“ถ้อยแถลงที่ว่า “การรวมไต้หวันเป็นสิ่งต้องเป็นไป ไร้ประเด็นต่อรองใดๆ” มิใช่เพียงคำประกาศทางการเมือง หากแต่เป็นคำอธิบายที่กระชับและตรงที่สุดต่อธรรมชาติของประเด็นไต้หวันในฐานะ “แก่นแก่นของแก่น” (核心的核心) และ “เส้นแดงของเส้นแดง” (红线的红线) ในวาทกรรมและยุทธศาสตร์ของจีน การทำความเข้าใจถ้อยแถลงนี้ จึงต้องอ่านทั้งในมิติของหลักการทางประวัติศาสตร์ กฎหมาย อธิปไตย และในมิติของพลวัตกระบวนการรวมที่กำลังดำเนินอยู่จริง”
บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร
จีนยืนยันหลักการ “จีนเดียว” (一个中国原则) โดยถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนมาตั้งแต่โบราณ และสถานะนี้ได้รับการยืนยันซ้ำ ผ่านเอกสารระหว่างประเทศสำคัญ เช่น แถลงการณ์ไคโร (1943), แถลงการณ์พ็อตสแดม (1945) และมติสมัชชาสหประชาชาติที่ 2758 (1971) ซึ่งรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นผู้แทนชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียวของจีน ดังนั้นประเด็นไต้หวันจึงถูกจัดวางเป็น “กิจการภายใน” ที่ไม่อยู่ในวิสัยของการเจรจาแลกเปลี่ยนกับอำนาจภายนอก
“แก่นแก่นของแก่น” และ “เส้นแดงของเส้นแดง”
การเรียกประเด็นนี้ว่าเป็น “แก่นของแก่น” สื่อว่าอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน มิใช่ประเด็นผลประโยชน์ที่สามารถซื้อขายได้ แต่เป็นรากฐานที่รัฐจีนสมัยใหม่สร้างความชอบธรรมให้ตนเอง การยอมให้มีการ “ต่อรอง” ไม่ว่าจะในรูปใด ย่อมเท่ากับยอมลดทอนสถานะทางกฎหมายของรัฐเอง จึงเป็น “เส้นแดงของเส้นแดง” ที่ไม่มีพื้นที่สีเทา
พลวัตของกระบวนการรวม : “กำลังดำเนินอยู่” และ “จะดำเนินไปเรื่อยๆ”
จุดสำคัญของถ้อยแถลงนี้ คือการยืนยันว่าการรวมมิใช่ภาพอนาคตเชิงนามธรรม แต่เป็นกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นจริงในหลายระดับ คือ
1.มิติทางการเมือง–กฎหมาย การยืนยันหลักการจีนเดียวในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดพื้นที่การยอมรับไต้หวันในฐานะรัฐ การออกกฎหมายและมาตรการต่อต้านการแบ่งแยกดินแดน เช่น กฎหมายต่อต้านการแบ่งแยกดินแดน (2005) ซึ่งให้กรอบทางกฎหมายต่อการดำเนินการ
2.มิติทางเศรษฐกิจและสังคม การบูรณาการเศรษฐกิจผ่านข้อตกลงการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตมาตรการอำนวยความสะดวกให้ชาวไต้หวันศึกษา ทำงาน และพำนักในแผ่นดินใหญ่ เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในชีวิตประจำวัน
3.มิติทางทหารและยุทธศาสตร์ การเพิ่มความพร้อมและการลาดตระเวนในช่องแคบไต้หวัน เพื่อป้องปรามการแทรกแซงจากภายนอกและการแบ่งแยกดินแดนการวางกรอบป้องปรามที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงสถานะโดยฝ่ายเดียว มีต้นทุนสูงจนไม่คุ้มค่า
