วันจันทร์, กรกฎาคม 22, 2024
หน้าแรกคอลัมนิสต์ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย“นักการเมือง” ต้องทำเพื่อชาติ-ประชา? (ตอนสิบสาม) “คานธี” สอนชาวไทยกับชาวโลก..!?

Related Posts

“นักการเมือง” ต้องทำเพื่อชาติ-ประชา? (ตอนสิบสาม) “คานธี” สอนชาวไทยกับชาวโลก..!?

“คำคม” บุคคลสำคัญของโลกชาวอินเดีย อย่าง “คานธี” ให้แง่คิดที่ทันสมัยเสมอ..

“คานธี” เป็นหนึ่งใน “ผู้นำอินเดีย” ที่นำประชาชนชาวอินเดีย ลุกขึ้นต่อสู้อย่างสันติ เรียกร้องอิสรภาพ ให้อินเดียหลุดพ้นจากการกดขี่ของจักรวรรดิอังกฤษ นักล่าอาณานิคม ที่เดินทางออกล่าเมืองขึ้น ด้วยกองเรือกับอาวุธทันสมัย กดขี่ข่มเหงเข่นฆ่า “คนอินเดีย” ที่ไม่ยอมสยบ เมื่อเข้าครอบครองประเทศอินเดียสำเร็จ ก็จัดการกอบโกยทรัพยากรมีค่าอันอุดมสมบูรณ์ ขนข้ามทะเลอันไกลโพ้นกลับไปยังแผ่นดิน “ชาติอังกฤษ”.. “มนุษย์” ที่อ้างว่าตนศิวิไลซ์กว่า ได้กระทำสิ่งที่มิพึงปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกันอย่างยิ่ง คือการบังคับให้ “คนอินเดีย” กดขี่ข่มเหงเข่นฆ่า “คนอินเดีย” ด้วยกันเองอย่างป่าเถื่อน เยี่ยง “สัตว์เดรฉาน” นั่นเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์อันเลวร้าย ที่ “ชาติตะวันตก” กระทำต่อ “ชาติอินเดีย” และต่อชาติต่างๆ อีกมากมายที่อ่อนแอกว่า ความเจ็บปวด และความจริงที่แลกมาด้วยชีวิตเลือดเนื้อของ “ชาวอินเดีย” จากการถูกกระทำย่ำยีโดยอังกฤษ ก่อเกิดเรื่องราวที่โลกกล่าวขานสรรเสริญ..

“มหาตมา คานธี” ได้นำชาวอินเดียลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจอธรรม อย่างสันติอหิงสา วาทะของ “มหาตมา คานธี” เป็น “คำคมอมตะ” ปลุกเร้าจิตใจชาวอินเดียและชาวโลกอีกมากมาย ให้กล้าต่อสู้ กล้าสลัดพ้นจากการไล่ล่าอาณานิคมมาตลอดจนทุกวันนี้ แม้ “มหาตมา คานธี” จะจากโลกนี้ไปนานแล้ว “อมตวจนะคานธี” ได้สอนให้ชาวโลกเรียนรู้ถึง “จิตชั่วร้าย”กับ“จิตดีงาม” การเข่นฆ่าอย่าง “ชั่วช้าสามานย์” ที่ “ชาวอังกฤษ”กระทำต่อ “เพื่อนมนุษย์” เพียงเพื่อจะกอบโกยผลประโยชน์ กลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน

โดยมี “ชีวิตชาวอินเดีย” จำนวนมหาศาล ที่ต้องบาดเจ็บล้มตาย สังเวยความโลภไม่รู้จักพอของ “ชาตินักล่าเมืองขึ้น”! แม้ในปัจจุบัน.. การ “ล่าอาณานิคม” ของชาติตะวันตก ก็ยังคงเกิดขึ้นในหลากรูปแบบ ดังนั้น.. จึงมีการนำคุณค่าอันยิ่งใหญ่จาก “อมตวจนะ” ของ “มหาตมา คานธี” เผยแพร่ในหลายหลากสื่อ เป็นแนวทางนำความคิดแก่ “ชนรุ่นหลัง” ที่กำลังต่อสู้อย่างสันติ ปกป้อง “อิสรภาพ” และความเป็นธรรม..

