการณ์ชักชวนให้ผู้เสียหายโหลดแอปพลิเคชัน ลงทุนเทรดเหรียญดิจิทัล มีการแบ่งหน้าที่กันทำ ลักษณะเป็นเครือข่าย SCAMMER เป็นการฉ้อโกงประชาชนขององค์กรอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง โดยมีผู้เสียหายที่ได้รับความคุ้มครองแล้วส่วนหนึ่งในการนี้คณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหายเพิ่มเติม (รวมผู้เสียหายที่ได้รับการคุ้มครองทั้งหมดจำนวน 816 ราย) ซึ่งเป็นการดำเนินการกับทรัพย์สิน 130 รายการ มูลค่าประมาณ 2,552 ล้านบาท (คำสั่ง ย.193/2567)






