สถานการณ์รอบโลก วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม

0
20

“ไบเดน” ลั่น! “กองทัพมะกัน” พร้อมปกป้อง “ไต้หวัน”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวว่า สหรัฐฯ จะช่วยเหลือไต้หวันในการป้องกันประเทศ และสหรัฐฯ มีความมุ่งมั่นที่จะให้ความคุ้มครองไต้หวัน ซึ่งจีนอ้างว่าเป็นมณฑลหนึ่งของจีนเท่านั้น

ประธานาธิบดีไบเดน ยังกล่าวด้วยว่า ประชาชนไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับศักยภาพทางการทหารของสหรัฐฯ ซึ่งทั้งจีน รัสเซีย และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ต่างทราบดีว่า สหรัฐฯ มีกำลังทหาร แสนยานุภาพกองทัพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่น่ากังวล ก็คือเรื่องที่บางประเทศจะดำเนินกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดความผิดพลาดอย่างร้ายแรงได้

สำหรับ สถานการณ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน ก่อนหน้านี้ นายจิว กั๋ว-เจิ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไต้หวัน กล่าวว่า ความตึงเครียดทางการทหารระหว่างไต้หวันกับจีนเลวร้ายที่สุดในรอบ 40 ปี และว่า จีนมีความสามารถที่จะใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบเพื่อเข้ายึดครองไต้หวันภายในปี 2025 (พ.ศ. 2568)

ทั้งนี้ จีนมักจะอ้างว่า ไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน และจะใช้กำลังเพื่อเอากลับคืนหากมีความจำเป็น ขณะที่ ไต้หวันประกาศถึงความมีเอกราชของตนเอง และจะปกป้องเสรีภาพ ประชาธิปไตยของตนเองเช่นกัน

WHO เผยโควิดคร่าชีวิต 80,000-180,000 บุคลากรการแพทย์

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โควิด-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบุคลากรทางการแพทย์ และอาจเป็นสาเหตุทำให้คนกลุ่มนี้เสียชีวิตถึงระหว่าง 80,000-180,000 คน ในช่วงเดือนมกราคม 2563 ถึงพฤษภาคม 2564

กีบรีเยซุสย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางด้านสาธารณสุข และว่าจากข้อมูลใน 119 ประเทศแสดงให้เห็นค่าเฉลี่ยว่ามีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพียง 2 ใน 5 คนเท่านั้นที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ครบโดส

กีบรีเยซุสยังได้วิพากษ์วิจารณ์การกระจายวัคซีนที่ไม่เป็นธรรมโดยระบุว่า ค่าเฉลี่ยของจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับวัคซีนมีความแตกต่างกันอย่างมากตามภูมิภาคต่างๆ รวมถึงตามสภาพเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ

ในทวีปแอฟริกาบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับวัคซีนมีไม่ถึง 1 ต่อ 10 คน ขณะที่ในประเทศที่มีรายได้สูงค่าเฉลี่ยดังกล่าวอยู่ที่ 8 ต่อ 10 คน ทั้งนี้มีการประเมินว่าจำนวนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วโลกอยู่ที่ 135 ล้านคน

ควีนอังกฤษ เสด็จกลับพระตำหนัก หลังประทับโรงพยาบาล 1 คืน

เอเอฟพี รายงานว่า ควีนเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ เสด็จกลับพระตำหนักวินด์เซอร์ เมื่อเที่ยงวันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม หลังประทับที่โรงพยาบาล 1 คืน เพื่อให้แพทย์ตรวจพระวรกาย ทั้งนี้ทรงงดเสด็จเยือนไอร์แลนด์เหนือก่อนหน้านี้ตามการถวายคำแนะนำของแพทย์

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคมว่า “เพื่อทำตามการถวายคำแนะนำจากแพทย์ให้ทรงพักผ่อน 2-3 วัน สมเด็จพระราชินีทรงเข้าประทับที่โรงพยาบาลเมื่อเที่ยงวันพุธ (20 ตุลาคม) เพื่อเข้ารับการตรวจพระวรกายเบื้องต้น และเสด็จกลับพระตำหนักวินด์เซอร์เมื่อเที่ยงวันพฤหัสบดี โดยทรงมีกำลังพระทัยที่ดี”

สมาคมผู้สื่อข่าวของอังกฤษระบุว่า การเสด็จประทับโรงพยาบาลของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ถูกปิดเงียบ เพราะเป็นการประทับโรงพยาบาลช่วงสั้นๆ อีกทั้งเพื่อปกป้องความเป็นส่วนพระองค์ขององค์ประมุข พระชนมายุ 95 พรรษา