ขอเริ่มด้วย “คำคม” ที่ตรงไปตรงมา ถึง “ชาตินักล่าอาณานิคมผู้ละโมบ” ดังนี้.. “ทรัพยากรในโลก มีเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนทั้งโลก แต่ไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนละโมบเพียงคนเดียว” “คานธี” ผู้สมถะจนชีวิตสูญสิ้น ได้บันทึกสรุปไว้ว่า “ข้าพเจ้าเป็นนักบวชที่ยากจน ทรัพย์สินที่ข้าพเจ้ามีอยู่ในโลกนี้ มีกงล้อปั่นด้าย 6 เครื่อง จานรับประทานอาหารตั้งแต่อยู่ในคุก 1 ใบ กระป๋องใส่นมแพะ 1 ใบ ผ้านุ่งโธตี และผ้าเช็ดตัวทอด้วยมือ 6 ชิ้น นอกนั้นก็มีแต่ชื่อเสียง ซึ่งไม่มีราคาค่างวดหรือความหมายอะไร”

“คานธี” ได้มอบ “คำคมอมตะ” ทรงคุณค่าและทันสมัยเสมอ เรื่อง “บาป 7 ประการ” ว่า“เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ทำงาน มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลธรรม วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์ บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ” “คานธี”ยังสอนสั้นๆ ต่อว่า “การเมืองที่ปราศจากศาสนา เป็นความโสมมที่ควรละทิ้งเป็นอย่างยิ่ง”! แถม“คานธี”ยังเปรียบเทียบ “มนุษย์” กับ “ปลา” ได้อย่างแหลมคมชวนคิดอย่างยิ่งว่า “ปลาที่อยู่ในทะเลหยั่งความลึกของทะเลได้ยาก ฉันใด มนุษย์ที่อยู่ในโลกก็เข้าใจโลกได้ยาก ฉันนั้น”

อืม..จริงว่ะ! แค่เรียนรู้ถึง “ชีวิตจิตใจมนุษย์” ใช้วันเวลาทั้งชีวิต ก็ไม่มีทางจะรู้ได้ แถมยังต้องมาเรียนรู้เรื่องราวของโลกด้วย ตายแล้วเกิดอีกสิบ ชาติ ก็ไม่มีวันเรียนจบ แค่เรื่อง“ทำไมเหลี่ยม”ที่ร่ำรวยมหาศาล กล้า“ทำผิดคำพูด”ด้วยการ “โกงชาติ” อย่างมโหฬาร จนต้องหนี “คดีความ”กับ“คุก” ไปอยู่นอกประเทศนานถึง 17 ปี! กับเรื่อง “ทำไมตุ๊ดตู่” จึงทำให้รัฐประหาร “เสียของ-เยี่ยวไม่สุด” ไม่ทำตาม “คำพูด” ที่ประกาศว่าจะ “ปฏิรูปชาติก่อนเลือกตั้ง”!

“ตุ๊ดตู่” อยู่ในอำนาจเผด็จการ 5 ปีกว่า สืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้ง 4 ปี การเลือกตั้งผ่านไปแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ไม่มีการ “ปฏิรูปชาติ” อะไรให้เห็นชัดเจนสักเรื่อง ชาติกับประชาชนต้องเสียเวลาไปกับผลงานที่ไม่คุ้มค่าเยอะแยะ เพราะไร้ผลงาน “แก้ต้นเหตุปัญหาเลวร้าย” ของชาติ? แค่ “สองเรื่องนี้” ก็หา “คำตอบ” แท้จริงไม่ได้? ทำไมหนอ“จิตใจมนุษย์สองคนนี้” จึงลี้ลับซับซ้อน ซ่อนปมซ่อนเงื่อนได้มากมายขนาดนี้? เฮ้อ!..ต้องสรุปแบบไม่อ้อมค้อมว่า “เขา 2 คน” เป็น“มนุษย์”ที่เห็นแก่ “อำนาจ-เงินทอง-ผลประโยชน์” เท่านั้น จึง “ลั่นดาลหัวใจ” อันละโมบโลภมาก ไม่รู้จักความพอเพียง ตามคำสอนของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เรื่องทำนองนี้ “คานธี” ได้บอกไว้ว่า..“ผู้ใดที่ไม่สามารถปกครองตนเองได้ ผู้นั้นย่อมไม่สามารถปกครองผู้อื่นได้อย่างแท้จริง”

“เหลี่ยม-ตู่” ไม่สามารถปกครอง “ใจตนเอง” มิให้ลุ่มหลงใน “อำนาจ-เงินทอง-ผลประโยชน์” พ่ายแพ้ “ใจตนเอง” จนหลงในกิเลศ รัฐบาลของทั้งสองคน จึงเต็มไปด้วยเรื่องโกงชาติ รัฐบาลของ “บิ๊กเหลี่ยม” หรือรัฐบาลของ“บิ๊กตู่” ใครโกงชาติมากกว่ากันนั้น ยังไม่มีการพิสูจน์ชัด แต่ที่แน่ๆ.. รัฐบาลของทั้งสองคน..โกงชาติเช่นเดียวกันเลยว่ะ?
เฮ้อ..ด้วย “จิตใจมิมีเหตุผล” และ “มิมีอิสระ” ด้วย “จิตใจชายทั้งคู่” ไม่เป็นเยี่ยง “คานธี” ที่ได้สอนสั่งทั้ง “คนมีอำนาจ” กับ “คนไร้อำนาจ” ว่า “มนุษย์มีเหตุผล รู้ผิดรู้ถูกและมีจิตใจเป็นอิสระ”!