4.มิติทางจิตวิทยาและวาทกรรม การสร้างความคาดหวังเชิงบรรทัดฐานว่า “การรวมเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น” ทั้งในสังคมภายในและในเวทีระหว่างประเทศการทำให้ “การต่อรอง” กลายเป็นคำต้องห้ามในวาทกรรมสาธารณะ เพื่อปิดพื้นที่ข้อเสนอที่เบี่ยงเบนจากหลักการ
ความหมายเชิงยุทธศาสตร์ : “มีแต่จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนบรรลุผลสมบูรณ์”
วลีนี้บอกถึงตรรกะของ “ความไม่หยุดนิ่ง” ของกระบวนการรวม กล่าวคือ
1. เป็นกระบวนการที่มีทิศทางชัดเจน — เป้าหมายคือการรวมอย่างสมบูรณ์ (complete reunification) ไม่ใช่การตรึงสภาพปัจจุบัน
2. เป็นกระบวนการที่สะสมแรงกดดันและแรงดึงดูดไปพร้อมกัน — แรงกดดันต่อการแบ่งแยกและอำนาจภายนอก ควบคู่กับแรงดึงดูดจากการบูรณาการทางเศรษฐกิจและสังคม
3. เป็นกระบวนการที่ยืนยันความอดทนเชิงยุทธศาสตร์ — จุดเน้นอยู่ที่ “จนกว่าจะบรรลุผล” มิใช่กำหนดเวลาตายตัว แต่เป็นการยืนยันว่าเวลาและทิศทางอยู่ฝ่ายการรวม
4. เป็นกระบวนการที่ปิดประตูการต่อรอง — เมื่อไม่มีประเด็นต่อรอง ข้อเสนอแบบ “สองจีน” “หนึ่งจีนหนึ่งไต้หวัน” หรือ “สถานะเดิมถาวร” ล้วนถูกจัดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถรับได้
ข้อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ : แรงผลักและแรงต้าน
แรงผลัก (ผลักดันการรวม) แรงต้าน (ต่อต้านการรวม) ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการทูตของจีน การสนับสนุนของมหาอำนาจภายนอกต่อไต้หวัน การบูรณาการเศรษฐกิจระดับจุลภาค อัตลักษณ์ท้องถิ่นที่เข้มแข็งขึ้นในบางส่วนของสังคมไต้หวัน กรอบกฎหมายต่อต้านการแบ่งแยก ความพยายามรักษาสถานะเดิมเชิงยุทธศาสตร์ วาทกรรม “การรวมเป็นสิ่งที่ต้องเกิด” การผลักดันพื้นที่ระหว่างประเทศของไต้หวัน
การอ่านกระบวนการนี้จึงต้องเข้าใจว่าเป็น “การแข่งขันเชิงเวลาและเชิงโครงสร้าง” ที่จีนพยายามทำให้ทิศทางของประวัติศาสตร์เป็นฝ่ายตน
ถ้อยแถลง “การรวมไต้หวันเป็นสิ่งต้องเป็นไป ไร้ประเด็นต่อรองใดๆ” จึงมิใช่คำขวัญ แต่เป็นคำอธิบายที่รวมสามชั้นความหมายเข้าด้วยกัน
ชั้นหลักการ : อธิปไตยและบูรณภาพดินแดนไม่อยู่ในวิสัยการเจรจา
ชั้นกระบวนการ : การรวมกำลังดำเนินอยู่จริงในหลายมิติ และจะดำเนินต่อไป
ชั้นยุทธศาสตร์ : จีนยืนยันความมุ่งมั่นและความอดทนเชิงยุทธศาสตร์ที่จะไปให้ถึง “ผลสมบูรณ์”
ในมุมนี้ ประเด็นไต้หวันจึงถูกนิยามเป็น “แก่นแก่นของแก่น” และ “เส้นแดงของเส้นแดง” ที่ทั้งกำหนดขอบเขตของนโยบายภายใน และกำหนดพรมแดนของการยอมรับได้ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีน การวิเคราะห์ใดที่มองข้ามความหมายเชิงโครงสร้างนี้ ย่อมไม่อาจจับพลวัตที่แท้จริงของกระบวนการรวมไต้หวันของจีนได้