รายงานข่าวระบุว่า การแถลงข่าวของพระราชวังบักกิงแฮมมีขึ้นหลังจากเดอะ ซัน หนังสือแทบลอยด์ดังของอังกฤษ รายงานข่าวนี้ โดยเดอะ ซัน ยังระบุด้วยว่า ควีนเอลิซาเบธที่ 2 น่าจะประทับเข้ารับการตรวจพระวรกายที่โรงพยาบาลคิง เอ็ดเวิร์ดที่ 7 กลางกรุงลอนดอน เนื่องจากน่าจะค่ำเกินไปหากจะเสด็จกลับพระตำหนักวินด์เซอร์ที่ห่างกัน 26 กิโลเมตร

สหราชอาณาจักรติดโควิดทะลุครึ่งแสนต่อวัน

สหราชอาณาจักรมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น ตัวเลขรายวันมากกว่า 40,000 รายต่อเนื่องนับสัปดาห์ และล่าสุดในวันพุธที่ 21 ต.ค. ผู้ติดเชื้อใหม่ทะลุ 50,000 รายแล้ว

การติดเชื้อที่กลับมาสูงขึ้น ทำให้หลายหน่วยงานออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล กลับมาใช้มาตรการควบคุมการระบาดอีกครั้งก่อนฤดูหนาวจะมาถึง แต่รัฐบาลยังไม่เคลื่อนไหว
ผู้เชี่ยวชาญให้เหตุผลที่ทำให้การติดเชื้อในสหราชอาณาจักรกลับมาสูงขึ้นในตอนนี้ไว้หลายข้อ ซึ่งรวมถึงการที่สหราชอาณาจักรเริ่มฉีดวัคซีนเร็วกว่าหลายประเทศ
ในปี 2563 สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญการระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 จนทำให้พวกเขามีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป แต่มาตรการล็อกดาวน์ และโครงการฉีดวัคซีนอันรวดเร็ว ช่วยพลิกสถานการณ์จนควบคุมการระบาดได้สำเร็จ รัฐบาลเริ่มคลายมาตรการควบคุม และประชาชนก็กลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงกับคำว่าปกติ

ทว่าหลังจากนั้น มุมมองที่รัฐบาลมีต่อไวรัสมรณะตัวนี้ก็เปลี่ยนไป จึงตัดสินใจยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ และข้อจำกัดสำหรับควบคุมการระบาดทั้งหมดในเดือนกรกฎาคม ทั้งที่จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มกลับมาแตะหลักหมื่นต่อวัน ขณะที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ออกมาเรียกร้องให้ชาวอังกฤษเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับไวรัส

หลังจากปลดล็อกดาวน์ได้ราว 3 เดือน สถานการณ์ในสหราชอาณาจักรแตกต่างจากเมื่อช่วงต้นปีอย่างสิ้นเชิง พบผู้ติดเชื้อมากกว่า 40,000 ราย ในวันเดียวต่อเนื่องนับสัปดาห์แล้ว และในวันพุธจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็พุ่งทะลุครึ่งแสนที่ 52,009 รายเป็นสถิติใหม่ ขณะที่ 1 วันก่อนหน้านั้นมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ถึง 223 ศพ มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม

โชคยังดีที่อัตราการฉีดวัคซีนที่สูงในสหราชอาณาจักร ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และผู้ป่วยรุนแรง ต่ำกว่าช่วงแรกของการระบาดมาก แต่จำนวนคนไข้ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้เต็มความจุของโรงพยาบาลต่างๆ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขหลายคนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล กลับมาใช้มาตรการควบคุมอีกครั้ง ก่อนที่ฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่การระบาดรุนแรงที่สุด จะมาถึง

บอริส จอห์นสัน ปฏิเสธคำเรียกร้องล็อคดาวน์

ผู้นำอังกฤษยังคงปฏิเสธที่จะทำตามคำเรียกร้องของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของประเทศให้กลับมาดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดโควิด-19 แบบเข้มงวด แม้ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสจะกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งแล้วก็ตาม

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษระบุว่า มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 52,000 รายในวันพฤหัสบดี โดยตัวเลขเฉลี่ยรายวันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นอยู่ที่กว่า 44,000 คน ซึ่งสูงกว่าสัปดาห์ก่อนหน้าราว 16%