“คานธี” ยังย้ำเตือนว่า “ชีวิตที่ไม่มีความคิด ย่อมไม่ผิดอะไรกับชีวิตของเดรัจฉาน” และ “เราจะเรียกตัวเองว่ามนุษย์กระไรได้ ในเมื่อเราประพฤติปฏิบัติตนเยี่ยงเดรัจฉาน”! “คานธี” จบเรื่อง “มนุษย์” กับ “เดรัจฉาน” ด้วยคำคมสุดท้ายใน“อมตวจนะ” ว่า “ผู้ที่ประพฤติตนเหมือนเดรัจฉาน ย่อมเลวร้ายกว่าเดรัจฉาน เพราะความเป็นเดรัจฉานเป็นของธรรมดาสำหรับเดรัจฉาน แต่ไม่ใช่ของธรรมดาสำหรับมนุษย์” เอ๊ะ! ฤา “คานธี” จะเตือน “ตู่-เหลี่ยม” ให้หวนกลับมา“เป็นผู้เป็นคน” ดัง “มนุษย์ทุกตัวตน”ที่มีสติสัมปชัญญะ รู้จักและยึดในเรื่อง“ผิด-ถูก”เป็นหลัก รู้จักลด-ละ-เลิกการทำชั่ว หันมาทำดีให้กับสังคมมนุษย์ เพื่อนำสันติสุขคืนมาให้กับครอบครัวและมนุษยชาติ.. อืม.. นี่“ฝันเกินจริง”ไปหรือเปล่าวะเรา..?

พระเจ้าช่วยกล้วยทอดนางเลิ้ง! ถ้า “เหลี่ยม-ตู่” เป็น“คนพูดจริงทำจริง” เป็น “คนดีของชาติไทย” คนที่จะดีใจไม่ใช่แค่คนไทยนะเว้ยเฮ้ย! แต่ “วิญญาณคานธี”บนสวรรค์ ก็คงจะดีใจไปด้วย เพราะว่า.. “หากเพื่อนบ้านของเรายังสกปรกอยู่ ความสะอาดส่วนตัวของเราก็ย่อมจะไร้ประโยชน์”!? “คานธี” ยังอุตส่าห์บอกต่อรัวๆอีกว่า “ถ้าเราจะให้สิ่งไรแก่ใคร เราก็ต้องให้ส่วนที่จริงแท้ที่สุดในตัวเราแก่เขา” และ “การปฏิบัติกรณียกิจเพื่อมนุษยชาติอย่างเต็มความสามารถ เป็นกฎทางศีลธรรมอันสูงสุด”
ใช่เลย! “คานธี” และ “ผู้คน”ล้วนคิดเช่นนั้น ถ้า “ตู่-เหลี่ยม” ทำดีให้ชาติกับประชาชน คงเป็น“วีรบุรุษของชาติ” ไปแล้ว เสียดายที่มีโอกาสทำดี ไฉนใยไม่ทำ?
นั่นเป็น “คำถาม” ที่หา “คำตอบ” ไม่ได้ และหาไม่พบจนทุกวันนี้

“คานธี”ระบุว่า “วิทยาศาสตร์มีคุณูปการต่อผู้แสวงหาสัจจะมาก” ก่อนจะเน้นว่า “ความดีต้องประกอบด้วยความรู้” อีกทั้ง“คานธี”ยังบอกอีกด้วยว่า “สอนคนโง่นั้นง่าย แต่สอนคนครึ่งโง่ครึ่งฉลาดสิยาก” อืม..เห็นทีต้องจบ“คำคมอมตวจนะ” ของ“มหาตมา คานธี”ลงด้วยวรรคทองที่ว่า

“ความรู้คือสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์รู้จักตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความรู้หมายถึงสัจการแห่งตนเอง” “ใคร” ที่รู้จัก“ตู่-เหลี่ยม” ได้อ่านบทความนี้แล้ว.. ช่วยบอกไปยัง“เขาทั้งคู่ ”ว่า “ทำดีอีกครา คนไทยย่อมให้อภัย” แต่หากยัง“ทำชั่วต่อชาติอีกครั้ง ตกนรกนิรันดร์กาล”นะเว้ยเฮ้ย..!!!

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts