“การรวมไต้หวันเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นเป้าหมายหลักประการหนึ่งของนโยบายต่างประเทศจีน ภายใต้หลักการ “จีนเดียว” (One-China Principle) อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเป็นไปได้และวิธีการรวมชาติ วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงหลักจากภายนอกที่จีนต้องพิจารณา เพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แบบ”
บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร
ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และพันธมิตร เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การรวมไต้หวันของจีน ไม่ใช่เรื่องที่กำหนดได้ฝ่ายเดียว การจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ ต้องอาศัยทั้งกำลังทางทหาร เศรษฐกิจ การทูต และเวลา โดยจีนต้องประเมินต้นทุนผลประโยชน์ ระหว่างการดำเนินการเชิงรุกกับการรักษาเสถียรภาพในระยะยาว
สหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งกฎหมายความสัมพันธ์กับไต้หวัน (Taiwan Relations Act, 1979) ที่ผูกพันสหรัฐฯ ในการจัดหาอาวุธ defensive weapons ให้ไต้หวัน นโยบาย “Strategic Ambiguity” ที่สร้างความไม่แน่นอนว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาแทรกแซงทางทหารหรือไม่ การขายอาวุธและการฝึกซ้อมทางทหารร่วม ที่เพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันของไต้หวัน รวมถึงกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เช่น การผลักดันให้บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ย้ายฐานการผลิต
ขณะที่พันธมิตรและหุ้นส่วนความมั่นคงในภูมิภาค อาทิ ญี่ปุ่น มีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์โดยตรง เนื่องจากไต้หวันตั้งอยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือสำคัญ และญี่ปุ่นเคยประกาศว่า “สันติภาพในช่องแคบไต้หวันเป็นเรื่องของญี่ปุ่น”
ออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร ผ่านข้อตกลง AUKUS และการเข้าร่วมกลุ่ม G7 ที่ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน โดยสหภาพยุโรป เพิ่มท่าทีแข็งกร้าวขึ้นต่อจีนในประเด็นไต้หวัน ด้าน G7 และ NATO ระบุว่าสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ที่จีนต้องรักษาความชอบธรรม ผ่านหลักการจีนเดียว
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและการคว่ำบาตร เช่น การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง (Chip War) ที่สหรัฐฯ นำมาใช้กดดันจีน มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ที่อาจเกิดขึ้นหากจีนใช้กำลังทางทหาร และการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลก ที่ทำให้จีนต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบทางเศรษฐกิจ
จีนตอบโต้ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ผ่านการเสริมสร้างความสามารถทางทหาร (A2/AD) ใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจกับประเทศกำลังพัฒนา การใช้มาตรการทางกฎหมายและเศรษฐกิจกดดันไต้หวัน และการเจรจาทวิภาคีเพื่อลดการแทรกแซงจากภายนอก
จีนยืนยันหลักการ “จีนเดียว” โดยถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนมาตั้งแต่โบราณ และสถานะนี้ได้รับการยืนยันซ้ำ ผ่านเอกสารระหว่างประเทศสำคัญ เช่น แถลงการณ์ไคโร (1943), แถลงการณ์พ็อตสแดม (1945) และมติสมัชชาสหประชาชาติที่ 2758 (1971) ซึ่งรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นผู้แทนชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียวของจีน ดังนั้นประเด็นไต้หวันจึงถูกจัดวางเป็น “กิจการภายใน” ที่อยู่ในอำนาจบริหารจัดการของจีนโดยชอบธรรม ซึ่งรัฐบาลจีนเป็นผู้มีสิทธิกำหนดแต่เพียงผู้เดียว ตามกฎหมายและเจตจำนงของประชาชนทั้งชาติ