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน บอกกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลจะยังคงดำเนินแผนงานตามที่ประกาศออกมาเมื่อต้นปี ซึ่งก็คือ การทำตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อเปิดกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ พร้อมยกเลิกคำสั่งจำกัดต่างๆ เพื่อให้ประเทศกลับมาอยู่ในภาวะใกล้ปกติอีกครั้ง

องค์การอนามัยโลกเพิ่มออกมาเตือนเมื่อต้นสัปดาห์ว่า อังกฤษคือหนึ่งในประเทศที่มีอัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันสูงที่สุดในภาคพื้นยุโรป ซึ่งเป็นภูมิภาคเดียวของโลกที่มีการปรับขึ้นของตัวเลขในสัปดาห์ที่แล้ว

เครื่องบินรัสเซีย-สหรัฐฯ เผชิญหน้าบริเวณทะลดำ

มอสโคว – กระทรวงกลาโหมรัสเซีย เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ขณะเครื่องบินขับไล่ซูคอย(ซู-30 )ของรัสเซีย 2 ลำ บินเข้าประกบเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-1B ของสหรัฐฯ 2 ลำ ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135 จำนวน 2 ลำ ขณะบินอยู่เหนือทะเลดำ แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียเปิดเผยด้วยว่า หลังจากฝูงบินรบของต่างชาติบ่ายหน้าไปจากน่านฟ้ารัสเซีย เครื่องบินขับไล่ของรัสเซียจึงได้กลับสู่ฐานทัพที่ตั้งอย่างปลอดภัย

กระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลงว่าอากาศยานของรัสเซียปฏิบัติการเที่ยวบินตามกฎระเบียบน่านฟ้าสากลอย่างเข้มงวด และบอกว่าเขตแดนของรัสเซียต้องไม่ถูกล่วงละเมิด เหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ เหนือทะเลดำในครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ พลเอก ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ อยู่ระหว่างเดินทางเยือนยูเครน ซึ่งเขากล่าวว่า รัสเซียเป็นอุปสรรคขัดขวางสันติภาพทางภาคตะวันออกของยูเครน และเรียกร้องรัสเซียหยุดความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่บ่อนทำลายเสถียรภาพในทะเลดำและตามแนวพรมแดนของยูเครน

CDC สหรัฐ รับรองวัคซีนไขว้ ฉีด ‘โมเดอร์นา-J&J’ เป็นเข็มกระตุ้น

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐอเมริกาได้ให้การรับรองการใช้วัคซีนโมเดอร์นา และจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นเข็มกระตุ้นแล้ว หลังจากได้ให้การรับรองวัคซีนของไฟเซอร์เป็นเข็มที่ 3 ไปก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ซีดีซียังอนุญาตให้มีการผ่อนปรนการใช้วัคซีนไขว้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยไม่ต้องสนใจว่าวัคซีนเข็มแรกที่คนได้รับคือวัคซีนยี่ห้อใดอีกด้วย

สำหรับเกณฑ์ของผู้ที่สามารถฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะต้องเริ่มจากเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ และโมเดอร์นาไปแล้วอย่างน้อย 6 เดือน หรือเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา หรือผู้ที่มีอายุอย่างน้อย 50 ปีที่มีความเสี่ยงด้านปัญหาสุขภาพ

นอกจากนี้ยังจะอนุญาตให้ผู้ใหญ่ซึ่งมีอายุเท่าไหร่ก็ได้สามารถรับวัคซีนเข็มกระตุ้นหากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้ออันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพ การทำงาน หรือจากสภาพความเป็นอยู่ ซึ่งรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ครู นักโทษ และกลุ่มคนไร้บ้าน

อียูชี้ฉีดไขว้บูสเตอร์ได้ผลดี

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า สำนักงานการแพทย์แห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) แถลงเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมนี้ว่า การใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ต่างชนิดกันเป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นหรือบูสเตอร์ ที่เรียกกันว่าการฉีดไขว้หรือมิกซ์แอนด์แมตช์ นั้น ดูเหมือนจะส่งผลดีกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันได้แข็งแกร่งกว่าการใช้วัคซีนตัวเดียวกันเป็นบูสเตอร์ โดยทางอีเอ็มเอ ระบุว่า กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยเพื่อดูว่าควรให้ความเห็นชอบการฉีดไขว้เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันดังกล่าวแบบเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมนี้หรือไม่ โดยจะชี้ขาดภายใน วันที่ 25 ตุลาคมนี้

เฟซบุ๊กเผยบรรลุข้อตกลง จ่ายค่าคอนเทนต์ข่าวให้สื่อฝรั่งเศส

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยม เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับหนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศสบางฉบับ ที่ทางเฟซบุ๊กจะจ่ายค่าคอนเทนต์ข่าวที่แชร์โดยผู้ใช้งานให้ การเปิดเผยข้อตกลงดังกล่าวของทางเฟซบุ๊กมีขึ้นเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากที่ กูเกิล บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ประกาศว่าจะจ่ายค่าตอบแทนให้กับสื่อสำหรับคอนเทนต์ข่าวที่ปรากฎอยู่บนเว็บไซต์กูเกิล

เฟซบุ๊กกล่าวว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ที่เฟซบุ๊กทำไว้กับกลุ่ม APIG ของหนังสือพิมพ์ระดับประเทศ และระดับภูมิภาคในฝรั่งเศส ยังทำให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กสามารถอัพโหลดและแชร์ข่าวได้อย่างอิสระ ในขณะเดียวกันก็ให้ความมั่นใจว่าลิขสิทธิ์ของกลุ่มหนังสือพิมพ์ได้รับการคุ้มครอง

ทั้งนี้สื่อต่างๆ ซึ่งประสบปัญหาผู้สมัครสมาชิกรับข้อมูลสิ่งพิมพ์น้อยลง ได้เห็นถึงความล้มเหลวของกูเกิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการตัดรายได้หลายล้านที่มาจากค่าโฆษณาที่ขึ้นข้างๆข่าว

ความสำเร็จของข้อตกลงนี้เป็นเหมือนชัยชนะของสำนักข่าวฝรั่งเศสในการปกป้องสิทธิในการเผยแพร่ข้อมูล

ขณะที่เฟซบุ๊กระบุว่า นอกจากจะจ่ายค่าคอนเทนต์ของฝรั่งเศสแล้ว เฟซบุ๊กจะตั้งสำนักข่าวฝรั่งเศสในเดือนมกราคม2022 โดยใช้ชื่อ”เฟซบุ๊กนิวส์” เพื่อให้พื้นที่ในการเข้าถึงเนื้อหาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และมีชื่อเสียง

ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรป (อียู) ที่ออกคำสั่งในเรื่องสิทธิข้างเคียง(คือการนำเอางานด้านลิขสิทธิ์ออกแสดง)อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2019 โดยในตอนแรกกูเกิลปฏิเสธที่จะปฏิบัติตาม เพราะกลุ่มบริษัทสื่อได้รับประโยชน์จากการเข้าชมเว็บไซต์หลายล้านครั้งแล้ว

“อินเดีย-เนปาล” น้ำท่วมหนักกลืนชีวิตผู้คนกว่า 150 ราย สูญหายจำนวนมาก

(21 ตุลาคม) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์อุทกภัยในอินเดีย และเนปาล ยังคงรุนแรง ภายหลังจากเกิดฝนตกหนักตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา เป็นเหตุให้น้ำท่วมสูง และดินถล่มในหลายพื้นที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วอย่างน้อย 150 ราย และมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

รายงานข่าวแจ้งว่า แคว้นอุตตราขัณฑ์ ทางตอนเหนือของอินเดีย ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีผู้เสียชีวิตเกือบ 50 ราย สูญหายอีกหลายสิบราย

ทั้งนี้ เหตุฝนตกหนัก และน้ำท่วมสูง ตลอดจนดินถล่ม ยังทำให้ทางการต้องสั่งปิดโรงเรียน ห้ามประชาชนเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งห้ามประชาชนรวมตัวเพื่อประกอบกิจกรรทางศาสนา

ขณะที่ สถานการณ์ในเนปาล ปรากฏว่า สำนักงานจัดการภัยพิบัติของประเทศ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31ราย สูญหาย 43 ราย จากเหตุน้ำท่วม และดินถล่ม หลังฝนตกหนักตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ทางด้านบรรดาผู้เชี่ยวชาญ ออกมาเตือนว่า ภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัย จะเกิดปรากฏการณ์ดินถล่มบ่อยครั้งหนักขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากฝนไม่ตกตามฤดูกาล และธารน้ำแข็งละลายมากขึ้น ตลอดจนมีการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ส่งผลให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าที่จะปกป้องหน้าดินในพื้นที่

‘ซีเรีย’ ประหารชีวิต 24 ผู้ต้องหา โทษฐานเผาป่า

(22 ต.ค.64) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงยุติธรรมของซีเรียออกแถลงการณ์ เรื่องการประหารชีวิตนักโทษ 24 คน เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม ตามความผิดในข้อหา “ร่วมกันก่อการร้ายที่นำไปสู่การสูญเสียชีวิต และการสร้างความเสียหายให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ตลอดจนทรัพย์สินทั้งที่เป็นของสาธารณะและส่วนบุคคล” จากการจุดไฟเผาป่า” ในท้องที่จังหวัดลาตาเคีย จังหวัดตาตุส และจังหวัดฮามา ระหว่างเดือน ก.ย.จนถึงกลางเดือน ต.ค.ปี2020

ขณะเดียวกัน ยังมีจำเลยอีก 11 คน ที่ศาลพิพากษาให้รับโทษใช้แรงงานหนักตลอดชีวิต จากข้อหาเดียวกัน แม้ซีเรียยังมีกฎหมายประหารชีวิตนักโทษ อย่างไรก็ตาม แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่มีการประหารชีวิตนักโทษมากขนาดนี้พร้อมกันภายในวันเดียว และรายงานของกระทรวงยุติธรรมไม่ได้ให้รายละเอียด ว่าประหารชีวิตนักโทษกลุ่มนี้ด้วยวิธีใด

กระทรวงฯ เปิดเผยตัวเลขไฟไหม้มีจำนวน 187 ครั้ง กระทบเมือง และหมู่บ้านทั้งหมด 280 แห่ง บ้านเรือนเสียหายมากกว่า 370 หลังคาเรือน ที่ดินเกษตรกรรม 13,000 เฮกตาร์ และผืนป่า 11,000 เฮกตาร์ ถูกทำลาย ทั้งหมดเป็น 24,000 เฮกตาร์ หรือราว 150,000 ไร่ ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ชาวเมลเบิร์น” แห่ฉลองปลด “ล็อกดาวน์โควิด” จองคิวร้านตัดผมยาวเป็นเดือน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประชาชนชาวออสเตรเลีย ในนครเมลเบิร์น เมืองหลวงของรัฐวิกตอเรีย ต่างพากันออกมาฉลอง ภายหลังจากทางการประกาศยกเลิกมาตรการปิดพื้นที่ หรือล็อกดาวน์ ซึ่งถูกระบุว่า เป็นการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในโลก เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า ชาวนครเมลเบิร์น ต่างพากันเฝ้ารอ กระทั่งถึงเวลา 23.59 น.ของวันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม ประชาชนได้ปรบมือและส่งเสียงร้องเชียร์ จากระเบียงที่พักของพวกเขา ส่วนผู้ขับขี่รถยนต์ ได้กดแตรติดต่อกันเป็นเวลาในช่วงเวลาดังกล่าว

รายงานข่าวเผยว่า ในช่วงเช้าของวันศุกร์ ประชาชนต่างพากันไปยังผับ บาร์ ภัตตาคาร และร้านตัดผม เพื่อใช้บริการ หลังจากไม่สามารถเข้าใช้บริการได้มาเป็นเวลานาน
นอกจากนี้ มีรายงานข่าวว่า เฉพาะร้านตัดผมแห่งต่างๆ ปรากฏว่า มีประชาชนจองคิวเต็มจนถึงเดือนหน้า เพื่อตัดแต่งทรงผมก่อนถึงช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่จะมาถึงในช่วงปลายเดือน ธ.ค.

สุดปัง! ลิซ่า ร่วมงาน ดีเจสเนก ปล่อย เพลงใหม่ดัน #Sxygirl พุ่งติดเทรนด์

ปล่อยผลงานใหม่มาให้แฟนๆได้กรี๊ดกันอีกครั้ง สำหรับ “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” สาวไทยสมาชิกวง “แบล็กพิงค์” โดยล่าสุดร่วมงานกับ “ดีเจสเนก”, “โอซูนา” และ “เมแกน ธี สตอลเลียน” สำหรับผลงานเพลง Sexy Girl ซึ่งสาวลิซ่า มีส่วนในการแต่งเพลงด้วยตัวเองอีกด้วย

ทั้งนี้เพลง Sexy Girl ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น SXY GIRL หรือ SG เพื่อให้สามารถโพสต์บนโซลเชียลมีเดียแพลทฟอร์มต่างๆได้โดยที่เซ็นเซอร์คำดังกล่าวได้
ทั้งนี้หลังจากปล่อยเพลง Sexy Girl บนยูทูบส่งผลให้แฮชแทก #Sxygirl พุ่งติดเทรนด์ทวิตเตอร์อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับ #WrittenByLisa

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here